ร่ำรวยแบบปลอดภัยแต่ก็เสี่ยงแบบสุดๆ ในคราวเดียวกัน!เจาะกลยุทธ์ลงทุนแบบ Barbell ของ Timothy Armoo! มหาเศรษฐีวัย 29 ปี

ถ้าคุณคิดว่ามหาเศรษฐีอายุน้อยจะต้องเลือกอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ และคิดแต่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหุ้นคริปโตเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่ง เรื่องราวของ ‘ทิโมธี’ อาจเปลี่ยนวิธีที่คุณมอง Millenial Millionaire ไปเลย
ทิโมธี อาร์มู (Timothy Armoo) เศรษฐีอายุ 29 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีต CEO บริษัทการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ที่ชื่อ Fanbytes เขาคนนี้ทำให้สื่ออย่าง CNBC Make It บอกว่า พ่อหนุ่มคนนี้ไม่ใช่มหาเศรษฐีแบบที่คุณคิด ![]()
ทิโมธี อาร์มู คือใคร?
ทิโมธีทำเงินเป็นกอบเป็นกำได้จากการขาย Fanbytes ให้กับบริษัทการตลาดดิจิทัล Brainlabs ในเดือนพฤษภาคม 2022 ด้วยมูลค่าหลายสิบล้านปอนด์ (เขาไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่นอน แต่ 10 ล้านปอนด์ก็ประมาณ 400 ล้านบาท)
ถึงจะได้รับเงินจากการขายธุรกิจไปมากขนาดนั้น หลายคนคงคิดว่าเขาต้องเอาเงินไปลงทุนต่อหรือไม่ก็ต้องใช้เงินฟุ่มเฟือยเป็นแน่ แต่…. นักธุรกิจหนุ่มคนนี้กลับบอกว่า "ผมเกือบจะไม่กล้าใช้เงิน"
ทิโมธีอธิบายเพิ่มว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่ในตอนนั้น เกิดขึ้นเพราะเขาติดอยู่ใน "กรอบความคิดแบบขาดแคลน (scarcity mindset)" ด้วยความที่เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนทางตอนใต้ของลอนดอน
"ผมเชื่อว่าถ้าผมเริ่มใช้เงิน มันจะหมดไปทั้งหมด ผมจึงตรวจสอบเงินที่มีทุกสัปดาห์ บางทีก็สองครั้งต่อสัปดาห์ ผมมีสเปรดชีตที่บันทึกรายรับรายจ่ายของตัวเองไว้ละเอียดยิบ เพื่อติดตามดูการใช้เงินของตัวเองว่าผมมีเงินเท่าไหร่"
และการที่เขามีเงินหลักล้านปอนด์อยู่ในบัญชีตอนนั้น ทำเอาทิโมธีต้องพยายามหาทางยอมรับความจริงว่าตอนนี้เขารวยแล้ว และไม่ได้กำลังจะสูญเสียเงินทุกอย่างที่มีไป
วิธีปลุกตัวเองออกจากความกังวลของเขาในตอนนั้นก็คือการโทรหาธนาคารแล้วแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า 'ผมอยากถอนเงินสดหนึ่งล้านปอนด์ครับ'
แน่นอนว่าเงินในบัญชีเขามีพอ และหลังจากนั้นทิโมธีก็ไปรับเงินสดจากธนาคาร เขานำเงินหนึ่งล้านปอนด์นั้นใส่ถุงใบใหญ่กลับห้องของเขา จากนั้นเอาเงินที่ถอนมา แผ่มันออกทั้งหมดบนเตียงของเขา เพื่อที่จะ…
"แค่มองดูมัน"
โดยเหตุผลที่เขาทำแบบนั้น เป็นเพราะเขาต้องการให้ตัวเองเห็นจำนวนเงินของตัวเองแบบเป็นรูปธรรม และตอนนั้นเองเขาก็คิดบางอย่างกับตัวเองขึ้นมาได้ว่า
'เอาล่ะ! ถ้าทุกอย่างล้มเหลว ถ้าเราใช้ทุกอย่างไปกับการพนัน ใช้มันไปกับคริปโต หรืออะไรที่แย่ๆ อย่างน้อยก็ยังมีเงินสดตรงนี้หนึ่งล้านปอนด์'" (ประมาณ 44 ล้านบาท)
หลังจากเห็นภาพความรวยของตัวเองแล้ว ชายคนนี้ลงทุนอะไรต่อ?
