ทั้งเคยล้มเหลว ติดดอย พอร์ตติดลบ 70% ถึงขั้นหมดศรัทธาในตลาดหุ้นไทย ‘กวี ชูกิจเกษม’ กับเส้นทางมนุษย์เงินธรรมดา สู่นักลงทุน VI แถวหน้าของประเทศไทย

ถ้าถามนักลงทุนในประเทศไทยว่ารู้จักนักลงทุนแถวหน้าที่พวกเขารู้จักมีใครบ้าง?
ชื่อของ คุณ-กวี ชูกิจเกษม น่าจะโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ
ลีลาการพูดที่สนุกและเป็นกันเอง วิเคราะห์ตลาดและหุ้นด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้รู้สึกว่าการลงทุนไม่ได้ไกลตัวจนคนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้
หนังสือ “เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน” ของคุณกวีก็ถือเป็นหนึ่งในหนังสือลงทุนคลาสสิกพอๆ กับ “ตีแตก” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่เปลี่ยนแนวคิดและชีวิตของนักลงทุนมานักต่อนัก (รวมถึงตัวผมเองด้วย)
แต่สิ่งหนึ่งที่คุณกวีไม่เคยเล่าในหนังสือเล่มนั้นคือก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทยในตอนนี้ ครั้งหนึ่งเขาเคยลงทุนแล้วติดดอย พอร์ตติดลบกว่า 70% หมดศรัทธากับตลาดหุ้นไทย เลิกลงทุนไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
เป้าหมายของชีวิตของมนุษย์เงินเดือนธรรมดา
ย้อนกลับไปตอนที่เริ่มทำงาน คุณกวีเล่าว่าตัวเองเป็นเพียงพนักงานเงินเดือนธรรมดา เงินเดือนเริ่มต้น 12,000 บาท (ก่อนต้มยำกุ้งปี 40) ตื่นมาไปทำงาน ตั้งใจทำงาน เย็นมาก็กลับบ้าน ออกกำลังกาย เที่ยวบ้างตามประสา อาหารการกินก็ข้างทาง คำว่าอิสรภาพทางการเงินสำหรับเขาในตอนนั้นดูห่างไกลมาก
แต่กลายเป็นว่าชีวิตที่น่าเบื่อแบบนี้กลับแฝงไปด้วยกุญแจสำคัญสู่อิสรภาพทางการเงินแบบเป็นธรรมชาติโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เพราะตั้งแต่เริ่มทำงาน เขามีเป้าหมายชีวิตชัดเจนมากๆ อยู่สองข้อ คือ 1) เป็นนักวิเคราะห์ที่ต้องมีคนฟัง และ 2) ต้องมีอิสรภาพทางการเงินก่อนอายุ 45 ปี
ในส่วนของข้อแรก เขาบอกว่า “ผมไม่รู้หรอกว่าผมมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนเทียบกับนักวิเคราะห์รุ่นก่อนหน้า แต่ผมรู้อย่างเดียว ผมต้องขยัน ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลเร็ว และเหนือกว่าผู้อื่น”
เขาจะเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ นักวิเคราะห์คนไหนลาออก ก็จะขอเจ้านายว่าอยากทำงานตำแหน่งนั้น งานเก่าก็ยังทำอยู่ พร้อมทำงานใหม่ไปด้วย พยายามเป็นนักวิเคราะห์หุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ต่อมาก็ได้ทำงานเป็นนักกลยุทธ์การลงทุน
คุณกวีกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “และด้วยการทำงานที่ทุ่มเท (ซึ่งอาจไม่ฉลาดกว่าคนอื่นเลย) ทำให้ผมเป็นนักวิเคราะห์ที่มีคนฟังได้ในที่สุด”
ส่วนเป้าหมายเรื่องอิสรภาพทางการเงิน มีปัจจัยอยู่ 2 อย่าง
- หาเงินให้ได้มากที่สุด
- เอาเงินไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ชีวิตอันน่าเบื่อของคุณกวีได้เปรียบคือเขาใช้เงินในชีวิตไม่เยอะมาก ชีวิตที่น่าเบื่อนี่แหละกลายเป็นกุญแจสำคัญ ไม่ก่อหนี้ “ซึ่งสำคัญมากๆ เพราะหากเป็นหนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตติดลบทางการเงิน และเราจะเป็นทาสของสถาบันการเงิน” คุณกวีกล่าว


ความล้มเหลวในการลงทุน
ด้วยหน้าที่การงานที่ก้าวหน้า แม้ช่วงที่วิกฤตต้มยำกุ้งกำลังเกิด บริษัทหลักทรัพย์ที่คุณกวีทำงานอยู่ไม่ได้ประสบปัญหาทางการเงินมากนักเพราะผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น เขาเริ่มเก็บเงินได้มากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สะสมเงินโบนัสมาในระดับหนึ่ง
