เราเป็นใครใน “บุคลิกภาพทางการเงิน 4 แบบ”? อยากเก็บเงินให้อยู่ เราต้องรู้จักและเข้าใจตัวเองก่อน

เราเป็นใครใน “บุคลิกภาพทางการเงิน 4 แบบ”? อยากเก็บเงินให้อยู่ เราต้องรู้จักและเข้าใจตัวเองก่อน

กลยุทธ์การจัดการเรื่องเงินที่เหมาะสม ‘สำหรับทุกคน’ นั้นไม่มี สูตรตายตัวที่ทุกคนใช้แล้วการันตีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมนั่นเหมือนยูนิคอร์น สวยงามแต่ก็มีเพียงแต่ในนิยายเท่านั้น เพราะเรื่องการเงินส่วนบุคคลชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเรื่อง ‘ส่วนบุคคล’ ที่แตกต่างกันออกไป

ครอบครัว สภาพแวดล้อม ประสบการณ์ นิสัย มุมมอง และการให้คุณค่ากับเงินของแต่ละคนล้วนต่างกัน เพราะฉะนั้นการจะสร้างแผนการเงินสำหรับเราแต่ละคนนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เข้าใจเรื่องการเงินเท่านั้น แต่เราต้องรู้จักและเข้าใจตัวเราเองก่อนด้วย

ลินด์ซีย์ ไบรอัน-พอดวิน (Lindsay Bryan-Podvin) นักบำบัดทางการเงินและผู้เขียนหนังสือ "The Financial Anxiety Solution" บอกกับเว็บไซต์ Big Think ว่า

“เราทุกคนคิดว่าเราจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงิน ซึ่งบางคนอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร”

เป้าหมายตามสัญชาตญาณของการเงินส่วนบุคคลนั้นเรียบง่าย มันคือจัดการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต สิ่งที่ซับซ้อนกว่าคือจัดการกับพฤติกรรมและอารมณ์ที่ขัดขวางไม่ให้เราไปถึงความสำเร็จทางการเงินที่ตั้งเป้าเอาไว้ต่างหาก

แล้วเราจะทำให้เรื่องการเงินของเราดีขึ้นได้ยังไง? ดร. แบรด ครอนต์ซ (Dr. Brad Klontz) นักจิตวิทยาการเงินจาก Creighton University สหรัฐอเมริกา บอกว่าขั้นตอนแรกคือการเข้าใจถึงธรรมชาติของความสัมพันธ์ของตัวคุณเองกับเงิน

“คุณต้องลงลึกไปเรื่องของจิตวิทยา ต้องเข้าใจก่อนเลยว่าทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นเกี่ยวกับเรื่องเงิน และมันส่งผลลัพธ์กับชีวิตคุณยังไง ก่อนที่จะเริ่มเปลี่ยนมันได้”

ความเชื่อโดยทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องเงิน

ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The Journal of Financial Therapy ปี 2011 ดร.ครอนซ์สและเพื่อนร่วมงานของเขาได้ไปสัมภาษณ์คนกว่า 400 คนเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อด้านการเงินของพวกเขา โดยจะถามว่าเห็นด้วยกับประโยคต่อไปนี้มากน้อยแค่ไหน

- เงินคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย
- คนรวยเพราะเอาเปรียบคนอื่น
- คนควรทำงานเพื่อหาเงิน ไม่ควรได้รับเงินช่วยเหลือ
- คุณควรมองหาดีลที่ดีที่สุดก่อนจะซื้ออะไรสักอย่างเสมอ แม้ว่ามันจะใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม

การศึกษาชิ้นนี้และงานวิจัยที่ตามมาได้ทำให้พวกเขาค้นพบรูปแบบความเชื่อกว้างๆ 4 แบบที่คนคิดเกี่ยวกับเรื่องเงิน พวกเขาเรียกมันว่า “Money Scripts” และอธิบายว่า

“Money Scripts มักเป็นรากฐานของความผิดปกติด้านการเงิน และเมื่อเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนหรือบาดแผลทางจิตใจ รูปแบบความเชื่อเหล่านี้ค่อนข้างยากที่จะเปลี่ยนด้วย”

