ลงทุน Bitcoin ขาขึ้น อย่าให้ความโลภบดบังสติเจาะลึกปรากฏการณ์ Bitcoin ในวันที่คริปโตฯ กำลังจะเปลี่ยนการเงินโลก โดย อาจารย์เอ็ม ติดเล่าเรื่องลงทุน

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่กำลังร้อนแรงในปัจจุบัน หลายคนอาจสงสัยว่า Bitcoin จะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้แค่ไหน จะเปลี่ยนโลกยังไงและเข้าตอนนี้ทันไหม ?
ทาง aomMONEY ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ อาจารย์เอ็ม ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน PhD in Financial Mathematics ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ที่ปรึกษา ของ FWX – Decentralized Derivatives Platform และ Forward Labs – Blockchain technology labs และ อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และก็เรียบเรียงมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของ Bitcoin และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก มาฝากเพื่อนๆกัน
การคาดการณ์จุดสูงสุดของ Bitcoin ในรอบนี้
อาจารย์เอ็มอธิบายว่า ตามวัฏจักรของ Bitcoin ที่จะมีการ Halving ทุก 4 ปี ราคามักจะพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุด (All-Time High) ในช่วง 1 - 1 ปีครึ่ง หลังจากการ Halving แต่ในรอบนี้ หลังผ่านไปเพียง 6 เดือน ราคา Bitcoin ก็ทำราคาสูงสุดใหม่และใกล้แตะระดับ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าราคาอาจพุ่งไปถึง 120,000-150,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะหากสามารถดึงดูดนักลงทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Investor) ให้เข้ามาในตลาดได้
"ผมคิดว่า ยังไปได้อีกเยอะ เพราะว่ามันควรพีคกลางปีหน้าถึงปลายปีหน้า" อาจารย์เอ็มกล่าว พร้อมอธิบายว่าในรอบนี้มีคนรู้จัก Bitcoin มากขึ้นเมื่อเทียบกับรอบที่แล้ว และเมื่อทุกคนมองไทม์ไลน์เดียวกันว่าน่าจะใกล้ถึงจุดที่ราคาจะพุ่งสูงสุดในช่วงกลางปีถึงปลายปีหน้า คนที่สนใจบิตคอยน์อยู่แล้วจึงทยอยกันเข้ามาก่อน ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้น และเมื่อราคาวิ่งไปถึงจุดหนึ่ง คนที่ไม่เคยสนใจมาก่อนก็จะเริ่มให้ความสนใจ นำมาซึ่งเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาในระบบและผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อไป
ปัจจัยขับเคลื่อนราคา Bitcoin ในรอบนี้
การปรับตัวขึ้นของ Bitcoin ในครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนไหวของผู้เล่นสำคัญสามกลุ่มหลัก โดย Halving เป็นเพียงจุดนัดหมายในเชิงจิตวิทยา เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงการลดรางวัลของนักขุดในทางเทคนิคซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับราคาโดยตรง แต่กลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการวางแผนของผู้เล่นในตลาด
1. กลุ่มแรกคือผู้ออกโครงการและแพลตฟอร์ม เห็นได้จากการที่บริษัท Exchange ทั้งในไทยและต่างประเทศเริ่มทำการตลาดอย่างเข้มข้นในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา หรือประมาณช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการวางแผนล่วงหน้าก่อน Halving 1 ปี การทำการตลาดอย่างพร้อมเพรียงนี้ทำให้ตลาดคึกคัก มี KOL และผู้ประกอบการผลิตคอนเทนต์ออกมามากขึ้น
2. กลุ่มที่สองคือนักลงทุนรายใหญ่ (Whale) ที่เริ่มสะสม Bitcoin ก่อน Halving 1 ปี โดยอาจารย์เอ็มเคยแสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่าจุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อคือช่วงมกราคมปีที่ผ่านมา และมีข้อมูลจาก Blockchain ที่แสดงให้เห็นว่านักลงทุนที่ถือ Bitcoin เกิน 1,000 BTC (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) ได้เพิ่มการถือครองบิตคอยน์จากเดิมที่มีมูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการถือครองแบบก้าวกระโดด สะท้อนว่าพวกเขามองด้วยหลักการเดียวกันคือ Halving จึงทยอยสะสมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
3. กลุ่มที่สามคือผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการคริปโต อย่างเช่น สถาบันการเงินอย่าง BlackRock ที่จับเอาจังหวะการเข้าตลาดในช่วงนี้ว่าเป็นโอกาสที่ดี โดยเขาเริ่มสะสมเข้า ETF ตั้งแต่เดือนมกราคมและขายออกน้อยมาก และตัวกองทุน BlackRock Bitcoin ETF หรือ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานก็สามารถมีมูลค่าทะลุ 526.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวลาอันรวดเร็ว และที่น่าจับตามองคือความพยายามของ BlackRock ในการสนับสนุนให้ Microsoft ถือ Bitcoin ด้วย (เนื่องจาก BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Microsoft) ดร.เอ็มบอกว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดคริปโตในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลกที่ยากเกินจะขวางกั้น