เงินก้อนเริ่มมี ความมั่นใจเริ่มมากขึ้นเพราะคิดว่าตัวเองมีความรู้ด้านการลงทุนเพียงพอแล้ว จึงจัดหุ้นยอดฮิตกลุ่มธนาคารและอสังหาฯ เต็มพอร์ตในเดือนมกราคม พ.ศ. 2537 ที่ SET อยู่พีคๆ ราว 1,789 จุด
และอย่างที่เรารู้ครับว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดหุ้นไทย เพราะมันร่วงลงมาเรื่อยๆ จาก 1,789 จุด ลงมาเหลือราวๆ 200 จุดในปี พ.ศ. 2540
ทุกครั้งที่มีใครมาบอกคุณกวีว่าตัวเองติดดอยหุ้น เขาก็มักจะตอบกลับไปเสมอว่าเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกแบบนั้นเป็นอย่างดี เพราะครั้งหนึ่งเขาก็เคยอยู่บนดอยสูงมาก่อน ไม่ใช่สูงแบบธรรมดาเพราะความสูงระดับคุณกวีขคือความสูงแบบยอดเขาเอเวอเรสต์เลย
“สรุปการลงทุนรอบวิกฤตต้มยำกุ้งผมขาดทุนไปประมาณ 70% ความหวังการมีอิสรภาพทางการเงินให้เร็วที่สุดพังทลายลงทันที […] ผมเลิกลงทุนหุ้นไปเลย เลยคิดว่าตลาดหุ้นเป็นเพียงบ่อนการพนันที่ผมไม่ควรเข้าไปยุ่งอีก หลังจากนั้นก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินและออมเงินในธนาคาร […]”
เรียกว่าหมดศรัทธาในการลงทุนไปเลยก็คงไม่ผิดนัก
จากความหวังในการมีอิสรภาพทางการเงินก่อน 45 ปี ตอนนั้นถ้า 60 ปีมีอิสรภาพทางการเงินได้ก็โอเคแล้ว
หนังสือเปลี่ยนชีวิต
ถ้าใครติดตามคุณกวีอยู่จะพอทราบว่าเขาจะพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งอยู่เสมอนั่นก็คือ “Buffettology” (แปลไทย ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย แมรี บัฟเฟตต์ (Mary Buffett) อดีตลูกสะใภ้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ที่รวบรวมแนวคิดและอธิบายกลยุทธ์ในการลงทุนของบัฟเฟตต์เอาไว้ได้อย่างชัดเจน สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย
2 บทเรียนใหญ่ๆ ที่คุณกวีได้จากหนังสือเล่มนี้คือ
1. การลงทุนต้องวิเคราะห์แบบเป็นเจ้าของกิจการ
“ชีวิตการลงทุนของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อผมได้อ่านหนังสือการลงทุนที่ชื่อว่า ‘Buffettology’ แบบไม่ตั้งใจหยิบขึ้นมาอ่านตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ […] หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้เข้าใจแนวคิดการลงทุนในหุ้นแบบที่ไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไหนสอนมาก่อน การลงทุนหุ้นคือการเป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้นต้องวิเคราะห์หุ้นให้เหมือนการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ตั้งใจจะทำธุรกิจนี้ไปอีกนาน” คุณกวีกล่าว
2. เข้าใจเรื่องอารมณ์ของตลาดหุ้น
นอกจากเรื่องแนวคิดการวิเคราะห์หุ้นแล้ว คุณกวีบอกว่า “ที่สำคัญสอนให้ผมรู้ว่าราคาหุ้นมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องธรรมชาติของความกลัวและความโลภของนักลงทุน จงหาช่วงเวลาที่คนกลัวมากๆ แล้วซื้อหุ้นตอนราคาถูกในบริษัทที่วิเคราะห์มาแล้วว่าพื้นฐานดี”
หลักการง่ายๆ นี้เปลี่ยนชีวิตการลงทุนของคุณกวีไปเลยทันที
ผมก็แค่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาที่กล้าซื้อหุ้นตอนวิกฤต
เหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้นหลังพายุผ่านไป คุณกวีกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2541 โดยซื้อหุ้นของบริษัทหลักๆ แค่ 3 บริษัทคือ MINT (0.80 บาท), BH (1 บาท) และ CPALL (3 บาท) [ราคาตรงนี้มีการปรับพาร์และปรับหุ้นปันผลแล้ว]
