ค่าจ้างขั้นต่ำของไทย ต่ำเกินไปจริงหรือไม่ : วิธีการกำหนด “ค่าจ้างขั้นต่ำ” อย่างไรให้เหมาะสม?

วันนี้จะมาชวนวิเคราะห์ว่าค่าจ้างขั้นต่ำของไทยนั้นต่ำเกินไปจริงหรือไม่ และวิธีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
ค่าจ้างขั้นต่ำ ณ ปัจจุบัน อยู่ระหว่าง 328-354 บาทต่อวัน (แตกต่างกันไปตามพื้นที่) เป็นการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อเดือนตุลาคม 2565 โดยเพิ่มขึ้นจาก 313-336 บาทต่อวัน แต่หากย้อนกลับไปดูค่าจ้างปี 2561 จะพบว่ามีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 308-330 บาทต่อวัน
นั่นหมายถึงระหว่างปี 2561-2565 (ก่อนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ในเดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา) ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพียง 5-6 บาทต่อวัน (เพิ่มขึ้น 1.82%) จะเห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วงเวลา 5 ปี ในขณะที่ดัชนีราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
แสดงว่า ก่อนเดือนตุลาคม 2565 การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการอยู่ประมาณ 6.18%
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 5.36% ช่วยทำให้ส่วนต่างระหว่างการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการขึ้นของราคาสินค้าและบริการในประเทศ
ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทย การพิจารณาว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ ปรับเท่าไหร่ ในแต่ละปี เป็นการตกลงกันของคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง และผู้แทนรัฐบาล
การปรับเปลี่ยนค่าจ้างที่ช้ากว่าราคาสินค้า ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกว่า Wage rigidity ค่ะ สภาพแบบนี้มักเจอในประเทศ ที่มีคณะกรรมการกำหนดค่าจ้างมีสัดส่วนลูกจ้างน้อยกว่านายจ้างและรัฐบาล และเป็นประเทศที่พึ่งพาแรงงานในการผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (Labour-intensive production)
การปรับเปลี่ยนค่าจ้างขั้นต่ำ ควรเกิดขึ้นเป็นประจำ ด้วยความถี่ที่เหมาะสม มีระดับการเพิ่มขึ้นที่ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ค่ะ
ทำไมการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปีจึงเป็นเรื่องจำเป็น?
สำหรับประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อมีอัตราการว่างงานต่ำ การขึ้นค่าจ้างจะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่แท้จริงไม่ลดลงมากนัก มีรายได้เพียงพอต่อค่าครองชีพและมีเงินเหลือพอสำหรับการพัฒนาตนเองและดูแลครอบครัว และยังเป็นแรงจูงใจในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ส่วนการจะปรับขึ้นเท่าไหร่นั้นต้องดูหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เพราะค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ย่อมหมายถึง ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะต้องสูงขึ้น และหากภาคเอกชนเลือกที่จะคงต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ ก็อาจต้องเลือกที่จะปลดลูกจ้าง ซึ่งจะทำให้มีจำนวนผู้ตกงานหรือว่างงานเพิ่มขึ้น ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่สัดส่วนการใช้แรงงานในการผลิต การใช้จ่ายของประชาชนผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง
BUILK ทำการสำรวจจากโครงการก่อสร้างทั้งสิ้นกว่า 5,000 โครงการในปี 2563 พบว่ามีต้นทุนค่าแรงประมาณ 30% ของต้นทุนโครงการกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ได้แก่ ธุรกิจภาคบริการ และเกษตรกรรม โดยแรงงานประมาณ 45% อยู่ในธุรกิจภาคบริการ และประมาณ 31% อยู่ในภาคเกษตรกรรม โดยกลุ่ม SME มีการใช้แรงงานในกระบวนการผลิตมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
งบประมาณภาครัฐของไทยส่วนใหญ่เป็นงบในส่วนการดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงเงินเดือนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข การปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นก็หมายถึงงบในส่วนการดำเนินงานนี้จะต้องสูงขึ้นด้วย รายจ่ายรัฐบาลก็จะสูงขึ้น
เมื่อมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่มากเกินไปในการปรับค่าจ้างหนึ่งครั้ง เรามักจะพบว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ราคาสินค้าในท้องตลาด หรือก็คือ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และเพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อที่มากเกินไป อัตราดอกเบี้ยนโยบายก็จะสูงขึ้นตามมา
ด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงในประเทศไทย และยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อระบบการผลิตและระบบการเงินของประเทศ
การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการทำให้การบริโภคลดลง นักท่องเที่ยวอาจหนีไปเที่ยวประเทศที่มีราคาสินค้าและบริการต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้มีการลงทุนลดลง และเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก
แม้ว่าการปรับค่าจ้างขึ้นนั้น อาจจะเกิดขึ้นเพียงปีเดียว แต่ผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น มักเป็นแบบต่อเนื่อง เนื่องจากต้นทุนที่ขึ้นในเดือนนี้จะมีผลต่อราคาของสินค้าและบริการในเดือนหน้าหรือเดือนถัดๆ ไป และผลผลิตหรือสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นนี้ก็คือวัตถุดิบของการผลิตสินค้าในรอบถัดไป ราคาสินค้าในรอบถัดๆ ไป ก็จะได้รับผลต่อเนื่องนี้ไปด้วย นั่นหมายถึงผลโดยรวมของการขึ้นค่าจ้างไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 1 ปี และถ้าเศรษฐกิจของไทยไม่สามารถโตได้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการขยายตัวของผลผลิตต่ำกว่าการขยายตัวของกำลังซื้อ
ทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกปรากฎการณ์แบบนี้ว่า inertial inflation การอัดฉีดเม็ดเงินเช้าระบบทางตรง (เช่น การให้เงินได้เปล่า) ที่มาพร้อมกับการเพิ่มรายได้ที่มากและรวดเร็วเกินไป (เช่น การยกระดับค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ พร้อมกับการลดภาษีรายได้) >> อาจจะทำให้ระบบมีเม็ดเงินมากเกินไป ทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นเกินกว่าปริมาณการผลิตที่ผลิตได้ ประเทศก็จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่คล้ายกับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ที่เกิดวิกฤตเงินเฟ้อ ตามด้วยวิกฤตค่าเงิน และวิกฤตเศรษฐกิจ
การดำเนินนโยบายการเงินการคลังจึงต้องมีคำว่า "สมดุล" ไม่ให้มีปริมาณเงินและการใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นมากเกินไป
ทั้งนี้ ประเทศไทยอาจเลียนแบบการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรป ด้วยการปรับอัตราค่าจ้างตามอัตราเงินเฟ้อทุกปี เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และยังช่วยลดผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกระทบต่อการเติบโตของประเทศ
ดร. นงนุช ตันติสันติวงศ์ (เพจ : https://www.facebook.com/Dr.Nuch)
Visiting Academic
School of Electronics and Computer Science
University of Southampton, UK
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

