สินค้าจีนทะลัก ไทยขาดดุล การค้า 1.3 ล้านล้านบาท กระทบอุตสาหกรรม โรงงานไทยปิดเฉลี่ย 159 แห่งต่อเดือน สัญญาณเตือนเร่งจัดการทั้งภาครัฐและเอกชน

‘สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย’ หรือ CIMBT กล่าวถึงความน่ากังวลของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น สงคราม, การเลือกตั้งที่อาจเปลี่ยนขั้วการเมือง, อัตราดอกเบี้ย และภาคการผลิตที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุของการหดในภาคการผลิตเกิดจากการทะลักเข้ามาสินค้าจีน
คำถามคือ ทำไมสินค้าจีนทะลักเข้ามา แล้วการเข้ามาของสินค้าจีนส่งผลอะไรบ้าง วันนี้ aomMONEY จะพาเพื่อนๆ ไปที่มาที่ไปของปัญหานี้กัน
เศรษฐกิจจีนตอนนี้เป็นอย่างไร
ก่อนอื่นมาดูสถานการณ์ของจีนกันก่อน โดยสภาพเศรษฐกิจของจีนตอนนี้มีอาการซึมยาว เช่นกัน จากปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ
โดยเฉพาะปัญหาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า (Trade War) กับสหรัฐและประเทศในสหภาพยุโรป เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัว ผู้คนไม่อยากใช้จ่าย จนทำให้อัตราการบริโภคในประเทศลดลง
คิดง่ายๆ ว่า หากคนจีนกว่า 1,400 ล้านคนลดการบริโภคลง จะสะเทือนการผลิตทั้งในจีนเองหรือประเทศที่ส่งสินค้าไปขายได้มากแค่ไหน
เรื่องนี้ก็เริ่มมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ดูตัวอย่างเทรนด์การออมล้างแค้น (Revenge Saving) ที่เด็ก Gen Z หันมาออมมากขึ้น เพราะต้องการแก้แค้นที่ตนเองต้องเผชิญกับความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจของจีนในตอนนี้
นอกจากนี้ ยังมีคำพูดใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมประหยัดของคนรุ่นใหม่ในจีน เช่น "การบริโภคย้อนศร" (reverse consumption) ที่หมายถึงความพยายามอย่างจริงจังในการลดค่าใช้จ่าย และ "เศรษฐกิจขี้เหนียว" (stingy economy) ที่หมายถึงการเสาะหาส่วนลดและข้อเสนอพิเศษในการจับจ่ายซื้อของ และนั่นก็ส่งผลให้เกิดปัญหาที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้อย่างปัญหาผลผลิตเกินความต้องการ (Oversupply)
Dumping
เมื่อเกิดปัญหาการบริโภคในประเทศลดลง แต่ภาครัฐกลับสั่งให้เหยียบคันเร่ง เพื่อให้มีการผลิตอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้สินค้าในสต๊อกเหลือเยอะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในจีนต้องเร่งระบายสินค้าออก
ภาครัฐของจีนจะสนับสนุนหลายอย่าง ทั้งเรื่องของภาษีและการขนส่ง ทำให้สามารถใช้กลยุทธ์การทุ่มตลาด (Price Dumping) หมายถึงการตั้งราคาสินค้าให้ต่ำกว่าราคาตลาดของประเทศที่จีนต้องการนำสินค้าเข้าไปขาย เรียกได้ว่า เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของการขายตัดราคา นั่นเอง
เมื่อสินค้าราคาต่ำได้รับความนิยมและแพร่กระจายไปทั่วโลก ก็ทำให้ดุลการค้าของจีนเพิ่มขึ้นจาก 400,000 ล้านดอลลาร์ (14.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2019 มาอยู่ที่ 900,000 ล้านดอลลาร์ (32.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 หรือมากกว่า 2 เท่า ตามรายงานของ ‘แบรด เซสเซอร์’ (Brad W. Setser) นักวิจัยอาวุโสแห่งสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Council Of Foreign Relations หรือ CFR)
และล่าสุด กรมศุลกากรของจีน เผยข้อมูลผ่าน CEIC Data (Economic Database System ฐานข้อมูลเศรษฐกิจ และการเงิน) เผยข้อมูลว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีนเกินดุลการค้ากว่า 90,000 ล้านดอลลาร์ (3.58 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นการเกินดุลการค้ารายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