โดยรูปแบบบุคลิกทางการเงิน 4 แบบคือ

1. Money Avoidance คนกลุ่มนี้มองว่า "เงิน คือ มารร้าย"

เห็นว่า คนรวยเป็นพวกโลภมาก และมักตั้งคำถามว่า คนเราจะมีเงินไปมากมายทำไม ในเมื่อคนอื่นยังขาดแคลน คนกลุ่มนี้ จึงมักใช้จ่ายโดยไม่ใส่ใจอะไร หาได้เท่าไรก็ใช้เท่านั้น ไม่เน้นเก็บออม และชอบลงทุนตามกระแส โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกำไร-ขาดทุน

ดร.ครอนซ์ส บอกว่า “ตรงนี้ก็ไม่น่าแปลกใจครับถ้าคุณมองเรื่องเงินเป็นด้านลบ มันก็จะส่งผลกระทบทางลบในผลลัพธ์ทางการเงินของคุณด้วย”

2. Money Worship คนกลุ่มนี้มองว่า "เงิน เป็น พระเจ้า"

อันนี้ก็จะตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก มีกรอบความคิดว่า การมีเงินจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ยิ่งมีเงินมาก ยิ่งมีความสุข คนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงินมากๆ แล้วนำเงินไปใช้จ่ายสร้างความสุข ชอบใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูง ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น เป็นไปได้ที่จะรับความเสี่ยงได้สูง เพราะคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ เพื่อให้รวยเร็วๆ

3. Money Status คนกลุ่มนี้มองว่า “เงิน เป็น เครื่องแสดงสถานะ”

กลุ่มนี้คือคนที่มองว่าคุณค่าของตัวเองเท่ากับความมั่งคั่งที่มี มักใช้เงินสร้างตัวตน มักจ่ายเงินไปกับข้าวของต่างๆ เพื่อสร้างการยอมรับจึงมีโอกาสที่จะใช้เงินเกินตัว เสี่ยงเป็นหนี้ และอาจจับพลัดจับผลู เข้าสู่วงการพนัน เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย สำหรับรูปแบบการลงทุนของคนกลุ่มนี้จะคล้ายกับคนกลุ่มที่แล้ว คือ พร้อมเสี่ยง เพื่อสร้างทางลัดไปสู่ความร่ำรวย

4. Money Vigilance คนกลุ่มมองว่า “เงิน เป็น ของรัก”

กลุ่มนี้จะมักจะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเยอะ สนใจเรื่องการหาดีลที่ดี ไม่จ่ายเงินเกินตัว ให้ความสำคัญกับเงินที่หามาได้ เห็นว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องปลอดภัย เงินมีไว้เก็บ ไม่ได้มีไว้ให้ใช้

การประหยัดมากจนเกินไปสามารถสร้างความกังวลและบางครั้งจึงถูกมองว่าเป็นคนขี้เหนียว เพราะมักจะคิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมควักกระเป๋าจ่ายแต่ละบาท ดังนั้นรูปแบบการลงทุนของคนกลุ่มนี้ คิดเน้นช้าแต่ชัวร์ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน เพราะรับเรื่องของขาดทุนไม่ค่อยได้นั่นเอง

“พื้นฐานทางครอบครัว ถือว่าเป็นส่วนสำคัญกับทัศนคติและมุมมองเรื่องเงินของคนเราแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การใช้จ่าย การเก็บออม การลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยง“ ดร.ครอนซ์สเน้นย้ำ “การพยายามหาจุดสมดุลระหว่างบุคลิกทางการเงินเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ไม่ใช่เฉพาะสุขภาพจิตเท่านั้น แต่รวมไปถึงสุขภาพการเงินของเราด้วย”

ไบรอัน-พอดวิน แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้แทนที่จะพึ่งพาตัวเอง อารมณ์ หรือการตัดสินใจในแต่ละวัน ก็ควรใช้ระบบอัตโนมัติไปเลยถ้าเป็นไปได้ ออมเงินเท่าไหร่ต่อเดือนให้ตัดบัญชีไป ซื้อหุ้น จ่ายหนี้ หรืออะไรก็แล้วแต่ถ้าทำได้ให้ทำใช้ระบบเข้ามาช่วย

สำหรับการวางแผนการเงินของแต่ละคน หลังจากที่เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ของเรากับเงินแล้ว เราก็เริ่มจากตรงนั้น ออมน้อยเกินไปรึเปล่า เสี่ยงมากไปไหม ซื้อของมาเพื่อใช้แสดงสถานะใช่ไหม ใช้เงินเกินตัวอยู่ไหม ฯลฯ แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การออม การลงทุน ให้เหมาะสมกับเป้าหมายและไลฟ์สไตล์

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save