CPI – GDP – รายงานตลาดแรงงาน : รู้จักและเข้าใจ 3 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯก่อนข้ามไปลงทุนต่างประเทศ

CPI – GDP – รายงานตลาดแรงงาน : รู้จักและเข้าใจ 3 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯก่อนข้ามไปลงทุนต่างประเทศ

"การจะพูดว่า รอบนี้เป็นวิกฤตยังไม่ชัดเจน แต่อาการประเทศไทยเวลานี้ เหมือนคนเจ็บป่วยเรื้อรัง ตับไตค่อยๆ เสื่อม สถานการณ์ตลาดหุ้นก็ ทรงๆ ทรุดๆ ไม่ได้ตกร่วงรุนแรง แต่ไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร ไม่รู้ว่าจะสู้หรือผลิตสินค้าแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างไร เพราะเราเป็นสังคมคนแก่ ดังนั้นโอกาสจากนี้ การจะสู้แข่งขัน ผมกลับมองว่ายากกว่าช่วงที่ฟื้นจากวิกฤตการเงินปี 2540 มาใหม่ๆ เพราะล้มอย่างไร ประเทศไทยช่วงนั้นก็ยังเป็นคนหนุ่มที่ฟื้นกลับมาง่ายและพร้อมจะสู้ต่อ แต่รอบนี้โจทย์คือจะทำอย่างไรที่จะปรับโครงสร้างให้เป็นคนหนุ่มแน่น พร้อมกลับมาสู้อีกครั้ง”

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กล่าวกับสื่อ “ฐานเศรษฐกิจ” เอาไว้เมื่อถูกถามถึงภาพเศรษฐกิจในตอนนี้เปรียบเทียบกับช่วงปี 40 ที่ตอนนั้นเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง

อย่างที่ ดร.นิเวศน์พูดครับว่าตอนนี้อาการของประเทศไทยเหมือนคนป่วยเรื้อรัง ยังไม่รู้เลยว่าจะลูกผีลูกคน มันเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างที่ต้องมีการเข้ามาแก้ไข อย่างดีตอนนี้ก็จะโตแค่ 2-3% ต่อปี แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยมีสิทธิ์โต 0% เลยก็ได้

ด้วยความที่ตลาดหุ้นเป็นแบบนี้ แม้คงจะไม่ได้แย่เลวร้ายร่วงไปถึง 200 จุด แต่การจะกลับขึ้นไปโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคตเร็ววันนี้คงอาจจะเกิดขึ้นไม่ง่ายเหมือนกัน

ไม่แปลกใจครับว่าทำไมตอนนี้นักลงทุนบ้านเราส่วนใหญ่ถึงเริ่มศึกษาแนวทางการลงทุนในต่างประเทศกันมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่การลงทุนในต่างประเทศก็มาพร้อมกับชุดข้อมูลความรู้ใหม่ที่ต้องสนใจและเข้าใจเช่นกัน ไม่ใช่แค่การศึกษาสินทรัพย์และบริษัทที่สนใจเท่านั้น แต่รวมไปถึงการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศที่จะลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้ถูกที่ถูกเวลา

โดยข้อมูลตรงนั้นส่วนใหญ่ก็มาจากการเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มักจะมีการพูดกันในข่าว อย่าง CPI, เงินเฟ้อทั่วไป, เงินเฟ้อพื้นฐาน, ตัวเลขการว่างงาน, Nonfarm Payrolls, อัตราการว่างงาน ฯลฯ

หลายคนคงรู้สึกว่าแค่ได้ยินแค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว แต่อย่าเพิ่งถอดใจครับ เดี๋ยววันนี้เราจะมาอธิบายกันถึงความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้ พร้อมความสำคัญของมันกับตลาดและความหมายของมันเพื่อช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นด้วย

[ ประเด็นคือเราไม่ต้องติดตามตัวเลขให้ได้มากที่สุด สิ่งที่สำคัญคือต้องเลือกติดตามตัวเลขที่มีนัยสำคัญที่สุดต่อการลงทุนของเราในช่วงเวลานั้นๆ รวมถึงต้องทำความเข้าใจที่มาของข้อมูลด้วย เพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และโอกาสในการลงทุน ]

หลักแล้วตัวเลขทางเศรษฐกิจที่พูดกันในข่าวและจะมีผลต่อตลาดหุ้นนั้นมาจากทางฝั่งสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นเศรษฐกิจหลักมีตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มักส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดโลกเสมอ

