27 ปี “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ตอนนั้นเรากลับมาได้ แต่ปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้แตกต่างไปเพราะคนที่ลำบากที่สุดคือ ‘ชาวบ้าน’ แล้วนักลงทุนควรปรับตัวยังไงดี?

2 กรกฎาคม 2567 เป็นวันครบรอบ 27 ปีของการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
ย้อนกลับไปในปี 2540 ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" หากไปคุยกับคนรุ่น Gen X หรือ Boomers จะทราบดีว่าตอนนั้นทุกอย่างดูเลวร้ายมากขนาดไหน
ขอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของต้มยำกุ้งกันสักหน่อย
เริ่มจากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางทางการเงินจึงเปิดเสรีทางการเงิน พร้อมตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ (ไม่ปล่อยอิสระแบบปัจจุบัน)
และยังอนุมัติให้ธนาคารกู้เงินจากต่างประเทศ มาปล่อยกู้คนในประเทศต่อได้ (กู้ต่างประเทศดอกเบี้ยจะถูกกว่าการกู้ในประเทศ)
ดังนั้น เมื่อธนาคารอยากทำกำไรจากส่วนต่าง ก็ต้องกู้จากต่างประเทศมา แล้วมาปล่อยกู้คนประเทศให้ได้มากที่สุดจึงยอมปล่อยกู้แบบง่ายๆ โดยเงินกู้เหล่านั้น ก็ถูกนักธุรกิจนำไปลงทุนกับอสังหาฯ จนทำให้ราคาอสังฯ สูงขึ้นเรื่อยๆ จนราคาสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่
จนในที่สุดพอเงินที่กู้มาเริ่มหมุนกันไม่ทัน นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองเห็นความเป็นจริง จึงพากันเทขายเงินบาททิ้ง แม้รัฐบาลจะอุ้มค่าเงินขอรับซื้อเงินบาทด้วยการดึงเงินทุนสำรองมาใช้ สุดท้ายพอเงินใกล้หมดคลัง ก็ต้องยอมปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว
จาก 25 บาท = 1 ดอลลาร์สหรัฐ
กลายเป็น 56 บาท = 1 ดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์นั้นส่งผลให้คนมีหนี้เป็นเงินดอลลาร์ จะมีหนี้ขึ้นเป็น 2 เท่าเพียงข้ามวัน ส่งผลให้นายทุนล้มกันระเนระนาด เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จนประเทศไทยจึงต้องไปกู้ IMF มาเป็นทุนสำรองจำนวนกว่า 5.1 แสนล้านบาทนั่นเอง
วิกฤตครั้งนั้นเกิดจากความไม่สมดุลในหลายด้าน เช่น ภาคเอกชนและสถาบันการเงินมีการใช้จ่ายและกู้ยืมเงินเกินตัว ขาดการตระหนักถึงความเสี่ยง เกิดความไม่สมดุลของสกุลเงินและอายุหนี้ (Currency and Maturity Mismatch) หนี้ต่างประเทศสูงมาก มีการเก็งกำไรอย่างมากในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ในขณะเดียวกัน การผูกติดค่าเงินบาทกับตะกร้าเงินตรา ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่นและไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นำมาสู่การถูกโจมตีค่าเงิน
ทางการไทยต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศมหาศาลในการปกป้องค่าเงิน จนกระทั่งต้องตัดสินใจปล่อยให้เงินบาทลอยตัวในที่สุด ส่งผลให้ต้องเข้าสู่โปรแกรมความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
แล้วประเทศไทยฟื้นจากวิกฤตมาได้ยังไงล่ะ?
