หนี้สินเป็นคำที่หลายๆคนพบเจออยู่และไม่ชอบเอาซะเลย สำหรับคำที่มีหนี้แล้วมันก็เหมือนสิ่งที่เกาะกินหัวใจและเงินในกระเป๋าตังเราอยู่ตลอดเวลา ประมาณว่าเงินเดือนออกปุ๊ปก็แค่ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อไปใช้หนี้ที่สะสมอยู่ จริงๆแล้วหนี้มันก็เกิดขึ้นในหลายรูปแบบนะครับ แต่แบบที่เราจะพบเจอกันบ่อยๆก็คือหนี้สินที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว เช่น มีเงินอยู่ 20,000 บาท ใช้จ่ายไป 25,000 บาท โดยเงินส่วนเกินที่งอกออกมา 5,000 บาทนั้นก็ต้องมีที่มาอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่เงินเรานะสิ มันเป็นเงินที่เราให้คนอื่นออกก่อน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตธนาคาร บัตรกดเงินสด หรือการค้างชำระใครซักคงโดยสัญญาว่าในอนาคตจะเอาเงินมาใช้คืนให้หมด

หลายคนเป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้นเพราะความเคยชินในการใช้จ่ายเกินตัว เดือนแรกเป็นหนี้ 5,000 บาท เดือนต่อมาเป็นหนี้ 6,000 บาท และเดือนต่อมาก็เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งหนี้สินมันไม่ได้เป็นเรื่องของการยืมเงินเฉยๆ แบบว่ายืมมา 5,000 คืนกลับ 5,000 แต่หนี้สินมันออกลูกออกหลานได้ซึ่งเราเรียกว่าดอกเบี้ย! ทำให้เงินที่จะต้องจ่ายคืนนั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆตราบใดที่เรายังคงสภาพการเป็นหนี้อยู่ จึงไม่แปลกใจใช่ไหมครับว่าทำไมคนเราจึงเป็นหนี้ซ้ำซ้อน ยืมเงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไม่หมดซักที

หนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเกินตัวมันมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างล่ะ? เท่าที่ผมสังเกตจากคนรอบข้าง มันก็มีที่มาจากเหตุผลเหล่านี้ล่ะครับ

1. ค่านิยมในการบริโภคสินค้า

ผมว่าใครๆก็อยากมีไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตที่ดีนะครับ และในยุคนี้มันเป็นยุคของโลกโซเชียวด้วยนะ เวลามีอะไรเด็ดๆ น่าสนใจ ทั้งโฆษณา แชร์ แท็คกันสารพัดจนกลายเป็นกระแสที่เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าหากใครไม่ได้ลิ้มลองสินค้า ซื้อของยอดฮิต หรือใช้บริการสิ่งใหม่ๆ ก็อาจจะกลายเป็นคนตกเทรนไปก็ได้ ต้องอย่าลืมนะครับว่าของใหม่ๆหลายๆอย่างมันจะออกมาด้วยราคาที่แสนแพงและถ้ามองลึกๆแล้วก็ไม่รู้ว่าเราจำเป็นกับค่าใช้จ่ายขนาดนั้นจริงๆหรือเปล่า

แต่อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรหรอกครับกับการที่เราจะเดินตามค่านิยมและกระแส เพียงแต่ผมคิดว่าเราเองก็ต้องสำรวจความเป็นจริงในตัวเราเองด้วยว่าสิ่งที่เรากำลังจับจ่ายใช้สอยเนี่ยมันเกินฐานะที่เราเป็นอยู่หรือเปล่า ถ้าเราเดินตามกระแสการบริโภคไปเรื่อยๆโดยไม่ได้ยับยั้งชั่งใจว่ามันส่งผลกระทบต่อรายจ่ายของเรามากขนาดไหน ผมเชื่อว่ามันก็มีความเสี่ยงนะครับที่เราจะพบการเป็นหนี้ได้นะครับและหลายๆคนก็เกิดปัญหาอย่างงี้มาแล้วเช่นกัน

โดยส่วนตัวผมว่าเราไม่ต้องตามกระแสทุกอย่างก็ได้นะ เพียงแค่ลองดูว่าสิ่งไหนที่น่าสนใจและมีความสมเหตุสมผลในการใช้จ่ายเมื่อเทียบกับรายได้ที่เรามีอยู่ก็สามารถสร้างไลฟ์สไตล์ได้ล่ะ และถ้าเราอยากมีมากขึ้นก็ค่อยๆขยับขยายตามฐานะที่ดีขึ้นของเราก็ยังไม่สายหรอก ที่สำคัญคือเราได้พบกับสิ่งที่เราชอบด้วยและหลีกหนีจากกการเป็นหนี้ได้ด้วยเช่นกัน

