เทคนิคสัมภาษณ์งานแบบ ‘Bill Gates’ ตอบให้ได้งาน ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และพิชิตคำถามสุดหิน ‘อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่?’

เทคนิคสัมภาษณ์งานแบบ ‘Bill Gates’ ตอบให้ได้งาน ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และพิชิตคำถามสุดหิน ‘อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่?’

บิล เกตส์ (Bill Gates) หนึ่งในมหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลกอาจจะไม่เคยต้องไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทไหนตลอดช่วงชีวิตของเขา แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์ทำงานที่ต้องพบเจอและเลือกคนเข้ามาทำงานในบริษัทมากมาย เกตส์น่าจะเคยต้องตัดสินใจเลือกคนเข้ามาทำงานด้วยอยู่บ่อยครั้ง

เพราะฉะนั้นเขาพอจะทราบดีว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยทำให้คนที่มาสัมภาษณ์งานโดดเด่นกลายเป็นตัวเลือกของบริษัทได้

ครั้งหนึ่งในปี 2020 เก้าอี้ตรงนี้กลับด้านกัน

เกตส์ต้องสวมบทเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์วัยหนุ่มที่ดรอปเรียนมาสมัครงานที่ไมโครซอฟท์เป็นครั้งแรกในรายการ State of Inspiration ที่มีนักบาสชื่อดัง สเตฟเฟน เคอร์รี เป็นพิธีกร

คำตอบของเกตส์ในบทสัมภาษณ์จำลองนี้เต็มไปด้วยเทคนิคที่ผู้สมัครงานทุกคนควรเรียนรู้ ทั้งการนำเสนอจุดแข็ง การยอมรับจุดอ่อน และศิลปะการต่อรองเงินเดือน เพื่อจะได้นำไปใช้เมื่อสมัครงานในครั้งต่อไปด้วย

ตอบคำถาม “ทำไมเราควรจ้างคุณ?” – บอกเล่าเรื่องราวมากกว่าความสามารถ

เมื่อถูกถามว่า “ทำไมเราจึงควรจ้างคุณ?”

เกตส์ตอบอย่างมั่นใจว่าอยากให้คณะกรรมการดูโค้ดที่เขาเขียน เพราะเขาเรียนรู้การเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองและทำงานหนักกว่าเนื้อหาที่เรียนในมหาวิทยาลัยซะอีก

จากนั้นจึงเสริมว่าเขาสนุกกับการทำงานเป็นทีม แม้อาจวิจารณ์โค้ดของเพื่อนอย่างเข้มงวดแต่ก็ชอบเป้าหมายที่ท้าทายและชอบคิดเรื่องอนาคตของซอฟต์แวร์

พร้อมยังบอกอีกว่า “ตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น” ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเกตส์ไม่เพียงขายทักษะด้านเทคนิค แต่ยังสื่อถึงความเป็นทีมเวิร์ก ความทะเยอทะยาน และการมองไปข้างหน้าด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสัมภาษณ์แนะนำให้ผู้สมัครเตรียมตัวเช่นเดียวกับเกตส์ เริ่มจากศึกษาบริษัทและตำแหน่งงาน เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมและสิ่งที่คาดหวังแล้วใช้ข้อมูลนั้นมาปรับคำตอบของตนเองให้สอดคล้อง

การค้นคว้านี้สำคัญมาก เพราะผลสำรวจจาก Jobscan ระบุว่ากว่า 47% ของผู้จ้างงานจะปฏิเสธผู้สมัครที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทไม่มากพอ ข้อมูลที่เราควรค้นหาเตรียมเอาไว้คือโครงสร้างองค์กร ธุรกิจหลัก รวมถึงคุณค่าที่องค์กรยึดถือ เพื่อให้คำตอบแสดงว่าเราสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทและพร้อมเติบโตไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ลองมองย้อนกลับไปยังประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วเลือกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำงานเป็นทีมกับคนอื่นๆ ได้ ลองใช้วิธีเล่าเรื่องแบบ STAR (Situation–Task–Action–Result) ก็ได้

* Situation (สถานการณ์): อธิบายบริบทหรือฉากหลังของเหตุการณ์
* Task (งาน/เป้าหมาย): ระบุสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบหรือความท้าทายที่ต้องแก้
* Action (การลงมือทำ): อธิบายสิ่งที่คุณทำอย่างละเอียด
* Result (ผลลัพธ์): เล่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พร้อมตัวเลขหรือผลเชิงรูปธรรม

ยกตัวอย่างคำถาม : “คุณเคยเจอสถานการณ์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างมากไหม? คุณจัดการอย่างไร?”