???? ในบทความนี้ขอยกมา 3 ตัวหลักๆ นั่นคือ ตัวเลขตลาดแรงงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

✅ 1. รายงานตลาดแรงงาน (Employment Situation Report)

ซึ่งรัฐบาลจะรายงานทุกวันศุกร์แรกของเดือน เวลา 20.30 น. ความสำคัญกับตลาดค่อนข้างสูงเลยทีเดียว เป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนก่อนหน้า

รายงานนี้มีการเผยแพร่ที่รวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือน นอกจากนี้ สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่การบริโภคในประเทศคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของขนาดเศรษฐกิจ การมีงานทำของชาวอเมริกัน เป็นสิ่งที่ส่งผลกับการลงทุนอย่างมาก รายงานนี้ประกอบไปด้วยตัวเลขเศรษฐกิจหลัก 3 เรื่อง คือ

➡️ จำนวนการจ้างงานนอกภาคการเกษตร หรือ Nonfarm Payrolls

จะเป็นตัวเลขที่ตลาดให้น้ำหนักมาก เพราะสะท้อนถึงความต้องการจ้างงานและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ถ้ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมาก แสดงว่าเศรษฐกิจเติบโตดี ตลาดจะคาดหวังผลประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัทจดทะเบียน และตลาดหุ้นจะตอบรับในเชิงบวก

➡️ อัตราการว่างงาน (% Unemployment Rate)

ก็เป็นดัชนีที่ตลาดให้ความสำคัญ การว่างงานที่ลดลงจะเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่อัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้น จะส่งผลเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

➡️ รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings %MoM)

จะส่งสัญญาณว่ากำลังซื้อแข็งแกร่งหากมีการเพิ่มขึ้นของรายได้เมื่อเทียบกับเดือนก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในภาคบริการ และอาจทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น และดึงดูดเงินทุนเข้าสู่สหรัฐฯ

✅ 2. ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI)

ที่รายงานช่วง 19:30 น. กลางสัปดาห์ที่สองหรือสามของเดือน โดยแสดงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลนี้มักมีผลต่อตลาดพันธบัตรและดอกเบี้ยนโยบาย มีความสำคัญปานกลางถึงสูง

เงินเฟ้อเป็นตัวแปรที่มีการรายงานหลายรูปแบบ แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นตัวเลขที่นักลงทุนมักให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะรายงานทุกเดือน และเร็วกว่าดัชนีราคาอื่น ๆ

CPI แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ

➡️ เงินเฟ้อทั่วไป (CPI)

คำนวณดัชนีแบบถ่วงน้ำหนัก รวมราคาสินค้าทุกหมวดหมู่ ด้วยตะกร้าราคาสินค้าและบริการทั่วสหรัฐฯ ปรับปรุงทุก 2 ปี ปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มที่อยู่อาศัย 42% กลุ่มการเดินทาง 16% กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม 15% และที่เหลือในสินค้าและบริการอื่น ๆ

➡️ เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI)

ซึ่งจะไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน เพื่อให้เงินเฟ้อพื้นฐาน อธิบายเฉพาะแนวโน้มราคาสินค้าและบริการที่มีผลกระทบจาก Supply หรือวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยที่สุด มักเป็นตัวเลขที่ตลาดและธนาคารกลางเลือกใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาสินค้าบริการที่ปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจในระยะยาว

หากดัชนี CPI ทั้งสองประเภทปรับขึ้นสูง ตลาดจะคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนเกินควบคุม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond) ก็จะปรับสูงขึ้นตาม ดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศและส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ส่วนราคาหุ้นอาจปรับลง เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะกระทบภาระต้นทุนและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน

✅ 3. ผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product - GDP)

รายงานเป็นรายไตรมาส ข้อมูล GDP เบื้องต้นจะรายงานช่วง 20:30 น สัปดาห์สุดท้ายของเดือนแรกในไตรมาสถัดไป ความสำคัญปานกลาง

ผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ Gross Domestic Product (GDP) เป็นตัวเลขที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยและเชื่อว่าเป็นเครื่องชี้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างดี สำหรับ GDP สหรัฐฯ การรายงานจะมีทั้งหมด 3 รอบ คือ การรายงานเร็วหรือ (Advance Release) หลังจากจบไตรมาสไปแล้วสี่สัปดาห์ หลังจากนั้นเมื่อได้ข้อมูลเพิ่มเติม จะมีการรายงาน (Preliminary Report) ในปลายเดือนที่สองหลังจากจบไตรมาส ตามด้วยการรายงาน (Final GDP) ในเดือนสุดท้ายของไตรมาสถัดไป

GDP จะแสดงการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายและรายได้ แบ่งออกเป็น

➡️ Nominal GDP

คือการคำนวณมูลค่าของสินค้าและการลงทุนโดยตรง โดยไม่ได้นำปัจจัยอื่นๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ความแข็งค่าของสกุลเงิน มาคำนวณร่วมด้วย ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบในระยะยาวเป็นหลายปี แต่เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบระหว่างไตรมาสในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ผันผวนมากนัก

➡️ Real GDP

คือการคำนวณที่นำปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ความแข็งค่าของสกุลเงิน มาร่วมพิจารณาด้วย จึงเหมาะกับการใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมระหว่างปี เพื่อเห็นภาพการเติบโตที่แท้จริง

ตัวเลขที่สหรัฐฯ รายงาน จะเป็นการนำ Nominal GDP หน่วยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มาปรับผลกระทบจากฤดูกาล (Seasonally Adjusted) และหักผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าออก จนเป็น Real GDP หลังจากนั้น จึงคำนวณการเปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหรือ % Quarter-on-Quarter (%QoQ) และนำมาปรับตัวเลขให้เทียบเท่ารายปี (Annualized Rate) จึงจะกลายมาเป็น GDP ที่เราเห็นตามรายงานข่าว

➡️ GDP Per Capita

คือการนำ GDP มาหารด้วยจำนวนประชากรในประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตหรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร ทั้งนี้สามารถใช้ทั้ง Nominal GDP และ Real GDP ในการคำนวณได้

➡️ GDP Growth Rate หรืออัตราการเติบโตของ GDP

ใช้วัดความเร็วในการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของ GDP ระหว่างปีหรือไตรมาส มักแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ และเป็นตัวชี้วัดที่นิยมใช้ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งตัวเลขที่ต้องจับตาในรายงาน GDP คือ ดัชนีการบริโภคภาคครัวเรือน (Personal Consumption Expenditure หรือ PCE)

➡️ ข้อมูลตัวเลขนี้มักถูกนำมาใช้ในการประเมินภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากมีการเผยแพร่ควบคู่กับดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาในภาพรวม นอกจากนี้ยังมีการรายงาน Core PCE Price Index ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูง เพื่อให้เห็นแนวโน้มหลักของเงินเฟ้อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตลาดให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของ PCE Price Index เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (Year-over-Year) เป็นพิเศษ เพราะเป็นตัวชี้วัดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มักใช้พิจารณาในการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงิน หากอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE Price Index ปรับตัวสูงขึ้นมาก เฟดก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด เช่น ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม

GDP ที่ขยายตัวในอัตราสูงมักส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น เพราะนักลงทุนจะคาดหวังว่าบริษัทจดทะเบียนจะทำกำไรดีขึ้น แต่อัตราการเติบโตที่สูงเกินไปก็อาจสร้างความกังวลด้านเงินเฟ้อ ในขณะที่ GDP ที่หดตัวจะยิ่งซ้ำเติมความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม

ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่สำคัญ หากจะก้าวไปลงทุนในต่างประเทศก็ควรเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ด้วย (เดี๋ยวจะมาต่อภาค 2 ซึ่งเป็นตัวเลขของประเทศอื่นๆ อย่างจีน ยุโรป หรือ ญี่ปุ่นบ้าง ซึ่งอาจจะไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงมาก แต่ก็มองข้ามไม่ได้)

เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เราจึงควรติดตามและทำความเข้าใจตัวเลขหลักอย่าง รายงานตลาดแรงงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน กำลังซื้อผู้บริโภค ทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงิน และผลประกอบการของบริษัท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการลงทุนในสหรัฐฯ และแพร่กระจายไปทั่วโลก

ดังนั้น แม้จะไม่จำเป็นต้องศึกษาตัวเลขให้ละเอียดทุกรายการ แต่การทำความเข้าใจที่มาและความสัมพันธ์ของตัวเลขหลักเหล่านี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ครับ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save