อาจารย์เอ็มมองว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเงิน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีสัญญาณชัดเจนจากการสนับสนุนของทรัมป์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จากเดิมที่ กลต. มองว่า Bitcoin และคริปโตฯ เป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินแบบดั้งเดิมและอาจทำให้รัฐสูญเสียอำนาจในการควบคุมดูแลทางการเงิน จนพยายามผลักดันและปราบปรามอย่างหนัก
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง สหรัฐฯ ก็ถูกผลักดันจาก Wall Street ที่แม้แต่ตัวเองในช่วงแรกก็ไม่เห็นด้วยกับคริปโตฯ แต่สุดท้ายพบว่าการขัดขวางเป็นไปไม่ได้ เพราะคริปโตฯ ได้แพร่ขยายเป็นวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ ทำให้สถาบันการเงินต้องปรับตัวจากการต่อต้านมาเป็นการพยายามเข้าควบคุมและเป็นเจ้าของเสียเอง
ในประเทศไทยเองก็เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน โดยธนาคารขนาดใหญ่อย่าง SCB และ KBank ต่างก็มีการพยายามพัฒนา Exchange ของตัวเอง ขณะที่ BlackRock ก็มีการทำ Tokenize เพื่อนำสินทรัพย์จริง (Real World Asset:RWA) มาอยู่บนบล็อกเชน นอกจากนี้ยังมีบริษัทหลักทรัพย์อย่างฟินันเซียที่เข้ามาในตลาดคริปโตฯ และจากเทรนด์แล้ว อาจารย์เอ็มบอกว่าคนรุ่นใหม่เทรดหุ้นน้อยลงมากและเมื่อคนรุ่นใหม่หันมาเทรดคริปโตฯ มากขึ้น โบรกเกอร์ที่ไม่ปรับตัวก็อาจจะอยู่ไม่ได้
"ผมว่าต่อไปเราอาจจะไม่ได้เข้าไปเทรดแค่คริปโตฯ หรือบิตคอยน์ เราอาจจะได้เทรดหุ้นต่างๆ บนระบบคริปโตฯ" อาจารย์เอ็มกล่าว
นี่คือ "the next big thing" ที่ไม่อาจปฏิเสธหรือห้ามได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น Wall Street Bank, BlackRock หรือแม้แต่ธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ก็หันมาพัฒนาบล็อกเชนของตัวเอง คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครจะยอมรับคริปโตฯ หรือไม่ แต่เป็นว่าใครจะปรับตัวได้ทันและขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคใหม่นี้ได้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกคน โดยเฉพาะคนทำงานด้านการเงินที่ต่อไปจะไม่ได้อยู่บนฐานแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องบล็อกเชนและคริปโตฯ ด้วย
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่
"ลงทุนด้วยเงินน้อยๆ ที่พอจะเสียได้แล้วอยู่กับมันให้ได้ถึง 4 ปี ให้ครบวัฏจักรของมันแล้วค่อยใส่เงินเพิ่ม" อาจารย์เอ็มเริ่มต้นอธิบายว่าการอยู่กับตลาดให้ครบวงจรจะช่วยให้เราได้เรียนรู้พฤติกรรมของมันในทุกรูปแบบ ทั้งตอนที่ขึ้นแรงๆ การ Sideways ต่างๆ เพราะช่วงเข้าแรกๆ มักจะขาดทุนเสมอ
"ซึ่ง…คำแนะนำนี้มันใช้จริงไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงขึ้นรุนแรงละ ซึ่งมันไม่ใช่จุดที่ดีที่สุดหรอกครับ แต่ยังเข้าได้" อาจารย์เอ็มเสริมว่าสิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างคือ คนที่เข้ามาในช่วงนี้อาจจะคิดว่าแป๊บเดียวราคาก็ขึ้นไป 8-9 หมื่นแล้ว และด้วยความที่ยังไม่รู้อะไร เราอาจจะอยากเอาเงินออมเข้ามาใส่เพิ่มด้วยความโลภ (และสุดท้ายก็อาจจะติดดอย) ทำให้คำแนะนำนี้คนทำตามไม่ค่อยได้
อาจารย์เอ็มจึงให้อีกคำแนะนำว่า "เราโลภได้ แต่อย่าเอาเงินต้นที่เราต้องใช้จริงๆ มาใส่และพยายาม Take Profit เพราะตลาดไม่ได้ขึ้นตลอดเวลา ตลาด Bitcoin ในรอบที่แล้วเคยลงไปถึง 83% และระลอกก่อนหน้านั้นลงไป 87% ภายในปีเดียว และที่น่ากลัวกว่านั้นคือพวกเหรียญเล็กๆ เคยลงกันไปถึง 95-99% ตอนขึ้นก็ขึ้นโอเค แต่ตอนลงเหมือนลงลิฟต์"
สุดท้าย อาจารย์เอ็มฝากถึงคนที่จะเข้ามาในรอบนี้ว่า อย่าคิดว่ามันจะขึ้นตลอด ให้หาจุดกึ่งกลางให้เจอ และ Take Profit เอากำไรกลับมา ส่วนที่เหลือถ้ากลัวจะตกรถก็เอาวางทิ้งไว้
"สมมติว่าลงทุนไป ได้กำไรขึ้นเป็นสองเท่าแล้ว เราก็เอาทุนกลับมาและเอากำไรวางต่อ อันนี้จะเป็นเรื่องที่โอเคที่สุด อย่าไปคิดว่ามันจะขึ้นตลอดเพราะมันจะไม่ขึ้นตลอด"
เรียบเรียงโดย: กนกจันทร์ เรืองวัฒนานนท์ (Content Creator, aomMONEY)
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

