แก้จุดด้อย “กองทุนรวม” ดึงจุดเด่น “หุ้นรายตัว” รู้จัก “ETF” กองทุนเทรดดัชนี

หลายครั้งเวลาเช้าๆ เห็นหุ้นตกหนักๆ เราก็ชอบเข้าไปซื้อกองทุนตามบริษัทหลักทรัพย์ หรือไม่ก็ธนาคารต่างๆ ดีใจได้ของถูก สะใจคนที่ซื้อไปวันก่อน เพราะเราได้ของถูกกว่า แต่ปรากฏว่า ตอนปิดตลาด หุ้นกลับขึ้นปิดสูงกว่าเมื่อวานอีก
อ้าว! แทนที่จะได้ของถูกกลับได้ของแพงเสียอีก ในทางกลับกัน เวลาเห็นหุ้นขึ้นเยอะๆ เราก็รีบขายล็อคกำไร หรือ บางทีก็ดีใจที่ได้คืนทุนซะที ติดดอยมานาน แต่ปรากฏว่าตอนใกล้ปิดตลาด หุ้นที่ขึ้นอยู่ดีๆ กลับปักหัวลง ปิดลบจากเมื่อวาน จากกำไรกลายเป็นขาดทุน ทำให้นึกถึงแก๊งค์สี่โมงเย็นในสมัยก่อน สงสัยกลับมาอาละวาดอีก
อารมณ์อย่างนี้คิดว่าหลายคนที่ชอบซื้อกองทุนรวมคงเคยเจอ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน Pain Point ของกองทุนเปิดทั่วไปเลยก็ว่าได้
หากเรามาสรุป Pain Point ของกองทุนรวมกันคร่าวๆ ก็มี ดังนี้
1. ตอนซื้อ ตอนขาย ไม่รู้ว่าซื้อขายได้ที่ราคาเท่าไหร่
เพราะกองทุนเปิดทั่วไปจะจำกัดเวลาซื้อขายก่อนตลาดปิด อย่างเช่น ถ้าเป็นกองทุนหุ้น ก็จะจำกัดเวลาซื้อขายที่ 15.30 น. (ตลาดปิด 16.30 น.) และราคาที่ใช้ในการคำนวณ NAV คือ ราคาตอนตลาดปิด ทำให้ ณ เวลาที่เราซื้อขาย เราจึงไม่สามารถรู้เลยว่าเราซื้อขายได้ที่ราคาเท่าไหร่
2. ตอนซื้อจ่ายเงินเลย ตอนขายรอเงินนาน
ตอนซื้อ เราต้องจ่ายเงินซื้อทันที (วันที่ T) แต่ตอนขายคืน เราไม่ได้เงินทันทีเหมือนตอนซื้อนะ แต่จะได้หลังจากนั้น จะนานแค่ไหน (มีได้ตั้งแต่ 2 ถึง 6 วันทำการหลังวันทำการขายคืน) ก็แล้วแต่ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน ลงทุนในประเทศ หรือ ต่างประเทศ ดูแล้วเหมือนไม่แฟร์เลยนะ
3. เสียค่าธรรมเนียมทั้งขาเข้าและขาออก
ตอนซื้อ เราต้องเสีย “ค่าธรรมเนียมขาย” ตอนขาย เราต้องเสีย “ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน” อย่างงนะ ที่เรียกอย่างนี้ เพราะในระบบเค้าจะมองสถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนซื้อขายเป็นหลัก
คือ ตอนเราซื้อกองทุน สถาบันการเงินเป็นคนขายให้เรา เลยเรียกค่าธรรมเนียมขาย แต่ตอนเราขาย คือ สถาบันการเงินรับซื้อคืนจากเรา เลยเรียกค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน
ค่าธรรมเนียมขายและค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนนี้เป็นค่าธรรมเนียมที่คิดจากผู้ลงทุน ซึ่งจะเป็นตัวที่ทำลายผลตอบแทนที่เราควรจะได้
อย่างเช่น ค่าธรรมเนียมขาย 1% แปลว่า ลงทุน 100 บาท ยังไม่ทันลงทุนเลย โดนหักค่าธรรมเนียมไปก่อนแล้ว 1 บาท เหลือเงินลงทุน 99 บาท ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน 1% แปลว่า ขายคืนไป 100 บาท แทนที่จะได้ 100 บาทเต็มๆ กลับโดนหักค่าธรรมเนียมไปอีกแล้ว 1 บาท เหลือเงินที่ได้จากการลงทุน 99 บาท ค่าธรรมเนียมพวกนี้ยิ่งมากยิ่งทำให้เรามีโอกาสกำไรน้อยลง และมีโอกาสที่จะขาดทุนมากขึ้น
ยิ่งใครที่ซื้อขายกองทุนเปิดบ่อยๆ โอกาสยิ่งขาดทุน ยิ่งมาก ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนคิดค่าธรรมเนียมขายและรับซื้อคืนรวมกันเท่ากับ 1% ถ้าเราซื้อขายกองทุนเปิดบ่อยๆ สัปดาห์ละครั้ง เท่ากับ 1 ปีเราซื้อขาย 52 ครั้ง แปลว่าเราต้องเสียค่าธรรมเนียมซายและรับซื้อคืนรวม 52% แล้วอย่างนี้ เราจะไม่ขาดทุนยังไงไหว
4. ค่าธรรมเนียมการจัดการสูง
