มอง ‘ความสุข’ เหมือน ‘พอร์ตลงทุน’ มีเงินมากขึ้นก็สุขมากขึ้น แต่มันไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข

‘เงินซื้อความสุขไม่ได้’ คำกล่าวนี้เราเคยได้ยินกันมาบ้าง
แต่เชื่อว่าทุกคนก็คงคิดเหมือนกันแหละว่า ‘มันไม่จริง’
เพราะรู้ๆ กันอยู่ ว่าถึงแม้เงินจะไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันก็สำคัญมากๆ
มันช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้าน ลดความเครียด ความกังวลในชีวิต รู้สึกปลอดภัย อุ่นใจกับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอน
คำถามต่อมาคือแล้ว ‘มีเงินมากขึ้นทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นจริงไหม? และจะมากขึ้นถึงจุดไหน”
ผลการวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นความจริงบางอย่างที่น่าสนใจเลยทีเดียว
ดร. แมทธิว เอ. คิลลิงส์เวิร์ธ (Matthew A. Killingsworth) นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย วอร์ตัน สกูล (University of Pennsylvania’s Wharton School) ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่น่าสนใจ โดยพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นและระดับความสุขที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับทฤษฎีเรื่องเงินกับความสุขแบบที่เราเคยเชื่อกันมาก่อนหน้านี้
ในอดีต นักวิจัยเชื่อว่ามี "จุดอิ่มตัวของความสุข" อยู่ที่รายได้ประมาณ 75,000 ดอลลาร์ต่อปี (หรือราว 100,000 ดอลลาร์เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อ หรือประมาณ 3.6 ล้านบาท) และเมื่อรายได้สูงกว่านี้ ความสุขจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่งานวิจัยของดร. คิลลิงส์เวิร์ธกลับชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินและความสุขนั้น "เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง" แม้ในระดับรายได้ที่สูงมากแล้วก็ตาม
ดร. คิลลิงส์เวิร์ธได้ “เปรียบเทียบความสุขจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่มีรายได้หลากหลาย (จำนวน 33,269 คน) กับความสุขของกลุ่มตัวอย่างที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงสองกลุ่ม (จำนวน 49 คน และ 2,129 คน) โดยใช้มาตรวัดความสุขที่เกือบเหมือนกัน ผลลัพธ์แสดงให้เห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบุคคลที่มั่งคั่งมีความสุขมากกว่าคนที่มีรายได้มากกว่า 500,000 ดอลลาร์ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ”
กล่าวอีกอย่างก็คือว่าเงินที่มากขึ้นสามารถทำให้คนมีความสุขมากขึ้นได้
แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าการเพิ่มรายได้เป็นสูตรสำเร็จของความสุข
ดร. คิลลิงส์เวิร์ธเตือนว่าเราต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย ‘เงินเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุข และการให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไปอาจทำให้เราละเลยสิ่งสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต’
ซึ่งตรงนี้แหละครับประเด็นสำคัญเลย
"ผมคิดว่าเราควรมองความสุขเหมือนกับพอร์ตโฟลิโอการลงทุน" ดร. คิลลิงส์เวิร์ธกล่าว "มีหลายสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ เช่น การใช้เวลากับคนที่คุณรัก การออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือการขี่จักรยาน ซึ่งทำได้ง่ายกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับการพยายามเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น"
ดร. คิลลิงส์เวิร์ธเรียกมันว่า “Happiness Portfolio” หรือ “พอร์ตโฟลิโอของความสุข” นั่นเอง
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นก็อาจจะดูพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงของเราก็ได้ครับ อาจจะมีทองคำ มีหุ้น อสังหาฯ กองทุน พันธบัตรรัฐบาล มีคริปโตฯ นิดหน่อย (เพื่อความตื่นเต้นของชีวิต) คละเคล้ากันไปเป็นพอร์ตการลงทุนที่ไม่กระจุกตัวกับสินทรัพย์ไหนสินทรัพย์หนึ่งจนเกินไป
ความรู้สึกมีอำนาจควบคุมชีวิตตนเองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเงินและความสุข เมื่อคนเรามีเงินมากขึ้น พวกเขารู้สึกว่ามีทางเลือกมากขึ้น มีอิสระและความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ในขณะที่คนที่มีทรัพยากรน้อยกว่าจะรู้สึกถูกจำกัดทางเลือก
.