1) การส่งออกของเราดีขึ้น ส่วนการท่องเที่ยวก็เติบโตขึ้นเนื่องด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนลง อีกทั้งรัฐบาลยังสนับสนุน “แคมเปญไทยเที่ยวไทย” โดยเน้นให้คนไทยและต่างชาติเที่ยวภายในประเทศ ประเทศเราจึงค่อยๆ ฟื้นตัว
2) รัฐบาลให้ความสำคัญกับเงินทุนสำรองมากขึ้น จากเคยปล่อยให้เงินทุนสำรอง 40,000 ล้านดอลลาร์ ลดเหลือ 2,800 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันไทยเรามีเงินทุนสำรองมากถึง 252,000 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับที่ 13 ประเทศที่มีเงินทุนสำรองสูงสุดอีกด้วย
3) รัฐบาลเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น จากตอนแรกที่ละเลยความสำคัญ ไม่สนใจว่าคนกู้เงินไปทำอะไร จึงเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการพิจารณาความสามารถในการจ่ายหนี้เพิ่มขึ้น
วิกฤตต้มยำกุ้งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากนั้น ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำ
- การปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยใช้ระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ
- การสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับสูงเพียงพอต่อการรองรับความผันผวน
- การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน
- การกำกับดูแลการก่อหนี้ต่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- การมีมาตรการป้องกันการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์
ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันคนที่ลำบากที่สุดคือ ‘ชาวบ้าน’ ไม่ใช่คนรวย
ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้นหลายด้านเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เช่น ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงมาก สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อ GDP ลดลง รวมถึงการเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจในมิติต่างๆ
ในรายการ Deeptalk ของ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ได้ไปสัมภาษณ์ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในประเด็นนี้ โดยเล่าว่า “วิกฤติปี 40” กับเศรษฐกิจไทยวันนี้ต่างกันเหมือน ‘ฟ้ากะดิน’
ตอนนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแบบทัน เพราะเรื่องหนี้ โดยเฉพาะคนที่มีเงิน “ดังนั้นวิกฤติปี 40 จึงเป็นวิกฤติของคนรวย ที่กระทบชาวบ้านด้วย แต่คนรวยลำบากรุนแรงที่สุด” นายศุภวุฒิกล่าว
แต่ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันต่างออกไปเพราะ “คนที่ลำบากที่สุดคือ ‘ชาวบ้าน’ ไม่ใช่คนรวย รอบนี้ไม่ได้เป็นปัญหาหนี้ของคนรวย หรือหนี้ต่างประเทศ แต่เป็นวิกฤติของคนจนที่ไม่ได้รวย เป็นหนี้ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ”
เทียบกันก็คล้ายกับตอนนั้นป่วยฉับพลัน แต่ตอนนี้ป่วยออดๆแอดๆ ป่วยเรื่อยๆ ร่างกายทรุดไปทุกวัน ซึ่งนายศุภวุฒิชี้ให้เห็นทั้งตัวเลขราคารถยนต์ที่ลดลง ราคาบ้านที่ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประชาชนรายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ตอนนี้เป็นปัญหาในวงกว้างและจัดการได้ยากกว่า
ศูนย์วิจัยกสิกรมองว่าโจทย์ที่ท้าทายประเทศไทยอยู่ตอนนี้มีทั้งเรื่องที่เป็นประเด็นเฉพาะหน้าอย่างความคาดหวังของนักลงทุนต่อสถานการณ์และนโยบายเศรษฐกิจไทย
แต่โจทย์ที่ยากและยาวกว่าคือโจทย์ที่เกิดจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนและโจทย์ทางโครงสร้างที่ต้องแก้ไข
1) ปัญหาหนี้ภาครัฐและภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
2) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าต่อห่วงโซ่อุปทาน
3) ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง
4) ความท้าทายของไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ขาดแคลนแรงงานและภาระด้านสาธารณสุข
5) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน
การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจใหม่ มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว ทั้งในด้านการเพิ่มผลิตภาพ การลดความเหลื่อมล้ำ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในอนาคต
ในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่รู้จะออกหน้าไหน (หนึ่งปีที่ผ่านมาลดไปแล้วเกือบ 15%) สิ่งที่พอจะทำได้สำหรับคนที่มีหุ้นไทยอยู่แล้วอาจจะต้องลองกระจายสัดส่วนไปยังตลาดอื่นที่ยังพอมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า
ส่วนคนที่กำลังคิดจะลงทุน KBANK แนะนำว่าให้ดู “ทิศทางนโยบายการเงินของไทยและมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม หากมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยที่ชัดเจนและมาตรการที่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงกว้างจึงค่อยทยอยลงทุน ช่วงเวลานี้หากสนใจลงทุนควรกระจายการลงทุนในภูมิภาคอื่นที่เติบโตกว่าหรือลงทุนในกลุ่มที่เป็นเมกะเทรนด์และกลุ่ม defensive อย่าง โรงพยาบาล สาธารณูปโภค สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง”
ส่วนคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำก็ลองดูพวกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง หรือ กองทุนผสมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ก็ได้
แม้ 27 ปีผ่านไป สถานการณ์โลกและความท้าทายทางเศรษฐกิจได้วิวัฒนาการไปมาก แต่วิกฤตต้มยำกุ้งยังคงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง
วิกฤตครั้งนั้นสอนเราว่าการมีวินัยทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการความเสี่ยง และการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในนั้นมีความสำคัญเพียงใด และเราจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคในปัจจุบัน เพื่อพาประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปบนเส้นทางของการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

