“เสาทางการเงิน 9 ต้น” เพื่อบ้านที่มั่นคงแข็งแรง สรุปรวม 9 เรื่องการเงินที่ครอบครัว ต้องสร้างถ้าอยากให้บ้านมั่งคั่งมั่นคง

“เสาทางการเงิน 9 ต้น” เพื่อบ้านที่มั่นคงแข็งแรง สรุปรวม 9 เรื่องการเงินที่ครอบครัว ต้องสร้างถ้าอยากให้บ้านมั่งคั่งมั่นคง

การเงินที่มั่นคงเริ่มต้นที่ครอบครัว โดยเฉพาะการพูดคุยเรื่องการเงินในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงิน และร่วมมือกันบรรลุเป้าหมายทางการเงินของครอบครัว

และเมื่อทุกคนในครอบครัวมีความรู้พื้นฐานทางการเงินที่เพียงพอ จะช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม เข้าใจถึงที่มาที่ไปของรายรับ ความจำเป็นของรายจ่าย และเห็นพ้องต้องกันในการจัดสรรเงินเพื่อการออม และลงทุน

ดังนั้น วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า มีเรื่องอะไรที่ต้องรู้บ้าง ถ้าอยากวางแผนการเงินให้ให้ครอบครัวมั่งคั่งอย่างมั่นคง ด้วยเสาทางการเงิน 9 ต้น

✅ 1. เสา ‘รายรับ-รายจ่าย’

การมองเห็นภาพรวมของรายรับ และรายจ่ายจะทำให้ครอบครัวสามารถวิเคราะห์สถานะการเงินทั้งหมดได้อย่างชัดเจน เช่น ดูว่ามีรายจ่ายส่วนไหนที่ไม่จำเป็น และสามารถลดทอนได้ หรือมีเงินเหลือเก็บออมมากน้อยเพียงใด เพื่อให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายในอนาคตได้เหมาะสมกับรายรับที่มี

โดยอาจเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลรายรับของครอบครัว ทั้งรายได้ประจำ เช่น เงินเดือน และรายได้จากแหล่งอื่นๆ แล้วจดบันทึกยอดรวมรายรับต่อเดือน ต่อด้วยการรวบรวมข้อมูลรายจ่ายทั้งหมดของครอบครัวในแต่ละเดือน ทั้งรายจ่ายคงที่ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอม ค่าประกัน และรายจ่ายผันแปร เช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

✅ 2. เสา ‘เงินออม’

หลังจากที่จดบันทึกรายรับรายจ่ายแล้วจะทำให้ให้เรารู้ว่า เรามีความสามารถในการออมเงินได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งการออมเงินอย่างสม่ำเสมอให้ได้นั้นจะช่วยสร้างหลักประกัน และเป็นภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัวในระยะยาว ทั้งยามฉุกเฉิน เจ็บป่วย หรือว่างงาน รวมถึงเป็นทุนสำรองเพื่อใช้จ่ายยามเกษียณ ขณะที่การแบ่งสัดส่วนเงินออม และเงินลงทุนจะช่วยต่อยอดให้เงินออมของครอบครัวงอกเงยขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ควรมีการกำหนดสัดส่วนของเงินเก็บต่อรายได้ โดยหลักการทั่วไปคือ ให้เก็บออมเงินประมาณ 20-30% ของรายได้ก่อน ที่เหลือค่อยนำมาใช้จ่าย ทั้งจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าครองชีพ แม้จะเป็นการออมเงินจำนวนไม่มากในแต่ละเดือน แต่เมื่อทำต่อเนื่อง สม่ำเสมอก็จะค่อยๆ สะสมเพิ่มพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในที่สุด

✅ 3. เสา ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’

หลังจากกำหนดสัดส่วนการออมได้แล้ว เงินออมก้อนแรกที่ครอบครัวควรมี คือ เงินสำรองฉุกเฉินสำหรับครอบครัว

