ซื้อหุ้นเพราะพื้นฐานดี ก็ต้องขายหุ้นเมื่อพื้นฐานไม่ดีเหมือนเดิม : 3 สัญญาณพื้นฐานเปลี่ยน ที่ควรพิจารณาขายหุ้น

ซื้อหุ้นเพราะพื้นฐานดี ก็ต้องขายหุ้นเมื่อพื้นฐานไม่ดีเหมือนเดิม : 3 สัญญาณพื้นฐานเปลี่ยน ที่ควรพิจารณาขายหุ้น

การลงทุนในหุ้นด้วยหลักการ Fundamental Analysis เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่นักลงทุนระยะยาวนิยมใช้ เพราะมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของบริษัท เช่น งบการเงิน ฐานะการเงิน และศักยภาพการเติบโต

อย่างไรก็ตามทุกอย่างมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน

บ่อยครั้งเราคิดว่าเลือกหุ้นของบริษัทพื้นฐานดีแล้ว แต่สุดท้ายพื้นฐานระยะยาวของบริษัท ที่เราซื้อกลับเปลี่ยนไปในทางลบ บางทีอาจจะเปลี่ยนไปถึงขั้นว่ากลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีกด้วย

นั่นคือจังหวะที่เราต้องตัดสินใจแล้วว่าควรปล่อย เพราะถ้าเราซื้อหุ้นเพราะพื้นฐานดี ก็ต้องขายหุ้นเมื่อพื้นฐานไม่ดีเหมือนเดิม จริงไหม?

แต่...มันไม่ง่ายขนาดนั้น

 คุณ กวี ชูกิจเกษม เขียนไว้ในหนังสือ ‘เปลี่ยนสันดานสร้างอิสรภาพทางการเงิน’ ว่า

“แต่เชื่อไหมว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อเป็น แต่ขายไม่เป็น ซึ่งเป็นเพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง ทำให้ประเมินหรือวิเคราะห์ไม่ได้ว่า บริษัทที่เราลงทุนนั้นเปลี่ยนพื้นฐานในระยะยาวไปแล้วหรือไม่”

ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) เคยกล่าวว่า “การขายหุ้นที่กำไรดี แต่กลับถือหุ้นที่ขาดทุนไว้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดดอกไม้ทิ้งแล้วรดน้ำวัชพืช”

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักตัดขาดทุนและออกจากการลงทุนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าพื้นฐานระยะยาวของบริษัทที่เราลงทุนเปลี่ยนไปแล้ว? นี่คือ 3 สัญญาณสำคัญที่คุณกวีแชร์ไว้ในหนังสือ ที่บ่งบอกว่าพื้นฐานของบริษัทเริ่มเปลี่ยนแปลง และนักลงทุนควรพิจารณาขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

1. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพื้นฐานของบริษัท

เมื่อผู้บริโภคเริ่มหันไปใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการทางเลือกอื่น ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทจะลดลงตามมา

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่าง บริษัท Kodak ที่เคยเป็นผู้นำตลาดฟิล์มถ่ายรูปมานานกว่า 100 ปี แต่เมื่อเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลเริ่มได้รับความนิยม พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้ฟิล์มไปเป็นการถ่ายรูปดิจิทัล Kodak ไม่สามารถปรับตัวได้ทันและต้องยื่นล้มละลายในปี 2012

หรืออย่าง Bed Bath & Beyond ที่ปิดตัวลงในเดือนเมษายน 2023 หลังจากดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1971 บริษัทนี้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น และแข่งขันกับผู้ค้าปลีกออนไลน์อย่าง Amazon ได้

อีกตัวอย่างเช่นธุรกิจให้เช่า DVD/VCD ที่รุ่งเรืองในช่วงปี 1990-2010 แต่เมื่อผู้บริโภคหันไปใช้ streaming services มากขึ้น หรือใช้ Social ธุรกิจเหล่านี้จึงต้องเผชิญกับการลดลงของยอดขายอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม “เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ คือเมื่อบริษัทหนึ่งล้ม อีกบริษัทหนึ่งจะผงาดขึ้นมาแทน” คุณกวีอธิบาย

อย่าง iPhone ขึ้นมาแทน Nokia หรือ Netfix ขึ้นมาแทน Blockbuster หรือ Youtube และ Facebook มาแทนฟรีทีวี

“ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนหุ้นจำเป็นต้องเข้าใจและวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ให้เป็น เพราะนอกจากจะต้องขายบริษัทที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบแล้ว ยังเป็นโอกาสที่เราอาจจะได้ลงทุนกับบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย”

2. คู่แข่งใหม่เข้ามาในตลาด

การเข้ามาของคู่แข่งใหม่ โดยเฉพาะคู่แข่งที่มีเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจที่เหนือกว่า สามารถเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดได้