อย่างไรก็ตาม ดร. คิลลิงส์เวิร์ธเน้นย้ำว่าการมีเงินมากขึ้นไม่ใช่วิธีเดียวที่จะได้มาซึ่งความรู้สึกควบคุมชีวิตตนเอง การใช้จ่ายน้อยลงก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินได้เช่นกัน
.
นอกจากนี้ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเงินและความสุข
.
ในประเทศที่มีระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง ความสัมพันธ์นี้อาจแตกต่างจากประเทศที่มีตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่อ่อนแอกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งการมีรายได้ต่ำอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (หรือบ้านเราเอง)
.
แม้ว่าผลการวิจัยนี้จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเงินต่อความสุข แต่เราต้องระมัดระวังอย่าไปตกหลุมพรางของวัฒนธรรมบูชาความร่ำรวยแบบหน้ามืดตามัว การมุ่งเน้นที่การสร้างรายได้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราละเลยองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของชีวิตที่มีความสุข
แล้วความลับของความสุขคืออะไร?
ดร. คิลลิงส์เวิร์ธเปรียบเทียบมันกับการถามว่าอะไรทำให้เรามีสุขภาพดีว่า
“คุณอาจพูดว่าการล้างมือเป็นสิ่งที่ดี แต่การกินผักก็ดีเช่นกัน การออกกำลังกายทุกวัน การไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ การไม่มีงานหรือชีวิตครอบครัวที่เครียดจัด และการไม่โดดเดี่ยว... คุณสามารถสร้างรายการที่ยาวมาก"
เพราะฉะนั้นไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราสุขภาพดี แต่เป็นองค์ประกอบดีๆ ของหลายๆ อย่างในชีวิตต่างหากที่ทำให้เรามีสุขภาพดี
ความสุขก็เช่นกัน มันไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของหลาย ๆ องค์ประกอบในชีวิต เงินอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสที่สร้างความสุขได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิตที่มีความสุข
การค้นพบความสุขที่แท้จริงนั้นต้องอาศัยความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการเงิน ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกับตัวคุณเอง กับเพื่อน กับครอบครัว สุขภาพที่ดี และความรู้สึกมีคุณค่าในชีวิต
เราอาจไม่สามารถควบคุมรายได้ของเราได้เสมอไป แต่เราสามารถเลือกที่จะลงทุนเวลาและพลังงานในกิจกรรมที่สร้างความสุขได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับคนที่เรารัก การพัฒนาตนเอง หรือการทำประโยชน์ให้กับสังคม
ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเคยกล่าวเอาไว้ว่า “เงินซื้อความสุขได้ แต่จากการวิจัยแล้วเรามักจะพบกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเงินและความสุขเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเล็กถึงเล็กมากเมื่อเทียบกันกับปัจจัยอื่นๆ ในชีวิตของคนเรา เช่น ปัจจัยทางด้านสุขภาพ หรือทางสังคม
และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่กับความสุขก็คือคนส่วนใหญ่ใช้เงินซื้อความสุขกันไม่ค่อยเป็น คำถามก็คือถ้าคนเราต้องการใช้เงินเพื่อซื้อความสุขล่ะ เราควรจะต้องใช้เงินอย่างไร”
ศ.ดร. ณัฐวุฒิ ได้แนะนำเคล็ดลับการใช้เงินซื้อความสุขไว้อยู่ 8 ข้อครับ (อ้างอิงจากผลงานวิจัยของนักจิตวิทยา 3 ท่าน อลิซาเบธ ดันน์ (Elizabeth Dunn), แดเนียล กิลเบิร์ต (Daniel Gilbert) และทิม วิลสัน (Tim Wilson) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ *Journal of Consumer Research* ในเรื่องของการใช้เงินซื้อความสุข)
1. ใช้เงินซื้อประสบการณ์ดีกว่าซื้อสิ่งของ
เพราะคนเรามักปรับตัวเข้ากับวัตถุได้เร็ว ทำให้ความสุขจากการได้สิ่งของใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น การซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ อาจทำให้เรามีความสุขเพียงช่วงสั้นๆ ในขณะที่ประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยวหรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ สามารถสร้างความทรงจำที่ดีและส่งผลต่อความสุขในระยะยาวได้มากกว่า
