‘มีรายได้จากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีที่ไหน’ชวนดูตัวอย่าง 4 กรณี โดยยึดหลัก ‘ถิ่นที่อยู่’

ปกติแล้วการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประเทศส่วนใหญ่รวมถึงประเทศไทยด้วย ใช้หลัก ‘ถิ่นที่อยู่’ (Residence Rule) และหลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) ในการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบุคคลนั้น
หลักถิ่นที่อยู่เป็นหลักที่ใช้เก็บภาษีจากผู้มีถิ่นที่อยู่ (Resident) ในประเทศนั้น เป็นการเก็บภาษีจากเงินได้ที่ได้รับทั้งใน และนอกประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้น หลักนี้จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ‘หลักเงินได้ทั่วโลก’ (Worldwide income basis) เพราะการที่เราอาศัยอยู่ในประเทศไหน เราก็ต้องใช้สาธารณูปโภคของประเทศนั้นๆ เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา การศึกษา โรงพยาบาล ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเราใช้ประโยชน์ ก็ควรต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยการเสียภาษีเช่นกัน
สำหรับในไทย สรรพากรจะพิจารณาจากที่ว่าคนๆ นั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่ (ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อเนื่องกัน) โดยสรรพากรจะพิจารณาจากข้อมูลใน Passport ว่าบุคคลนั้นอยู่ในประเทศไทยกี่วัน
ส่วนหลักแหล่งเงินได้นั้น เป็นหลักที่ใช้เก็บภาษีจากผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ (Nonresident) ในส่วนประเทศนั้น แต่มีเงินได้ที่ได้รับในประเทศนั้น หลักนี้จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า หลักอาณาเขต (Territoriality basis)
ยกตัวอย่างเช่น นักร้องเกาหลีเข้ามาจัดคอนเสิร์ตในเมืองไทย ร้องเพลงเสร็จบินกลับเกาหลีเลย ได้ค่าตั๋วจากแฟนคลับไป ก็ควรต้องเสียภาษีให้เมืองไทยด้วยเช่นกัน ทำนองเดียวกับการที่เราไปเช่าห้องโรงแรมจัดกิจกรรมหารายได้ เราก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้โรงแรมเช่นกัน
ประเด็นที่มีการพูดคุยกันมากในขณะนี้ ก็คือ หลักถิ่นที่อยู่ กรณีมีเงินได้จากต่างประเทศ บุคคลนั้นต้องนำเงินได้จากต่างประเทศนั้นมาเสียภาษีให้สรรพากรไทย ถ้าเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ ดังนี้
บุคคลนั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีที่เกิดเงินได้
มีเงินได้จากต่างประเทศในปีภาษีนั้น
นำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีที่เกิดเงินได้
ดังนั้น จึงมีการวางแผนภาษีสำหรับเงินได้จากต่างประเทศเพื่อไม่ให้ต้องเสียภาษีให้สรรพากรไทย
ถ้าในปีภาษีที่เกิดเงินได้ บุคคลนั้นจะอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ก็ให้นำเงินได้จากต่างประเทศเข้าประเทศไทยคนละปีกับปีที่เกิดเงินได้
ถ้าต้องการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้าประเทศไทยในปีที่เกิดเงินได้ บุคคลนั้นก็อย่าอยู่ในประเทศไทยในปีภาษีนั้นถึง 180 วัน ออกไปเที่ยว หรือ พักผ่อนต่างประเทศให้เกิน 185 หรือ 186 วันก็พอ (ปีหนึ่งมี 365 หรือ 366 วัน)
แต่คําสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.161 และ ป.162 ได้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศ โดย
บุคคลจะมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากแหล่งเงินได้ต่างประเทศ เมื่อเข้าองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
(1) บุคคลมีเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป
ในปีภาษีที่อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป
(2) บุคคลนั้นได้นําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีดังกล่าวหรือในปีภาษีต่อมาภายหลัง
ยกตัวอย่าง ได้เป็น 4 กรณี
1. เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป และตัวผู้มีรายได้อยู่ในไทยมากกว่า หรือเท่ากับ 180 วัน และมีการนำเงินเข้ามาในไทยตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป >> ต้องเสียภาษีในไทย
2. เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป และตัวผู้มีรายได้อยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วัน และมีการนำเงินเข้ามาในไทยตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป >> ไม่ต้องเสียภาษีในไทย
3. เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 โดยตัวผู้มีรายได้อยู่ในไทยมากกว่า หรือเท่ากับ 180 วัน และมีการนำเงินเข้ามาในไทยตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป >> ไม่ต้องเสียภาษีในไทย
4. เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 โดยตัวผู้มีรายได้อยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วัน และมีการนำเงินเข้ามาในไทยตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป >> ไม่ต้องเสียภาษีในไทย
สรุปว่า!
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ถ้าคนๆ นั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีนั้น และมีเงินได้จากต่างประเทศ เงินได้จากต่างประเทศที่เอาเข้ามาต้องเสียภาษีให้สรรพากรไทย ไม่สนใจว่าเงินได้จากต่างประเทศก้อนนั้นเกิดในปีไหน
ตัวอย่างเพิ่มเติม…ในปีภาษี 2567 นาย ก. อยู่ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 300 วัน และในปี 2567 นาย ก. มีเงินได้จากต่างประเทศ 10 ล้านบาท ไม่ว่านาย ก. จะเอาเงินเข้าในประเทศไทยปีไหน ก็ต้องนําเงินได้จากต่างประเทศนั้นมารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสําหรับปีภาษีที่นำเงินเข้ามา ส่วนเงินได้จากต่างประเทศที่เกิดในปี 2566 หรือ ก่อนหน้านี้ ยังใช้เงื่อนไข 3 ที่กล่าวไปเหมือนเดิม
แล้วอย่างนี้ตามกฎหมายใหม่จะบริหารภาษีเงินได้จากต่างประเทศอย่างไรดี ตอนนี้ก็เหลือแค่ช่องทางเดียวในการบริหารภาษี คือ ในปีภาษีที่เกิดเงินได้จากต่างประเทศ เราก็อย่าอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่ทำมาหารายได้ในประเทศไทยเป็นหลัก แต่สำหรับคนที่ทำมาหากินอยู่ต่างประเทศอยู่แล้ว อย่างเช่น คนที่ไปเปิดร้านอาหารที่อเมริกา หรือ รับจ้างทำงานที่ตะวันออกกลาง ฯลฯ เงินได้ที่เกิดในต่างประเทศนั้นเอาเข้ามาประเทศไทยในปีภาษีไหน ก็ไม่ต้องเอามารวมคำนวณภาษีเงินได้
คนที่โดนผลกระทบจากกฎหมายนี้มากที่สุด คือคนที่ตัวอยู่ในประเทศไทย แต่หาผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หรือ หุ้นกู้ต่างประเทศ ฯลฯ ผลตอบแทนที่เคยยกเว้นภาษี เพราะเอาเข้ามาคนละปีกับที่เกิดเงินได้ ก็คงใช้กลยุทธ์นี้ไม่ได้อีกต่อไป
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

