เงินในบัญชีอยู่ได้ไม่นาน? อาจเพราะเรารู้ไม่ทันสมอง! 5 เทคนิคจิตวิทยาเพื่อช่วยลดการใช้จ่ายและเพิ่มการออม

หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมเงินเราถึงหมดเร็วนัก ทั้งที่ตั้งใจว่าจะประหยัด แต่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้ หลายคนอาจจะหาเงินได้ใช้เงินเกิน แต่คำตอบที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเดือนที่หาได้ แต่อยู่ที่กลไกการทำงานของสมองต่างหาก
ทำไมสมองของเราถึงชอบหักหลังกระเป๋าเงินนัก? 🧠 vs. 💳
คุณเคยตั้งใจจะเก็บเงิน แต่สุดท้ายกลับเผลอรูดบัตรซื้อของที่ไม่จำเป็นไหม? นั่นไม่ใช่แค่เรื่องของวินัยทางการเงิน แต่มันคือ สงครามภายในสมองของคุณเอง
สมองของเราทำงานโดยมีสองกลไกหลัก เรียกง่ายๆ ว่า “สมองฝั่งอารมณ์” ที่ต้องการความสุขทันที และ “สมองฝั่งเหตุผล” ที่พยายามวางแผนเพื่ออนาคต แม้หลายครั้งสมองทั้งสองฝั่งจะทำงานร่วมกันได้ดี แต่ในหลายๆ ครั้งสมองทั้งสองฝั่งนี้ก็มักแข่งกันควบคุมการตัดสินใจของเรา
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้ทำการศึกษาเรื่องนี้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน 14 คน โดยให้พวกเขาเลือกบัตรของขวัญ Amazon มูลค่า 5 – 40 ดอลลาร์ ภายใต้เงื่อนไขว่า ยิ่งมูลค่าสูงขึ้น เวลารอรับก็จะนานขึ้น (ตั้งแต่ 2 - 6 สัปดาห์) ขณะที่พวกเขากำลังตัดสินใจนั้น สมองจะถูกสแกนด้วยเครื่อง fMRI เพื่อตรวจจับการทำงานของระบบประสาท
และการทดลองนั้นพบว่า
1. ถ้ารางวัลสามารถรับได้ทันที → สมองฝั่งอารมณ์จะทำงานหนักขึ้น เพราะมันต้องการ “ความสุขเดี๋ยวนี้”
2. ถ้ารางวัลต้องรอนาน → สมองฝั่งเหตุผลจะทำงานมากขึ้น เพราะมันช่วยเราวางแผนเพื่ออนาคต
3. แต่ถ้าสุดท้ายเราเลือกสิ่งที่ได้ทันที → สมองฝั่งอารมณ์ก็จะกลับมาเป็นฝ่ายนำ
หมายความว่า ทุกครั้งที่มีตัวเลือกเข้ามา สมองส่วนอารมณ์และส่วนเหตุผลก็จะทำงานแข่งกัน พยายามโน้มน้าวควบคุมการตัดสินใจเรา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงมักมีความคิดสับสน ว้าวุ่นในใจอยู่เสมอ เมื่อต้องเลือกอะไรสักอย่าง และหลายครั้งตรรกะพื้นฐานก็ใช้ไม่ได้กับมนุษย์
5 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณเอาชนะสมองส่วนที่อยากใช้เงิน
ถ้าสมองฝั่งอารมณ์อยากจะรูดบัตรเครดิตให้เต็มวงเงิน และสมองฝั่งเหตุผลเอาแต่คอยเตือนให้เก็บเงินไว้สำหรับใช้สิ้นเดือนบ้าง จิตเป็นนายแล้ว – กายเราจะเป็นบ่าวให้ฝั่งไหนดี?