เท่านั้นยังไม่พอ กำลังการผลิตสินค้าของจีน ก็ขยายออกไปในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น จากเดิมที่จะเป็นสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เริ่มมีสินค้าอย่าง รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ จับตาปัญหาการค้าแบบทุ่มตลาดของจีนอย่างใกล้ชิด และเริ่มมีปฏิบัติการลดการพึ่งพาสินค้าจากจีน รวมถึงแก้ปัญหาด้วยมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) ออกมาด้วย
โดยสหรัฐอเมริกากระโดดเข้ามาปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของพวกเขาโดยเตรียมเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถึง 4 เท่า จากเดิม 27.5% เป็น 102.5% รวมไปถึงปรับอัตราภาษีแบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ เหล็ก และอะลูมิเนียม จากเดิมที่เก็บ 0 % -7.5% เพิ่มเป็น 25%
ส่วนทางด้านสหภาพยุโรปก็กำลังพิจารณาว่ามาตรการการอุดหนุนราคารถไฟฟ้าจากจีนที่ทำอยู่นั้น เป็นการทุ่มตลาดหรือไม่ และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มการเก็บภาษีเป็น 30% ถึงแม้จะส่งผลให้การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดมีต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม
ส่วนประเทศที่จัดการการทุ่มตลาดของจีนในละแวกบ้านเราก็เป็นทางด้านอินโดนิเซียที่ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น โดย คณะกรรมการคุ้มครองการค้าของอินโดนีเซียจะเป็นผู้กำหนดระดับของภาษีศุลกากรและประเภทของสินค้า โดยจะเรียกเก็บภาษี 100 – 200 % เพื่อป้องกันผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ
สินค้าจีนในประเทศไทย
การส่งออกสินค้าราคาต่ำเทียม เช่นนี้ มีข้อดีคือทำให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพและราคา ส่งผลดีต่อผู้บริโภค พูดง่ายๆ คือ ทำให้ผู้ซื้อได้ของไปใช้ในราคาถูก อีกทั้งช่องทางการนำเข้าสินค้าจากจีนทำได้ง่ายกว่าเดิม รวมถึงคนจีนเองนำสินค้ามาขายได้โดยตรงผ่านนโยบายสนับสนุนทั้งจากทางการจีนและรัฐบาลไทย ทำให้ตอนนี้ สินค้าจากจีนมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ไปจนถึงสินค้าราคาสูงอย่างรถยนต์ไฟฟ้า
ศูนย์วิจัยกสิกรเผยข้อมูลว่า ในปี 2023 ไทยนำเข้าสินค้าอุปโภค บริโภคจากจีนมูลค่ารวมกว่า 469,521 ล้านบาท โดยสินค้า 5 อันดับที่ไทยนำเข้าจากจีนมากที่สุดได้แก่
1. เครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็น 43.3% ของสินค้าที่นำเข้าจากจีน
2. ผัก ผลไม้ปรุงแต่ง คิดเป็น 10% ของสินค้าที่นำเข้าจากจีน
3. เสื้อผ้า รองเท้า คิดเป็น 9.3% ของสินค้าที่นำเข้าจากจีน
4. เครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่ง คิดเป็น 9.1% ของสินค้าที่นำเข้าจากจีน
5. ของใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร คิดเป็น 9 % ของสินค้าที่นำเข้าจากจีน
ทำให้ภาพรวมการนำสินค้าจากจีนเข้ามาในไทยปี 2023 สูงถึง 2.47 ล้านล้านบาท โดยไทยสามารถส่งสินค้าไปที่ได้เพียง 1.17 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว โดยสาเหตุที่ไทยขาดดุลมากขนาดนี้ อาจารย์ ภากร กัทชลี นักวิชาการและเจ้าของเพจอ้ายจง ส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนนั้นมีแพลตฟอร์มค้าขายเยอะมาก ทำให้ทั้งพ่อค้าแม่ขายหรือประชาชนคนธรรมดาสามารถเข้าไปจับจ่ายซื้อหาสินค้าได้ง่าย รวมถึงการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว จึงทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงตามไปด้วย
ผลกระทบจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน
การเข้ามาของสินค้าจากจีน นอกจากจะส่งผลต่อดุลการค้าระหว่างไทยและจีนแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาการหดตัวในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดย ‘KKP Research’ โดย เกียรตินาคินภัทร รายงานว่า ดรรชนีการผลิตของไทยติดลบต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 ปี ทั้งที่วัฏจักรการค้าโลกเริ่มฟื้นตัว
