American Dream แบบไทยๆ ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่กัน?

วันก่อนมีโอกาสได้อ่านบทความหนึ่งของเว็บไซต์ “Investopedia” ที่คำนวณค่าใช้จ่ายในการมีชีวิตแบบอเมริกันดรีม (American Dream) ว่ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,455,305 เหรียญ หรือประมาณ 120 ล้านบาท
โดยคำนิยามกว้างๆ ของการไปถึงความฝันแบบอเมริกันคือ แต่งงาน มีบ้าน มีรถ มีสัตว์เลี้ยง ลูกสองคน มีประกันสุขภาพชั้นดี ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย และตัวเองมีเงินใช้ในช่วงวัยเกษียณแบบไม่ขัดสน พร้อมมีเงินเหลือสำหรับค่าทำศพของตัวเองเมื่อจากโลกนี้ไปด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจคือความฝันที่สวยงามในอุดมคติแบบนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เอื้อมถึงอีกต่อไปสำหรับคนในยุคนี้ เฉลี่ยแล้วรายได้จากการทำงานทั้งชีวิตของคนทั่วไปในอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านเหรียญ หรือขาดไปประมาณ 1 ล้านเหรียญจากตัวเลขที่พวกเขาประเมินเอาไว้
จึงเกิดเป็นคำถามว่า แล้วถ้าเราปรับภาพมามองบ้านเรา “อเมริกันดรีมแบบไทยๆ” จะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่กันนะ?
เลยไปนั่งหาข้อมูลมาแชร์กันครับ (แต่ต้องบอกไว้ก่อนตั้งแต่ตรงนี้เลยนะครับว่าเป็นข้อมูลที่นำมาจากหลายแหล่งและไม่ใช่บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ ซึ่งตัวเลขอาจจะแตกต่างกันออกไป รวมถึงในแต่ละพื้นที่ของประเทศเองตัวเลขก็จะต่างกันด้วย เอาเป็นว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์และเอาไว้อ่านสำหรับการแชร์มุมมองแล้วกันครับ)
1. ค่างานแต่งงาน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Finnomena ปี 2562 ได้ประมาณการคร่าวๆ ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับงานแต่งงานแขกประมาณ 200 คน มีตั้งแต่ 200,000 - 1,000,000 บาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดต่างๆ ข้างใน เช่น ค่าหาฤกษ์ ช่างภาพ ห้องจัดเลี้ยง พิธีกร นักร้อง ค่าของชำร่วย ช่างแต่งหน้า ชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว ฯลฯ
เราอาจจะตีกลมๆ อยู่กลางๆ ที่ 500,000 บาท (ซึ่งอันนี้ยังไม่ได้รวมค่าแหวนหมั้นแหวนแต่งงานเข้าไปด้วย)

2. เลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิดจนจบมหาวิทยาลัย 2 คน
อันนี้อาจจะยากนิดหนึ่งเพราะ การเลี้ยงลูกของแต่ละครอบครัวก็แตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนโรงเรียนรัฐบาล/เอกชน/นานาชาติ ก็ต่างกันพอสมควร แต่ขอใช้เป็นค่ากลางที่เป็นโรงเรียนเอกชน/สองภาษา ซึ่งนำข้อมูลมาจากมูลนิธิเด็กโสสะและเว็บไซต์ Amarin Baby and Kids
ประมาณเอาไว้ว่าช่วงตั้งแต่ตั้งครรภ์จนคลอด ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราวๆ 45,000 - 118,000 บาท (รวมค่าฝากครรภ์และทำคลอด) ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล : ขอตีกลางๆ เป็น 75,000 บาท