ถ้าสมมติเราอยากจะให้สมองฝั่งเหตุผลชนะเพราะเราเห็นความสำคัญและไม่อยากเครียดกับการไม่มีเงินปลายเดือนเหมือนทุกๆ เดือนที่ผ่านมาแล้วละก็ ลองดู 5 เทคนิคนี้ที่เราเจอมาจาก yahoo! Finance
1. อย่าบันทึกข้อมูลบัตรเครดิต/เดบิตไว้ติดเครื่อง
เวลาที่เราซื้อของในแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์บ่อยๆ ระบบก็จะส่งป๊อปอัพมาถามว่า "จะบันทึกข้อมูลบัตรไว้ไหม?" ซึ่งหลายครั้ง เราก็อาจจะกดตกลงไปเลย เพราะคิดว่าครั้งหน้าจะได้สะดวก ไม่ต้องพิมพ์ใหม่
แต่รู้ไหมว่า การที่เราต้องหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วนั่งพิมพ์เลขบัตรทีละตัว มันกลับเป็นผลดีกว่านะ เพราะช่วงเวลานั้นมันจะทำให้เรามีโอกาสได้คิดทบทวนว่า "เราจำเป็นต้องซื้อของชิ้นนี้จริงๆ หรือเปล่า?" "เงินในบัญชีพอไหม?" บางทีแค่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ก็อาจช่วยให้เราเบรกการช็อปปิ้งแบบหุนหันพลันแล่นได้
ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องความปลอดภัย ลองคิดดูว่าถ้าวันดีคืนดีเว็บหรือแอพที่เราเคยบันทึกข้อมูลบัตรไว้โดนแฮก ข้อมูลบัตรของเราก็อาจรั่วไหลไปด้วย เพราะฉะนั้นครั้งหน้าถ้ามีป๊อปอัพขึ้นมาถามแบบนี้ แนะนำว่ากด "ไม่" ไปเลยดีกว่า อาจจะดูเสียเวลาหน่อย แต่นอกจากจะช่วยควบคุมการใช้จ่ายแล้ว ยังปลอดภัยกว่าด้วย
2. ใช้เงินสดแทนบัตรเครดิต
เคยสังเกตไหมว่าทำไมเวลาจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตเราจะไม่ค่อยรู้สึกสะเทือนใจเท่าไหร่?
นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเราคนเดียวนะ มีงานวิจัยในปี 2001 โดย Prelec และ Simester ที่ยืนยันว่าคนเรายอมจ่ายแพงกว่าเดิมถ้าใช้บัตรเครดิต ทั้งๆ ที่เป็นของชิ้นเดียวกัน
สาเหตุก็เพราะว่าเวลาเราควักเงินสดจ่าย เราจะเห็นเงินในกระเป๋าลดลงทันที ต่างจากบัตรเครดิตที่แค่รูดปุ๊บจบปั๊บ ไม่เห็นเงินหายไปไหน (จนกว่าจะถึงวันจ่ายบิล!) ทำให้เราอาจใช้จ่ายเพลินเกินตัวได้ง่ายๆ
แม้ว่าทุกวันนี้หลายร้านจะไม่รับเงินสดแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ลองปรับมาใช้จ่ายด้วยเงินสดดูนะ รับรองว่าพอได้เห็นแบงก์ในกระเป๋าค่อยๆ หายไป จะทำให้เราคิดหนักก่อนควักเงินจ่ายทุกครั้งแน่นอน แถมยังช่วยคุมงบได้ดีกว่าด้วย!