กองทุนเปิดส่วนใหญ่โดยเฉพาะกองทุนแบบ Active Fund คือ กองทุนประเภทที่มีนโยบายการลงทุนที่จะชนะเกณฑ์มาตรฐานหรือดัชนีอ้างอิง กองทุนพวกนี้จำเป็นต้องมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ความสามารถ มีระบบข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ดี ทำให้กองทุนพวกนี้มักมีค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทจัดการกองทุนสูง
โดยทั่วไปถ้าเป็นกองทุนหุ้น ค่าธรรมเนียมการจัดการจะอยู่ที่ประมาณ 1% - 1.5% ต่อปี แต่ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมการจัดการจะยิ่งแพง และกองทุนไม่ได้มีเฉพาะค่าธรรมเนียมการจัดการยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่านายทะเบียน ค่ารับฝากทรัพย์สิน เป็นต้น เมื่อรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอาจจะสูงได้ถึง 5% ต่อปี ค่าใช้จ่ายพวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่คิดจากกองทุน แปลว่าต่อให้เราไม่ซื้อขายกองทุน ยังไงก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้อยู่ดี
5. การตัดสินใจลงทุนขึ้นกับผู้จัดการกองทุน
กองทุนแบบ Active Fund แม้จะมีนโยบายกำหนดชัดเจนว่าจะลงทุนในอะไร แต่การตัดสินใจลงทุนก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุน ตัวอย่างเช่น กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เราก็ไม่รู้หรอกว่า ตอนที่เราซื้อหรือขายนั้น กองทุนลงทุนในหุ้นกี่เปอร์เซนต์ และลงทุนในหุ้นตัวไหนมากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนคิดอาจไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น เราอาจคิดว่าหุ้นตัวนี้ราคาตอนนี้ดี ผู้จัดการกองทุนน่าจะซื้อหุ้นตัวนี้เยอะๆ แต่ผู้จัดการกองทุนอาจกำลังขายหุ้นตัวนี้อยู่ก็เป็นไปได้ แปลว่าตอนที่เราซื้อหรือขายกองทุนแบบ Active Fund เราไม่รู้เลยว่ากองทุนลงทุนในอะไรอยู่ และผู้จัดการกองทุนกำลังทำอะไร
6. บางกองทุนกระจายการลงทุนไม่ดี
กองทุนแบบ Active Fund บางกองจะไม่มีการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผลประกอบการดีเท่านั้น ซึ่งถ้าเลือกได้ถูกต้องและราคาหลักทรัพย์เป็นไปตามคาดการณ์ของผู้จัดการกองทุนก็ดีไป แต่ถ้าเกิดไม่ใช่ ความเสียหายกับกองทุนก็จะมากด้วยเช่นกัน
7. ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้ยืนยันอนาคต
ผลการดำเนินงานของกองทุนแบบ Active Fund อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าดัชนีอ้างอิงได้ ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้จัดการกองทุน และแม้จะเป็นผู้จัดการกองทุนคนเดิม ผลการดำเนินงานในอดีตก็ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
เมื่อการลงทุนในกองทุนเปิดมี Pain Point มากมายอย่างนี้ จะทำยังไงดี ก็เลยมีคนคิดกองทุนประเภทหนึ่งขึ้นมา โดยเรียกว่ากองทุน ETF
ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund แปลตรงตัว ก็คือ กองทุนที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ETF จึงมีลักษณะเหมือนหุ้นที่มีสภาพคล่องและสามารถซื้อขายแบบ Real-Time ได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง
ความแตกต่างหลักๆ ระหว่าง ETF กับหุ้น คือ การลงทุนในหุ้นจะเป็นการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น แต่การลงทุนใน ETF จะเหมือนนำเงินลงทุนของเราไปกระจายซื้อทุกหลักทรัพย์หรือในสินทรัพย์ที่ ETF อ้างอิงตามน้ำหนักของดัชนี เช่น ETF ที่อ้างอิงดัชนี SET50 ก็จะซื้อหุ้นทั้ง 50 ตัวในสัดส่วนเดียวกับที่อยู่ในดัชนี SET50 เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับหรือใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงมากที่สุด
เมื่อ ETF เป็นกองทุนที่มีลักษณะอย่างที่กล่าว จะแก้ Pain Point ของกองทุนเปิดได้ ดังนี้