โดยจะเห็นได้จากการปิดตัวของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น โดยค่าเฉลี่ยการปิดโรงงานในปี 2021 อยู่ที่ 57 โรงงานต่อเดือน, ปี 2022 อยู่ที่ 83 โรงงานต่อเดือน แต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2023 พุ่งขึ้นเป็น 159 โรงงานต่อเดือน โดยหากนับตั้งแต่ต้นปี 2023 ถึงสิ้นไตรมาสแรกของปี 2024 มีโรงงานปิดตัวไปแล้วถึง 1,700 แห่ง
อีกทั้งอัตราการเปิดโรงงานใหม่ก็ลดลง เหลือเพียงราวๆ 50 โรงงานต่อเดือน อีกทั้งโรงงานที่เปิด ก็มีขนาดเล็กลงด้วย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในภาคอุตสาหกรรมของไทย
ตอนนี้ไทยทำอะไรกับปัญหานี้บ้าง
จะเห็นได้ว่า หลายประเทศมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าจีน แต่บ้านเรายังใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งสินค้าหลายประเภทไม่มีภาษีนำเข้า จึงเป็นเรื่องยากที่จะสกัดสินค้าที่เข้ามา ทั้งแบบถูกกฎหมายและแบบผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบเข้ามา ผ่านด่านศุลกากรโดยการสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และการจ้างเปิดบัญชี และใช้ชื่อคนไทยมาเปิดร้านค้าทั้งในห้างและออนไลน์เพื่อขายสินค้าในบ้านเราโดยตรง ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการในไทยไม่สามารถลืมตา อ้าปากได้
ส่งผลให้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาดำเนินการ 5 แนวทาง ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ทบทวนกรณีข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่เกิน 1,500 บาท
2. ทบทวนเงื่อนไขในการใช้สิทธิประโยชน์ใน ‘Free Trade Zone’ (เขตพื้นที่ที่กำหนดไว้ เพื่อประโยชน์ทางอากรศุลกากรที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ)
3. การออกมาตรการปกป้องผู้ประกอบการของไทย เช่น การนำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาบังคับใช้
4. การเพิ่มความเข้มงวดการตรวจจับสินค้าที่นำเข้าผ่านด่านศุลกากร
5. การเร่งออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ให้ครอบคลุมมากขึ้น
ซึ่งต้องบอกว่า ทุกอย่างกำลังอยู่ในการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ กรมศุลกากร ออกประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท และมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้บ้าง โดยย้ำว่านี้คือการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อรอกฎหมายใหม่ ที่กำลังพิจารณา
แต่ก็ถ้าจะพยายามมองในด้านดี การที่จีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรง หรือ ‘FDI’ (Foreign Direct Investment) ในไทยเป็นอันดับ 1 ในปี 2023 อาจจะก่อให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้ลงไปในพื้นที่เขตนอกเมืองหลวงมากขึ้น โดยปีที่แล้ว จีนลงทุนโดยตรงในบ้านเรา อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท แซงหน้าญี่ปุ่นที่ลงทุนเพียง 17,500 ล้านบาท
แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่า ผลประโยชน์ในส่วนนี้คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจโดยรวมของบ้านเราหรือไม่ รวมทั้งการลงทุนโดยตรงที่หายไปของญี่ปุ่น จาก 1.78 แสนล้านบาทในปี 2018 เหลือเพียง 17,500 ล้านบาทในปีที่แล้วนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร
เพื่อนๆ คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาหรือไม่ ถ้าเป็นปัญหา เพื่อนๆ คิดว่ารัฐควรจะแก้แบบไหน หรือมีความคิดเห็นอย่างไร คอมเมนต์บอกกันบ้างนะครับ
เรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