ช่วงแรกเกิดถึง 3 ขวบ ก่อนเข้าเตรียมอนุบาล ก็จะมี ค่าอาหาร ค่านม ค่าเสื้อผ้า ของเล่นพัฒนาการเด็ก อุปกรณ์เลี้ยงเด็ก ค่าวัคซีน ฯลฯ : รวมๆ ประมาณ 8,000 บาท/เดือน รวม 3 ปี = 288,000 บาท
ที่หนักสุดก็คงหนีไม่พ้นค่าเทอมที่มีตั้งแต่โรงเรียนรัฐบาล ไปจนถึงส่งลูกเรียนต่างประเทศ ช่วงค่อนข้างกว้างมาก ตั้งแต่ 240,000 - 15,000,000 บาท ต่อการส่งเสียเด็กคนหนึ่งตั้งแต่ 3 ขวบ - 23 ปี จบมหาวิทยาลัย
ขอใช้ตัวเลขของโรงเรียนเอกชน-สองภาษา (ในปี 2020) ที่ประมาณ 2,180,000 บาท
ลูก 1 คน = 75,000 + 288,000 + 2,180,000 = 2,543,000 บาท
เมื่อมีลูกสองคนก็ 5,086,000 (ปาดเหงื่อ)
3. รถยนต์
ตรงนี้พยายามหาข้อมูลแต่ในบ้านเรายังไม่เห็นมีใครเก็บเป็นสถิติจริงจังว่าคนส่วนใหญ่เปลี่ยนรถกันทุกๆ กี่ปี บางคนบอกว่าเปลี่ยนทุก 5 ปี บางคนเปลี่ยนทุก 15 ปี หรือบางคนบอกขับจนไปต่อไม่ไหวถึงจะซื้อใหม่
เว็บไซต์ Sanook แชร์ว่าตัวเลขเฉลี่ยการใช้งานรถยนต์ 1 คันจากทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 5-13 ปี งั้นขอตีเป็นค่ากลางประมาณ 10 ปี เปลี่ยนครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นถ้าซื้อรถคันแรกเมื่ออายุ 25 ปี (จบมาทำงาน) และอยู่ไปจนถึงอายุ 80 ปี เราจะซื้อรถประมาณ 6 ครั้ง โดยครั้งแรกจะแพงหน่อยเพราะเป็นการซื้อครั้งแรก ส่วนครั้งต่อไปเราก็ขายรถเก่าเพื่อซื้อรถใหม่ ขอตีราคาสัก 50% ของราคาที่ซื้อมาละกันครับ แล้วเพิ่มเงินอีก 50% ส่วนราคารถยนต์ก็เอาสัก 1 ล้านบาท
ครั้งแรก 1,000,000 บาท + (500,000 * 5) = 3,500,000 บาท (ข้อมูลจากเว็บไซต์รู้ใจ)
ประกันชั้น 1 อีกสัก 15,000 บาท/ปี * 55 = 825,000 บาท (ข้อมูลจากเว็บไซต์คุ้มค่า)
(เราอาจจะไม่รวมค่าน้ำมันเพราะมีทั้งคนที่ขับมากน้อย รวมถึงอาจจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว)
รวมๆ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ = 4,325,000 บาท
4. ค่าบ้าน
บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ LPN รายงานว่าราคาบ้าน โซน กทม.-ปริมณฑล ปี 2566 เฉลี่ย 5.49 ล้านบาท/หน่วย
ส่วนเว็บไซต์ Property-Match ก็รายงานว่า กรุงเทพฯ มีราคาบ้านเฉลี่ยตั้งแต่ 8 ล้าน ขึ้นไป 100 ล้าน ส่วนภูเก็ต ราคาบ้านเฉลี่ยในภูเก็ตอยู่ที่ประมาณ 7-10 ล้านบาท แต่วิลล่าหรูอาจเกิน 100 ล้านบาทโดยเฉพาะในพื้นที่ยอดนิยมเช่นป่าตองและกมลา เชียงใหม่ราคาบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5 ล้าน และพัทยาราคาบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ฿5-8 ล้านโดยมีอสังหาริมทรัพย์หรูหราในพื้นที่หรูเช่นจอมเทียนและพระตำหนักเกิน 50 ล้านบาท
ขอตีไปกลมๆ ว่า 7.5 ล้าน (รวมเงินต้น+ดอกเบี้ยแล้ว)


5. ค่าเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยง
ครอบครัวแบบอเมริกันดรีมก็มีสัตว์เลี้ยงที่น่ารักตัวน้อยเช่นกัน ซึ่งในเว็บไซต์กรุงศรีได้ทำการประมาณออกมาว่าค่าใช้จ่ายสำหรับน้องๆ เดือนหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 500-3000 บาท/เดือน ไม่รวมค่าที่นอน ของเล่น ค่าอาบน้ำ ตัดขน และค่าวัคซีนต่างๆอีก
ขอตีเป็นตัวเลขเดือนละ 3,000 บาท ไปเลยละกัน
ถ้าสมมติน้องอายุเฉลี่ยประมาณ 15 ปี แล้วเราเลี้ยงครั้งละ 1 ตัว และเริ่มเลี้ยงตั้งแต่อายุ 25 ปี จนเราเสียชีวิตตอน 80 ปี ก็จะมีสัตว์เลี้ยงทั้งหมด 4 ตัว
ค่าเลี้ยงดูน้องๆ ตลอดช่วง 55 ปี = 1,980,000 บาท
6. ประกันสุขภาพ
เรื่องนี้ก็วัดเป็นตัวเลขที่ยากเช่นกัน เพราะความต้องการเรื่องสุขภาพและการป้องกันเหตุไม่คาดฝันของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันด้วย
เลยขอหยิบเอาตัวที่เป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของ AIA ปี 2567 มาเป็นตัวอย่างแล้วกันครับ
แผน 1 ล้าน เบี้ยอยู่ที่ 18,400 บาท/ปี ส่วน แผน 25 ล้าน เบี้ยอยู่ที่ 42,300 บาท/ปี
ใช้ค่ากลางๆ ที่ประมาณ 30,000 บาท/ปี * 55 ปี = 1,650,000 บาท

7. เงินเกษียณ
ในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนด้วย สูงต่ำต่างกันออกไป บางคนเกษียณแล้วแต่ชอบเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ชอบชอปปิงซื้อของ ทำกิจกรรม ทานข้าวนอกบ้าน ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเยอะหน่อย
สมมติว่าเกษียณตอน 60 ปี แล้วอยู่จนถึง 80 ปี ใช้เงินเดือนละ 40,000 บาท
เงินก้อนนี้ก็อาจจะอยู่ราวๆ 9,600,000 บาท
ทั้งนี้ตัวเลขตรงนี้ยังไม่ได้ปรับตามเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้น วิธีคำนวณเงินก้อนนี้สามารถเข้าไปเล่นเครื่องมือของ SET ได้ครับที่ -> https://www.set.or.th/investnowstarter/ ซึ่งเราจะใส่อายุ รายได้ปัจจุบัน เงินเก็บที่เรามีตอนนี้ การเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ แล้วโปรแกรมก็จะคำนวณออกมาให้ว่าเงินจะพอหรือไม่พอ แล้วถ้าไม่พอจะต้องทำยังไงบ้าง มีประโยชน์มากๆ เลยทีเดียว
8. ค่างานศพ
สุดท้ายเราก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่เราก็ไม่ควรทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลานหรือคนรักต้องมาดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในงานศพของเรา เพราะฉะนั้นอย่าลืมเตรียมเงินก้อนนี้ไว้ด้วย
เว็บไซต์ Funeral Plans ได้ทำการประเมินค่าใช้จ่ายตรงนี้เอาไว้ประมาณ 80,000 - 200,000 บาท (การเคลื่อนย้ายศพ และการเตรียมการอื่นๆ รวมไปถึงค่าโลงศพ พวงหรีด หรือดอกไม้งานศพ แม้กระทั่งของชำร่วยงานศพ ขึ้นอยู่กับสไตล์ และวัสดุที่ใช้ในการผลิตจนถึงการฌาปนกิจ กงเต๊ก วงดนตรีไทย หรือ การถ่ายวิดีโอ และการจัดนิทรรศการ)
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่รวมถึงค่าที่ดินสุสาน หรือ ค่าที่เก็บโกศ ซึ่งก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมไปอีก
ขอวางไว้ประมาณ 200,000 บาท
สรุป
ลองมาดูกันครับว่า “อเมริกันดรีมแบบไทยๆ” ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่กัน?