ดูเหมือนว่าเศรษฐีหนุ่มที่พึ่งเข้าใจว่าตัวเองรวยจะเลือกลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า Barbell Strategy โดยเขาลงทุนในกองทุนดัชนี (Index funds) และ กองทุนแบบพาสซีฟ (passive funds) เช่น S&P 500 — และซื้อหุ้นหลากหลายหมวด เช่น Shopify และ Cloudflare
โดยสาเหตุที่เขาเลือกลงทุนแบบนี้ เพราะการลงทุนแบบนี้มันเป็นการลงทุนกลุ่มที่ค่อนข้างปลอดภัย (กองทุนดัชนี เงินสดจำนวนมาก พันธบัตร และตราสารหนี้รัฐบาล)
นอกจากนี้แล้ว ทิโมธียังมองหาแนวทางการลงทุนที่อาจจะต่างจากคนอื่นๆ โดยเขาเลือกลงทุนใน ธุรกิจอย่าง อะโวคาโด ถั่วเหลือง และมะม่วงในประเทศเคนยา แองโกลา และแทนซาเนียที่จัดส่งสินค้าให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป
รวมถึงการลงทุนทางเลือก (alternative investment) เช่น การซื้อยูเรเนียมและการสนับสนุนเงินทุนในธุรกิจเหมืองลิเธียม ทิโมธีเล่าว่า "ผมสนุกกับเกมของการหาช่องทางทำกำไรที่แตกต่างกันและวิธีเจ๋งๆ ในการใช้จ่ายและลงทุน แทนที่จะเอาเงินทั้งหมดที่มีไปลงในกองทุนดัชนี'"
ทำไมเราถึงบอกว่าทิโมธีมีวิธีการลงทุนแบบ Barbell Strategy ?
Barbell Strategy เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ผู้ลงทุนจะจัดสรรเงินทุนไปยังสองฝั่งที่ตรงข้ามกัน คือฝั่งที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น คริปโต ตราสารอนุพันธ์ ฟิวเจอร์ กอง ETF) และฝั่งที่มีความเสี่ยงต่ำมาก (เช่นหุ้น S&P500 กองทุนดัชนี เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้) โดยไม่มีการลงทุนในส่วนกลางที่มีความเสี่ยงปานกลาง
กลยุทธ์แบบนี้เหมาะกับคนที่ต้องการมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่ก็ยังป้องกันพอร์ตแตกด้วยการถ่วงด้วยสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ แนวทางนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการที่นาสซิม นิโคลัส ทาเลบ (Nassim Nicholas Taleb) นักสถิติ นักเขียน และเทรดเดอร์ สามารถประสบความสำเร็จในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 ในขณะที่นักลงทุนในวอลล์สตรีทหลายคนล้มเหลว
หลักการพื้นฐานของกลยุทธ์ Barbell ทาเลบได้พูดไว้ว่า "ถ้าคุณรู้ว่าคุณมีความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดในการคาดการณ์ และยอมรับว่ามาตรวัดความเสี่ยงส่วนใหญ่นั้นมีข้อบกพร่อง กลยุทธ์ของคุณควรเป็นการป้องกันพอร์ตแบบสุดขั้วและเน้นลงทุนเชิงรุกแบบสุดขีด แทนที่จะเป็นแค่กลยุทธ์แบบกลางๆ"
คุณ กรศุภ มังกรแก้ว บรรณาธิการของสำนักพิมพ์ Investing ผู้แปลหนังสือ Black Swan ของ ทาเลบได้อธิบายถึงแนวทางการลงทุนนี้ไว้อย่างน่าสนใจบอกว่า
“กลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell อาจดูไกลตัวนิดหน่อย หรือถึงขั้นทำได้ยากหากเราอยู่ในฐานะนักลงทุนรายย่อย แต่ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่า เพราะคิดว่ามี 2-3 ประเด็นที่เราได้เรียนรู้จากกลยุทธ์ของคุณทาเลบครับ
1) Black Swan ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะในความผันผวน ก็ย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ อย่างที่หลายคนบอกว่า วิกฤตคือโอกาส แม้โอกาสจะมีน้อย แต่ถ้าเราพร้อมอยู่เสมอ วันหนึ่งมันอาจส่งผลอย่างมหาศาลให้เราก็ได้
2) การกระจายความเสี่ยงไม่ใช่ทำเพื่อลดความเสี่ยงลงอย่างเดียว แต่ยังทำเพื่อให้เรามีโอกาสได้เจอ Black Swan ในด้านบวก แต่ก็ต้องทำด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม หากเอาเงินใส่ไปในพอร์ตที่เน้นแต่รอ Black Swan ด้านบวกอย่างเดียว การขาดทุนระหว่างทางที่เกิดขึ้นก็อาจสะสมกันจนกลายเป็นขาดทุนหนัก
3) ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการลงทุน แนวคิด Barbell Strategy ของคุณทาเลบ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป เราก็สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เข้ากับบริบทโลกปัจจุบันได้ กล้าคิดนอกกรอบ กล้าลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง”
ใช้ธุรกิจเป็นวิธีสร้างความมั่งคั่ง
ทิโมธีเล่าว่าตัวเขาเองเป็นคนที่ชอบความเรียบง่าย และไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง
"ผมไม่ได้มีบ้าน และผมไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์โดยตรงเลย คนส่วนใหญ่มองว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นวิธีสร้างความมั่งคั่งของพวกเขา แต่ผมใช้ธุรกิจเป็นวิธีสร้างความมั่งคั่งของผม ตอนนี้ผมยังไม่มีครอบครัว ผมไม่ได้แต่งงาน ดังนั้นทำไมผมต้องมีบ้านล่ะ?"