คำตอบแบบ STAR:

* Situation: ตอนที่ผมทำงานเป็นผู้ประสานงานโครงการไอที บริษัทได้รับโจทย์จากลูกค้าให้เปิดตัวระบบใหม่ภายใน 1 เดือน ทั้งที่ปกติใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน

* Task: หน้าที่ของผมคือดูแลการทำงานของทีมโปรแกรมเมอร์และนักออกแบบ เพื่อให้โครงการเสร็จทันกำหนด โดยไม่ลดคุณภาพ

* Action: ผมแบ่งงานเป็นสปรินต์สั้น ๆ 1 สัปดาห์ ใช้ Agile board ในการติดตามความคืบหน้า และมี daily stand-up meeting ทุกเช้า นอกจากนี้ยังประสานกับลูกค้าเพื่อขอลดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นออก เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้

* Result: ผลคือระบบสามารถเปิดใช้งานทันเวลา ความพึงพอใจของลูกค้าสูงมาก และหลังโครงการเสร็จ ทีมเรายังได้รับการยกย่องจากผู้บริหารว่าเป็น “ทีมตัวอย่างด้านการบริหารเวลา”

หลักการนี้จะช่วยให้คำตอบกระชับและสื่อถึงทักษะอื่น ๆ เช่นการสื่อสาร การบริหารเวลา และการแก้ปัญหา

ตอบคำถามจุดอ่อน – ความซื่อสัตย์และแผนพัฒนาเป็นกุญแจ

ในบทสนทนาเดียวกัน เกตส์ถูกถามถึงเรื่องจุดแข็งของตัวเองและจะความสามารถนั้นมาใช้ในทีมได้ยังไง?

เกตส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าเขาไม่ถนัดด้านการขายหรือการตลาด และชอบโฟกัสที่การสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์มากกว่า การเปิดเผยจุดอ่อนดังกล่าวทำให้ดูเป็นคนจริงใจและรู้จักตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ ตราบใดที่เรารู้ว่าจุดแข็งของเราจะช่วยให้ทีมพัฒนาและเก่งขึ้นได้ยังไง

ด้านผู้เชี่ยวชาญของ Harvard Business Review ระบุว่าผู้ที่สัมภาษณ์หลายคนเกลียดการตอบแบบเสแสร้ง ความไม่จริงใจเป็นอะไรที่ทีมไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นการตอบแบบสร้างภาพจึงไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่

วิธีตอบคำถามเรื่องจุดอ่อนจึงควร เน้นความซื่อสัตย์ การตระหนักรู้ตัวเอง และ ความตั้งใจปรับปรุง ควรเลือกจุดอ่อนที่ไม่กระทบต่อความสามารถหลักของงานและอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นอะไร เหตุใดจึงเกิดขึ้น และกำลังแก้ไขอย่างไร

หลีกเลี่ยงประโยคซ้ำซาก เช่น “ฉันเป็นคนชอบทำงานหนักเกินไป” ซึ่งฟังดูไม่จริงใจ หรือการวิจารณ์ตัวเองมากเกินไปจนอาจทำให้นายจ้างลังเล หลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงจุดอ่อนที่เป็นตัวตัดสินใจในการจ้างงาน และควรพูดถึงขั้นตอนที่กำลังทำเพื่อพัฒนา เช่น การลงคอร์ส การใช้เครื่องมือช่วย หรือการขอคำปรึกษา

นอกจากนี้ควรเน้นความแข็งแกร่งที่ช่วยชดเชยข้อบกพร่อง เช่น หากเป็นคนหัวแข็งแต่ก็หมายถึงมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ

ความซื่อสัตย์จึงไม่ใช่การตัดโอกาสตัวเอง แต่เป็นการพิสูจน์ว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติสามประการที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ ความจริงใจ การรู้จักตัวเอง และ พร้อมที่จะปรับปรุง สิ่งนี้มีคุณค่าต่อองค์กรสมัยใหม่ที่ต้องการพนักงานกล้าคิดกล้าเสนอความคิดเห็น ไม่ใช่เพียงคนที่เออออไปทุกเรื่อง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสตาร์ตอัปและองค์กรที่ต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ

เจรจาเงินเดือนอย่างมืออาชีพ – อย่าตอบตัวเลขทันที

คำถาม “คุณอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่?” เป็นหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้ผู้สมัครมากที่สุด

ในบทสัมภาษณ์ เกตส์ตอบด้วยความมั่นใจว่าเขาหวังจะได้รับ ‘หุ้น’ มากกว่าค่าจ้างเงินสด เพราะเขามองว่าบริษัทมีอนาคตสดใสและพร้อมรับความเสี่ยง และเสริมว่าเขาหวังว่าบริษัทจะ “ปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับหุ้น”

คำตอบนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทและความพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน เป็นวิธีเลี่ยงการเจาะตัวเลขโดยตรง และใช้การเจรจาแบบ “แพ็กเกจรวม” แทน

บทความจาก Harvard Business School Online เสนอ 7 ขั้นตอนเพื่อเตรียมตัวต่อรองเงินเดือนที่สอดคล้องกับคำแนะนำของเกตส์ ได้แก่

1. รู้คุณค่าของตัวเอง – ทำการวิจัยอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งและระดับประสบการณ์ของคุณ และพิจารณาสิ่งที่คุณเคยสร้างสรรค์และจะนำมาสู่บริษัท สิ่งนี้ช่วยให้การต่อรองมีน้ำหนัก

2. ตั้งขอบเขตขั้นต่ำและเป้าหมายสูง – สร้างกรอบค่าตอบแทนที่พึงพอใจและตั้งเป้าหมายสูงกว่าขอบเขตเล็กน้อย พร้อมประเมินว่าพร้อมประนีประนอมด้านใดบ้าง

3. ซ้อมและเตรียมคำตอบ – ฝึกตอบโต้กับเพื่อนหรือโค้ช เพื่อให้ตอบคำถามอย่างคล่องแคล่วและไม่ตื่นตระหนกเมื่อถูกถาม

4. ใช้เวลาในการคิด – หลังได้รับข้อเสนอ ควรขอเวลาพิจารณาแทนการตอบตกลงทันที เพราะการเว้นจังหวะอาจช่วยให้ได้ข้อเสนอที่ดีกว่า

5. อย่าต่อรองกับตัวเอง – อย่าเริ่มต้นด้วยตัวเลขต่ำเพื่อเอาใจผู้สัมภาษณ์ แต่ควรแสดงว่ายืดหยุ่นพร้อมเจรจาและยังคงยึดเป้าหมายของตัวเอง

6. เตรียมตอบคำถามยาก – ฝึกตอบคำถามว่า “มีข้อเสนออื่นหรือไม่” “เพราะเหตุใดเราควรเพิ่มเงินให้คุณ” เพื่อแสดงความมั่นใจและเตรียมข้อมูลสนับสนุน

7. มองภาพรวมของแพ็กเกจ – เงินเดือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน ควรพิจารณาสวัสดิการอื่น ๆ เช่น ตารางเวลายืดหยุ่น โบนัส การพัฒนาอาชีพ และหุ้นซึ่งสอดคล้องกับคำตอบของเกตส์ที่ให้ความสำคัญกับตัวเลือกหุ้นมากกว่าค่าจ้างเงินสด

แม้จะเป็นเพียง ‘การสวมบทบาทสมมุติ’ แต่คำตอบของเกตส์ก็ช่วยทำให้เห็นภาพว่าความสำเร็จในการสัมภาษณ์ไม่ใช่เพียงการมีทักษะด้านเทคนิคอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ การเตรียมตัว ความซื่อสัตย์ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม และ ทักษะการต่อรองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ในยุคที่การแข่งขันสูงแบบนี้ ผู้สมัครควรพร้อมที่จะตอบคำถามอย่างสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นว่าเห็นคุณค่าของตัวเอง พร้อมยอมรับข้อบกพร่องและมีแผนพัฒนาตัวเอง และรู้จักต่อรองอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีทั้งต่อตนเองและองค์กร

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save