คุณกวีอธิบายว่า “ในกรณีนี้ผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรม แต่มีคู่แข่งที่เข้ามาเสนอสินค้าหรือบริการในคุณภาพหรือบริการที่ดีกว่า หรือเสนอราคาที่ถูกกว่าในคุณภาพที่ไม่ต่างกัน”

การเปลี่ยนแปลงบางครั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบชั่วข้ามคืน แต่สร้างผลกระทบ แต่ในนักลงทุนเองก็ต้องติดตามให้แน่ใจว่าคู่แข่งที่เข้ามาใหมมีผลต่อบริษัทที่เราลงทุนมากน้อยขนาดไหน ปรับตัวได้รึเปล่า

เหมือนอย่างที่ แอนดี้ โกรฟ อดีต CEO ของ Intel เคยกล่าวไว้ว่า “มีแต่คนระแวดระวังเท่านั้นที่อยู่รอด” เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่บริษัทต้องระแวดระวังและเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและคู่แข่งใหม่ที่อาจเข้ามาทำลายธุรกิจเดิม และเราเองในฐานะนักลงทุนก็ต้องคอยระวังด้วยเช่นเดียวกัน

3. ผู้บริหารทำผิดพลาดหรือเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ผิดทิศทาง

ผู้บริหารเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัท เมื่อผู้บริหารทำผิดพลาดในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ หรือมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะยาว

คุณกวีบอกว่า “กรณีนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนัก หากเราเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดีและเป็นผู้นำในธุรกิจอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่ผมกังวลคือ บางครั้งบริษัทตัดสินใจไปลงทุนในธุรกิจที่ไม่ถนัด หรือลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจดั้งเดิมของตัวเอง เช่น ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่กลับไปลงทุนในโรงไฟฟ้า หรือไปขยายธุรกิจต่างประเทศแล้วประสบความล้มเหลว หรือบางครั้งการเปลี่ยนผู้บริหารก็มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต เป็นต้น”

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการที่มีชื่อเสียงเคยกล่าวไว้ว่า “วัฒนธรรมองค์กรกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า” เน้นย้ำว่าวัฒนธรรมองค์กรและความสามารถของผู้นำมีความสำคัญมากกว่ากลยุทธ์ที่ดีบนกระดาษ

ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ WeWork ที่แม้จะมี IPO มูลค่าสูงในตอนแรก แต่เนื่องจากผู้บริหารขยายธุรกิจอย่างไม่มีแผน และขาดการควบคุมต้นทุน ทำให้บริษัทต้องเผชิญปัญหาทางการเงินและมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหลายครั้ง หรือ การล่มสลายของ FTX ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของ Sam Bankman-Fried ในการใช้เงินของลูกค้าไปลงทุนในกิจการอื่น ส่งผลให้บริษัทที่เคยมีมูลค่าสูงถึง 32,000 ล้านดอลลาร์ต้องล้มละลาย

ในประเทศไทย เราเห็นตัวอย่างของบริษัทที่ผู้บริหารตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถหลัก (core competency) ของบริษัท หรือการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน หรือแม้แต่ความคดโกงต่างๆ นานาด้วย

สัญญาณเตือนที่ควรจับตามอง

นักลงทุนควรติดตามสัญญาณเตือนต่อไปนี้:

* ยอดขายและส่วนแบ่งตลาดลดลงติดต่อกัน 2-3 ไตรมาส โดยไม่มีแผนการแก้ไขที่ชัดเจน
* อัตรากำไรลดลง เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือความสามารถในการกำหนดราคาลดลง
* การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงการขาดวิสัยทัศน์ในระยะยาว
* การสูญเสียพนักงานคุณภาพ โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญ

การลงทุนในหุ้นด้วยหลักการ Fundamental Analysis ไม่ได้หมายความว่าเราต้องถือหุ้นไปตลอดกาล เมื่อปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง การขายหุ้นอาจเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดกว่าการรอคอย

เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) นักลงทุนในตำนานและครูของ Warren Buffett เคยกล่าวไว้ว่า

“นักลงทุนที่ฉลาดคือคนที่มองโลกตามความเป็นจริง เขาจะขายหุ้นให้กับคนมองโลกในแง่ดี และซื้อหุ้นจากคนที่มองโลกในแง่ร้าย”

การเป็นนักลงทุนที่ฉลาดคือการรู้จักปรับเปลี่ยนมุมมองเมื่อข้อมูลใหม่บ่งบอกว่าการลงทุนเดิมอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป

การติดตาม 3 สัญญาณหลักนี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงทีและลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินทุนลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save