1. ตอนซื้อ ตอนขาย ETF เราจะซื้อขายได้ที่ราคาตลาด ณ ขณะนั้น (real time) เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง รู้ต้นทุน รู้ราคาขาย ไม่ต้องไปรอลุ้นตอนตลาดปิดว่าจะซื้อขายได้ที่ราคาเท่าไร
2. ETF ตอนซื้อขาย จะชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ใน 2 วันทำการ (T+2) แปลว่าตอนซื้อ เราจ่ายเงินซื้อวันที่ T+2 ตอนขายเราก็จะได้เงิน T+2 เช่นกัน แฟร์ดี
3. ETF เป็นกองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Brokerage fee) ก็เหมือนการซื้อขายหุ้น จะต้องเสียเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเปิดบัญชีโบรกเกอร์แบบไหน เปิดกับบริษัทหลักทรัพย์อะไร ซื้อขายที่ปริมาณเท่าไร ซึ่งเราก็ต้องสอบถามจากโบรกเกอร์ที่เราสนใจ แต่ยังไงก็ตาม ก็ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมการขายและรับซื้อคืนของกองทุนแบบ Active Fund
4. ค่าธรรมเนียมการจัดการของ ETF จะต่ำมากเพราะเป็นกองทุนแบบ Passive Fund ที่เน้นลงทุนให้ใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด ดังนั้น ETF จึงมีค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำ เพราะไม่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้จัดการกองทุน และเพราะต้องจัดการให้กองทุนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด จึงคิดค่าธรรมเนียมแพงไม่ได้ ถ้าแพง กองทุนก็จะมีผลประกอบการที่ต่ำกว่าดัชนี เพราะดัชนีไม่มีค่าใช้จ่าย
5. ETF มีนโยบาย และเงื่อนไขการลงทุนชัดเจน คือ ต้องใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง แปลว่า เราจะทราบชัดเจนว่า ณ ขณะนั้นๆ กองทุน ETF ที่เราลงทุนนั้นลงทุนในอะไรอยู่ สัดส่วนเท่าไหร่ ขณะที่กองทุนแบบ Active Fund จะไม่มีความชัดเจนตรงนี้
6. ETF จะมีการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะ ETF กระจายซื้อทุกหลักทรัพย์หรือในสินทรัพย์ตามสัดส่วนน้ำหนักในดัชนีอ้างอิง
7. ETF จะให้ผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง ซึ่งต่างจากกองทุนแบบ Active Fund ที่ผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่งๆ แม้จะไม่ดีกว่าดัชนีอ้างอิง แต่ก็ไม่น้อยกว่าดัชนีอ้างอิงเช่นกัน
จากที่กล่าวมา เราคงเห็นแล้วว่า ETF เป็นเครื่องมือการลงทุนตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ความชัดเจน การกระจายความเสี่ยง และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ปัจจุบัน มี ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลายประเภท อาทิ
- Equity ETF / Index ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นในประเทศ
- Sector ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม
- Foreign ETFมุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นต่างประเทศ
- Bond ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาตราสารหนี้
- Gold ETFมุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาทองคำ
แต่ทั้งนี้ ถึงแม้ ETF จะแก้ Pain Point ของกองทุนรวมปกติในหลายเรื่องได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่า ETF จะเหมาะกับนักลงทุนทุกคน เพราะต้องอาศัยความรู้ และความชำนาญในตลาดซื้อขายสินทรัพย์นั้นๆ ด้วย และต้องมีเวลาติดตามข่าวสารพอสมควร ซึ่งถ้าใครสนใจศึกษา ETF เพิ่มเติม ก็สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เลยนะครับ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