2. อะไรที่ได้มาง่ายๆนี่ชอบ

ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆนั้นเวลาอยากได้อะไรก็ต้องเก็บเงินทีละนิดๆ กว่าจะซื้อของได้แต่ละชิ้นนั้นยากลำบากน่าดู แต่ในปัจจุบันทั้งอายุที่มากขึ้นพร้อมๆกับเครื่องมือทางการเงินที่มีการพัฒนามาขึ้นเรื่อยๆทำให้การซื้อของใช้บริการสิ่งต่างๆกลับดูมันง่ายขึ้นอีกเยอะ จากการที่เราจะเก็บเงินไว้ในออมทรัพย์แล้วไปถอนเงินที่มีอยู่ไปซื้อสินค้า แต่ตอนนี้มันง่ายกว่านั้นเยอะเพราะเราสามารถใช้ได้ทั้งทั้งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด โดยที่เราไม่ต้องมีเงินก็ได้ จ่ายด้วยบัตรไปก่อน พูดง่ายๆว่ารูดไปก่อน จ่ายเงินที่หลัง ทั้งหมดนี้เป็นการใช้เงินในอนาคตไปโดยปริยาย อีกทั้งถ้าไม่มีเงินจริงๆก็สามารถผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิตได้อีก ก็เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้าหลายๆเดือนเลยนะครับ

พออะไรมันง่ายไปหมดมันก็เป็นหนี้กันง่ายขึ้นใช่ไหมครับ เรื่องแบบนี้ผมว่าเราเองอาจจะต้องยับยั้งชั่งใจกันหน่อยดีกว่า บางทีเราเห็นโปรโมชั่นเด็ดๆ กับการผ่อนชำระแบบสะดวกสบายปุ๊ปมันก็เกิดอารมณ์อยากได้ขึ้นมาง่ายๆก็ได้ ก็ต้องมาสำรวจกันอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วเราอยากได้มันเพราะอะไร? เพราะตัวสินค้าหรือเพราะว่ามันซื้อได้ง่ายกว่าเดิม?

แต่เอาเข้าจริงนะ การตลาดก็คือการตลาดนั่นล่ะ ไม่ซื้อวันนี้หมดเขตโปรโมชั่นไป วันหน้าก็มีโปรโมชั่นใหม่ให้เราได้พิจารณาอีกล่ะครับ เก็บเงินไว้ก่อนดีกว่า เอาไว้เมื่อเราอยากได้จริงๆและพร้อมในเรื่องการเงินค่อยซื้อก็ได้

3. เรื่องออมเป็นเรื่องที่ทำยาก

ผมเชื่อว่าถ้ามีสินค้าชิ้นหนึ่งที่เราอยากได้แต่มูลค่ามันสูงกว่าเงินออมต่อเดือนของเราประมาณ 10 เท่า หลายๆคนก็คงเลือกจะใช้วิธีผ่อนไปก่อนและจ่ายเงินที่หลังมากกว่าการเก็บเงินออมไว้ 10 เดือนแล้วนำเงินก้อนไปซื้อของใช่ไหมครับ เพราะอย่างน้อยก็คือเราได้ของมาในทันทีและไม่ต้องมานั่งลุ้นด้วยว่าของที่เราอยากได้ในอีก 10 เดือนมันจะยังคงมีอยู่ให้เราซื้อหรือเปล่า

และอีกอย่างที่สำคัญก็คือหลายๆคนมองว่าการเป็นหนี้และต้องจ่ายเงินตามรอบบิลนั้นจะทำให้เขาสร้างวินัยในการใช้จ่ายเงินมากกว่าการที่เราค่อยๆเก็บออมด้วยตัวเองโดยไม่มีเงื่อนไขอะไร ประมาณว่าถ้าไม่จ่ายหนี้จะเจอดอกเบี้ย มันเลยทำให้เรากลัวจนต้องจ่ายอย่างมีวินัยแต่ถ้าหากเก็บเองอาจจะเจอภาวะการเก็บบ้างไม่เก็บบ้าง อารมณ์ดีก็เก็บได้ อารมณ์ไม่ดีก็ไม่เก็บและสุดท้ายมันก็ทำให้รา