งานแต่งงาน (500,000) + เลี้ยงดูลูกสองคนจนจบมหาวิทยาลัย (5,086,000) + รถยนต์ (4,325,000) + ค่าบ้าน (7,500,000) + สัตว์เลี้ยง (1,960,000) + ค่าประกันสุขภาพ (1,650,000) + เงินเกษียณ (9,600,000) + ค่างานศพ (200,000)
รวมทั้งสิ้น 30,821,000 บาท หรือประมาณ 30 - 31 ล้านบาท
แน่นอนครับอย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่แรกว่าเงินตรงนี้เป็นการประมาณแบบคร่าวๆ แต่ละคน/แต่ละพื้นที่ของประเทศไทย ความต้องการต่างกัน ไลฟ์สไตล์ต่างกัน เงินตรงนี้ก็อาจจะมากน้อยแตกต่างกันออกไป
อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าเราอ้างอิงจากสศช. รายงานตัวเลขรายได้ต่อหัวคนไทย ในปี 2565 พบว่ามีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 248,468 บาทต่อคนต่อปี
เอาตัวเลขนั้นมาคูณจำนวนปีที่เราจะทำงานตั้งแต่ 25-60 ปี (35 ปี) ก็จะได้ประมาณ 8.7 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้ปรับตามเงินเดือนที่อาจจะขึ้นระหว่างทาง เงินโบนัส และงานเสริมอื่นๆ แต่ถามถ้ารวมแล้วตัวเลขยังไกลจาก 30 ล้านบาทไหม ก็ค่อนข้างไกลพอสมควร
พอเห็นตัวเลขแบบนี้ก็อาจจะไม่รู้สึกแปลกใจที่เราเห็นเด็กๆ รุ่นใหม่หลายคนที่เลือกไลฟ์สไตล์แบบไม่แต่งงาน ไม่มีลูก ไม่ได้อยากผูกมัดตัวเองเรื่องซื้อบ้าน เพราะแค่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็เยอะมากแล้ว อย่าลืมว่านี่ยังไม่รวมพวกค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเดินทางท่องเที่ยว ค่าซื้อของจิปาถะมากมายในชีวิตเข้าไปอีก
รวมถึงบางคนเป็น Sandwich Generation ไม่ได้แค่ต้องดูแลตัวเอง ส่งลูกเรียนอย่างเดียว ต้องส่งเงินให้พ่อแม่และเลี้ยงหลานไปด้วย อันนี้ยิ่งหนักเลย
ถือเป็นบทความที่นั่งกดเครื่องคิดเลขและหาข้อมูลมาแชร์กันสนุกๆ ครับ อย่ายึดติดกับตัวเลขตรงนี้มาก สามารถปรับแต่งกันได้ตามสมควรของแต่ละคน
ยังไงก็ตามมันก็ทำให้เห็นครับว่าทุกอย่างในชีวิตล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทั้งสิ้น การหาความรู้เรื่องการเงิน เก็บออม จัดการเงิน ลงทุน ป้องกันความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ
เหมือนดังคำกล่าว (และชื่อหนังสือ) ของ พี่ก้อย-วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ CFP นักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในประเทศไทยและนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทยคนแรก ที่บอกว่า “เงินไม่ใช่ทุกอย่างแต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่เงิน” และไม่ว่าเป้าหมายชีวิตเราจะเป็นอเมริกันดรีมหรือไม่ก็ตาม การวางแผนการเงินเพื่อไปถึงเป้าหมายของเราก็ยังจำเป็นอยู่ดี
เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