3. คิดมูลค่าของสิ่งที่ซื้อในแง่ของ “ชั่วโมงการทำงาน” ไม่ใช่แค่ตัวเงิน
เวลาที่เราจะตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่าง เรามักจะมองแต่ตัวเลขและคิดว่าทั้งหมดนั้นมันก็สมเหตุสมผลดีนี่ แต่วิธีนี้เขาแนะนำให้เราลองคิดกลับกัน นั่นคือการแปลงราคาสินค้าเป็น "เวลาทำงาน" แทน เพราะบางทีเห็นแค่ตัวเลขเงิน เราอาจคิดว่า "โอเค ไม่แพงนี่" แต่พอคิดว่าต้องทำงานกี่ชั่วโมงถึงจะได้เงินก้อนนี้มา มุมมองเราอาจเปลี่ยนไปเลย
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าเราทำงานชั่วโมงละ 500 บาท แล้วเราเห็นรองเท้าสวยๆ คู่นึงราคา 5,000 บาท ถ้าดูแค่ราคาก็อาจคิดว่าไม่แพงมาก แต่ลองคิดใหม่ว่า... เราต้องทำงาน 10 ชั่วโมงเลยนะเพื่อจะได้รองเท้าคู่นี้มา (ยังไม่รวมหักภาษีด้วย)
พอคิดแบบนี้แล้ว อาจทำให้เราชั่งใจมากขึ้นว่ามันคุ้มกับเวลาและแรงที่เราทุ่มเทไปไหม โดยเฉพาะถ้าในตู้เรายังมีรองเท้าสภาพดีอีกตั้งหลายคู่
4. ตั้งค่าให้การออมเป็นระบบอัตโนมัติ
เคยเจอปัญหาแบบนี้ไหม... ทุกต้นเดือนตั้งใจว่าจะเก็บเงิน แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับพบว่าเงินหมดไปกับค่าใช้จ่ายจิปาถะซะงั้น! นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับหลายคนมาก เพราะธรรมชาติของคนเรามักจะเลือกความสุขในปัจจุบันมากกว่าคิดถึงอนาคต (เขาเรียกว่า Present Bias)
แต่มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเราได้ นั่นคือการตั้งระบบออมเงินอัตโนมัติ! เช่น ถ้าเราทำงานประจำ เงินเดือนเราจะออกทุกวันที่ 25 ของเดือน ทีนี้ เราก็ตั้งในแอพธนาคารให้โอนเงินจากบัญชีหลักไปบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติทุกเดือนก็ได้
ข้อดีของการทำแบบนี้คือ เราไม่ต้องมานั่งคิดหรือลังเลว่าจะออมดีไหม เพราะมันจะหักไปเองโดยอัตโนมัติก่อนที่เราจะเอาเงินไปใช้อย่างอื่น แถมยังช่วยให้เราสะสมเงินได้อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เรียกว่าเป็นการบังคับตัวเองให้ออมแบบไม่รู้ตัวเลย
5. ใช้กฎ “30 วัน” เพื่อลดการซื้อของตามอารมณ์
ใครเคยเป็นบ้างไหม เดินห้างแล้วเจอของถูกใจปุ๊บ อยากได้ปั๊บ รีบควักเงินซื้อเลย... แต่พอกลับบ้านมานั่งคิดดีๆ กลับรู้สึกว่า "เอ... จำเป็นต้องซื้อขนาดนั้นเหรอ?"
นี่แหละที่มาของ "กฎ 30 วัน" วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราควบคุมการช็อปปิ้งตามใจอยากได้! วิธีนี้ก็คือ ถ้าเจอของที่อยากได้ แทนที่จะรีบซื้อเลย ให้จดไว้ก่อน แล้วรอ 30 วัน
ระหว่างที่รอ เราจะมีเวลาคิดหลายอย่าง... เช่น ของชิ้นนี้คุ้มค่ากับเงินที่จะจ่ายไหม? มีที่ไหนขายถูกกว่านี้ไหม? หรือบางทีพอผ่านไปสักพัก เราอาจพบว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น
แต่ว่าถ้าจะใช้กฎนี้กับทุกอย่างก็คงลำบาก เราอาจลองตั้งเกณฑ์ใหม่ เช่น ถ้าของชิ้นไหนราคาเกิน 2,000 บาท จะใช้กฎ 7 วัน (7 days delay) แต่ถ้าชิ้นไหนเกิน 10,000 บาทก็ใช้กฎ 30 วันแทน
สรุป : การบริหารการเงินไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาและพฤติกรรมส่วนตัวด้วย การเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการใช้จ่ายและการออม นอกจากจะสามารถช่วยให้คุณควบคุมการเงินของตัวเองได้ดีแล้ว มันยังจะทำให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินและสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นด้วย
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