2. ใช้เงินเพื่อทำให้คนอื่นมีความสุขดีกว่าใช้กับตัวเอง
เพราะก่อให้เกิด "Warm Glow" หรือความรู้สึกอบอุ่นใจ การวิจัยพบว่าการใช้เงินกับคนรอบข้าง เช่น การซื้อของขวัญหรือเลี้ยงอาหาร สามารถสร้างความสุขได้มากกว่าการใช้เงินกับตัวเอง แม้กระทั่งกับคนที่เราไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่าการใช้เงินกับตัวเองจะทำให้มีความสุขมากกว่า
3. หากต้องซื้อของให้ตัวเอง ควรเลือกซื้อของชิ้นเล็กๆ หลายชิ้นแทนที่จะซื้อของชิ้นใหญ่ไม่กี่ชิ้น
เนื่องจากคนเราชอบสิ่งใหม่ๆ (Novel) ซึ่งมีอัตราการปรับตัวช้ากว่า การซื้อของใหม่ๆ หลายชิ้นจึงช่วยเติมเต็มความสุขได้บ่อยครั้งกว่า เช่น การซื้อเสื้อผ้าหลายชิ้นในราคาไม่แพงมาก อาจสร้างความสุขได้มากกว่าการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงเพียงใบเดียว
4. ควรลดการใช้เงินซื้อประกัน
แม้ว่าคนเรามักกลัวความเสียใจในอนาคตและซื้อประกันเพื่อป้องกัน แต่มนุษย์มี Psychological Immune System ที่ช่วยปรับตัวกับความผิดหวังได้ดีอยู่แล้ว การตระหนักถึงความสามารถนี้อาจช่วยให้เราประหยัดเงินจากการซื้อประกันที่ไม่จำเป็นได้
5. ควรจ่ายเงินวันนี้แล้วบริโภควันหน้า
แทนการบริโภควันนี้แล้วจ่ายวันหน้า เพราะการบริโภคก่อนจ่ายทีหลังอาจนำไปสู่หนี้สินและความทุกข์ในอนาคต ในขณะที่การจ่ายก่อนบริโภคทีหลังช่วยให้มีความสุขจากการคาดหวัง (Anticipation) และสร้างวินัยทางการเงินที่ดีกว่า
6. ก่อนซื้อสินค้าใดๆ ควรพิจารณาถึงสิ่งที่มักไม่ได้นึกถึง
ไม่ใช่แค่คุณสมบัติที่เด่นชัดที่สุดของสินค้า แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อความสุขด้วย เช่น เมื่อซื้อรถยนต์ ควรคิดถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหรือความสะดวกในการหาที่จอด นอกเหนือจากความเร็วหรือรูปลักษณ์ภายนอก
7. ควรระมัดระวังการซื้อของจากการตัดสินใจแบบเปรียบเทียบ
เพราะอาจทำให้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างเล็กน้อยมากเกินไป และอาจละเลยปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจจริงๆ แทนที่จะเปรียบเทียบแต่คุณสมบัติที่วัดค่าได้ ควรพิจารณาว่าสินค้าแต่ละชิ้นตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของเราอย่างไร
8. ควรเชื่อความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มากกว่าความอยากได้ของตัวเอง
เนื่องจากคนเรามักตัดสินใจผิดพลาดเพราะอคติทางความคิด (Cognitive Bias) ในขณะที่ประสบการณ์ของคนหมู่มาก (Wisdom of the Crowd) มักให้สัญญาณที่ดีกว่า การฟังเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าต้องละทิ้งความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังในภายหลัง
ในโลกที่มักจะวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขในบัญชีธนาคาร การตระหนักว่าความสุขนั้นมาจากหลากหลายแหล่งอาจเป็นการเตือนใจที่สำคัญ แม้ว่าเงินจะช่วยเพิ่มความสุขได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ การสร้าง "พอร์ตโฟลิโอของความสุข" ที่หลากหลายและสมดุลอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ชีวิตที่เติมเต็มและมีความหมายมากกว่า
ท้ายที่สุด ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับความสุข เงินซื้อความสุขได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวของความสุข แต่ละคนต้องค้นหาสมดุลที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง โดยคำนึงถึงทั้งความมั่นคงทางการเงินและคุณค่าอื่น ๆ ในชีวิต
การเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเงินและความสุขอาจเป็นก้าวแรกสู่การสร้างชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