การมีเงินสำรองฉุกเฉินนั้นจะช่วยให้ครอบครัวมีเงินสำรองเพียงพอในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อรายได้หรือรายจ่ายของครอบครัว โดยไม่กระทบต่อเงินส่วนอื่นๆ ที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด และความกดดันทางการเงิน ไม่ต้องคอยไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม หรือเสียสุขภาพจิตจากความกังวลเรื่องเงิน

✅ 4. เสา ‘เงินลงทุน’

การนำเงินไปลงทุน (ส่วนที่เกินจากการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินแล้ว) เรียกว่าเป็นหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เงินออมในครอบครัวเติบโตงอกเงยได้ดี มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันก็ควรบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินต้น และสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของครอบครัวทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มนำเงินออมไปลงทุนต้องมีการศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น เงินฝาก สลากออมสิน พันธบัตร ตราสารหนี้ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ โดยเปรียบเทียบความเสี่ยง ผลตอบแทน และสภาพคล่อง โดยกระจายเงินลงทุนในเครื่องมือที่หลากหลายเพื่อบริหารความเสี่ยงด้วย

✅ 5. เสา ‘แผนคุ้มครองความเสี่ยง’

เป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคง และช่วยบรรเทาผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัว หากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การทำประกันชีวิต และสุขภาพจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางการเงินของครอบครัว ช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดการณ์ไว้ และจะได้ไม่ต้องนำเงินออม หรือเงินลงทุนมาใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ซึ่งอาจทำให้แผนการเงินระยะยาวต้องสะดุดได้

✅ 6. เสา ‘แผนชำระหนี้’

เป็นหนี้ไม่ผิด แต่การเป็นหนี้ที่สูงเกินไปจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งฐานะทางการเงิน ทำให้ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นจากดอกเบี้ย นอกจากนี้ภาระหนี้ที่มากเกินไปยังก่อให้เกิดความเครียด ความกังวลใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ และความขัดแย้งภายในครอบครัวตามมา

โดยเราอาจวางแผนจ่ายหนี้แบบขั้นบันได คือเน้นจ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อน โดยจ่ายขั้นต่ำสำหรับหนี้อื่นๆ ไปพลางก่อน หรือหากมีหนี้หลายก้อน อาจพิจารณาวิธีการรวมหนี้ (Debt Consolidation) โดยกู้เงินจากแหล่งเดียวที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า เพื่อนำมาชำระหนี้เดิมที่กระจัดกระจาย และมีดอกเบี้ยสูง ซึ่งช่วยให้เราจัดการชำระหนี้ได้ง่ายขึ้น ทั้งยังประหยัดดอกเบี้ย แต่ต้องมีวินัยในการชำระหนี้อย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน

✅ 7. สร้าง ‘นิสัยการเงินให้ลูก’

การปลูกฝังเรื่องการเงินตั้งแต่วัยเด็กจะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการออม และการใช้เงิน ฝึกให้ลูกมีวินัยทางการเงินติดตัวไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีปัญหาหนี้สินในอนาคต และเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกสามารถใช้ชีวิตด้วยความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

การสอนลูกเรื่องการเงินเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ และทุ่มเทสอนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต และส่งผลดีต่อความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวในระยะยาวอย่างแน่นอน

✅ 8. เสา ‘รายได้เสริม’

การสร้างรายได้เสริมหรือการหารายได้พิเศษนอกเหนือจากรายได้หลักนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเอง และครอบครัว เช่น การขายของออนไลน์ การทำช่องยูทูปร่วมกัน นอกจากจะได้เงินเป็น Passive Income เข้ามาแล้ว ยังช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกันเพิ่มมากขึ้นด้วย

✅ 9. เสา ‘แผนมรดก’

การส่งต่อความมั่นคงข้ามรุ่นนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงการส่งมอบเงินหรือสินทรัพย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปลูกฝังทัศนคติ และความรู้ทางการเงินที่ดีให้กับลูกหลาน ให้พวกเขารู้จักคุณค่าของเงิน เห็นความสำคัญของการออม และการลงทุน สามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่จะรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้ นี่คือมรดกทางปัญญาอันมีค่ายิ่งที่จะช่วยให้ลูกหลานสามารถต่อยอดความมั่งคั่งได้ด้วยตัวเอง

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save