ทิโมธี ยังเล่าอีกว่าสำหรับเขาแล้ว เขาคาดว่าในอนาคตพวกมหาเศรษฐีรุ่นใหม่แบบเขาจะเลือกแบบนี้เหมือนกัน ทิโมธีปฏิเสธที่จะถือครองอสังหาริมทรัพย์ เพื่อแลกกับความสะดวกในการท่องเที่ยวและยืดหยุ่นในการย้ายที่อยู่ได้มากขึ้น
ไหนๆ ก็ไหนๆ Millennial Millionaire ต้องอยากใช้ของฟุ่มเฟือยบ้างใช่ไหม?
ทิโมธีเล่ากับ CNBC Make it ว่าตัวเขาเองไม่เหมือนกับเพื่อนๆ ของเขา เพราะเขาไม่ค่อยอยากซื้อของฟุ่มเฟือย และโดยทั่วไปแล้วเขาเองเป็นคนชอบความเรียบง่าย
และอย่างเดียวที่เขายอมจ่ายแพง เพื่อ "ความหรูหรา" ก็คือตั๋วเครื่องบิน First Class ไปเที่ยวบาหลีกับแฟนเก่าเท่านั้น และเขาคิดว่ามันเจ๋งดีนะที่ทำแบบนั้นได้ บางครั้งการฉีกออกจากแนวคิดมัธยัสก์แบบที่เขาเป็นมาตลอดก็เป็นเรื่องที่ดี
ในท้ายของบทความมหาเศรษฐีหนุ่มได้ทิ้งท้ายไว้ว่า
“ผมว่ามันมีเรื่องที่สำคัญกว่า (การใช้เงิน - การลงทุน) นะ นั่นก็คือการทบทวนว่ากฎเกณฑ์ที่เราใช้ในการดำเนินชีวิตมัน ‘ใช่’ หรือเปล่า และเราต้องถามตัวเองว่า 'ทำไมเราถึงต้องทำแบบนี้? ทำไมเราถึงเลือกทำงานนี้? ทำไมเราต้องลงทุนแบบนี้?'”
“เราต้องคิดให้ดีจริงๆ เกี่ยวกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพราะถ้าเราไม่ทำ วันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเรากำลังใช้ชีวิตตามกฎของคนอื่นมาตลอด”
ใครอยากรวยแบบทิโมธี? 
สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ ‘ความกล้า’ กล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ เช่นที่เขาเคยสร้างธุรกิจ Fanbytes ซึ่งเป็นบริษัทการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ในปี 2014 ก่อนที่ธุรกิจนี้จะเติบโตจนมีมูลค่าตลาดทั่วโลกถึง 21,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 (เขาขายไปในปี 2022 ตอนที่มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 16,000 ล้านเหรียญ)
นอกจากนี้ เขายังมีความมัธยัสถ์และการมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จด้วย ![]()
======================
อย่าพลาดโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณให้ดีขึ้น!
เตรียมพบกับ Make Rich Expo มหกรรมการลงทุนแห่งชาติ ที่จะพาคุณก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุนที่ทันสมัยและเข้าใจง่ายกว่าที่เคย! ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดลงทุน หรือผู้ที่มีประสบการณ์ เรามีทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
เข้าร่วมงานฟรี!!
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ ที่ https://bit.ly/4cKxqet
แล้วพบกันวันที่ 2 - 3 November 2024 เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้า Siam Paragon
======================
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