และหลังจากนั้นพอร์ตก็โตขึ้นเรื่อยๆ มีหุ้นดีๆ มาเติมมากขึ้นในช่วงซับไพรม์ วิกฤตการเมืองในประเทศ วิกฤตภัยธรรมชาติ (สึนามิ) และวิกฤตโรคระบาด (ซาร์สและโควิด)
กลายเป็นว่าหลักการง่ายๆ อย่างการ “ซื้อหุ้นพื้นฐานดีเมื่อเกิดวิกฤต” กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คุณกวีไปถึงเป้าหมายอิสรภาพทางการเงินก่อนอายุ 45 ปี ได้สำเร็จ
คุณกวีบอกว่า “ผมก็แค่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาที่กล้าซื้อหุ้นตอนวิกฤต”
แน่นอนพูดง่าย แต่การจะทำแบบนี้ได้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการเข้าใจในธุรกิจ วิเคราะห์ให้ดีพยายาม “เลือกบริษัทที่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ในยามที่ต้องขึ้น” ความผิดพลาดในการวิเคราะห์อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเราจะมีความรู้มากแค่ไหน แต่เปลี่ยนมันให้เป็นประสบการณ์ ถ้าพลาดต้องกล้าขายหุ้นด้วย อย่ากล้าแต่ซื้อหุ้น
“ความรู้ทำให้เรากล้าลงทุนในยามที่คนอื่นกลัว” คุณกวีกล่าว
6 ขั้นตอนเลือกหุ้น ‘แบบไม่ต้องใช้ท่ายาก’ ของ 'กวี ชูกิจเกษม'
คุณกวีสรุปหลักการเลือกหุ้นเอาไว้แบบนี้
1. ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ที่เปิดธุรกิจมานานและคาดว่าจะอยู่ต่ออีกนาน
2. ลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจมีแบรนด์สินค้าที่ยอดเยี่ยม
3. ลงทุนในบริษัทที่ต้องไม่ต้องลงทุนมากเพื่อขยายฐานรายได้
4. ลงทุนในบริษัทที่ไม่มีหนี้มากเกินไป
5. ลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสโดน Disruption ได้ยาก หรือเป็นบริษัทที่ผู้บริโภคไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ง่าย
6. ลงทุนเมื่อหุ้นมีราคาถูก ซึ่งมักเกิดตอนวิกฤติ
และพยายามหลีกเลี่ยงบริษัทที่
1. บริษัทที่ต้องพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย
2. บริษัทที่ต้องพึ่งการประมูล เพราะต้องแข่งด้านราคา
3. บริษัทที่พึ่งเจ้าของมากเกินไป
4. บริษัทที่มีสัมปทานและมีวันหมดอายุ
5. บริษัทที่กำไรไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวกำไร เดี๋ยวขาดทุน
6. บริษัทขนาดเล็กที่ไม่สามารถย้อนดูผลประกอบการได้นานกว่า 10 ปีขึ้นไป
เรื่องราวของคุณกวีเน้นย้ำความสำคัญข้อหนึ่งของการลงทุนที่บัฟเฟตต์เคยบอกว่า “อย่าไปจมอยู่กับสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ การเป็นคนสวนทางก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การเดินตามคนอื่นก็ไม่ใช่เช่นกัน คุณต้องแยกตัวเองออกจากอารมณ์ให้ได้”
เราต้องเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ แยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความโลภหรือความกลัวก็ล้วนน่ากลัวทั้งสิ้นหากเราให้มันชี้นำในเรื่องการลงทุน
คุณกวีกล่าวในตอนจบว่า “สุดท้ายความสำเร็จในการลงทุนของผมอาจเริ่มจากเพียงแค่ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ ไม่เป็นหนี้ นำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุน หาความรู้ด้านการลงทุน ก็แค่นั้นครับสำหรับมนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง”
เล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ กลายเป็นผลลัพธ์มหาศาลได้เช่นกัน
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

