หุ้นถูกหรือแพง แบบพอคำนวณเองได้ : จากหนังสือ ‘เปลี่ยนสันดานเป็นอิสรภาพทางการเงิน’

คำถามเรื่อง ‘หุ้นถูก’ หรือ ‘หุ้นแพง’ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะอธิบาย นักลงทุนแต่ละคนก็มีเทคนิค หลักการ ต่างกันออกไป
ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ยิ่งดูไกลตัวเข้าไปใหญ่
แต่คุณกวี ชูกิจเกษม ได้แชร์เทคนิคหนึ่งเอาไว้ในหนังสือ “เปลี่ยนสันดานเป็นอิสรภาพทางการเงิน” ให้คนทั่วไปลองเอาไว้ใช้กันได้ นั่นก็คือใช้สิ่งที่เรียกว่า ROE (Return on Equity หรือ อัตราส่วนของผู้ถือหุ้น) นั่นเอง
ส่วนประกอบ
ตัวเลขที่เราต้องมีคือ
อัตรากำไรต่อผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) = กำไรสุทธิ / ส่วนผู้ถือหุ้น
มูลค่าทางบัญชี (Book Value) = ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นสามัญที่บริษัทออกและจำหน่ายแล้ว
มูลค่าตลาด (Market Capitalization) = จำนวนหุ้น x ราคาปัจจุบัน
ROE คืออัตราส่วนที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนเท่าไรจากการลงทุน มาจากเอากำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น เช่น บริษัทมีกำไร 100 ล้านบาท มีส่วนผู้ถือหุ้น 500 ล้านบาท จะได้ ROE = 100/ 500 = 20%
แต่คำถามคือ เราได้รับผลตอบแทน 20% จากการซื้อหุ้นจริงเหรอ?
“คำตอบคือไม่จริง” พี่กวีอธิบาย
เหตุผลเพราะในตลาดหุ้นเราอาจจะซื้อหุ้นถูกหรือแพงได้
เช่น จากตัวอย่างเดิม หากจำนวนหุ้นของบริษัทมีทั้งหมด 10 ล้านหุ้น
ต้นทุนหรือมูลค่าของบริษัทนี้คือ ส่วนผู้ถือหุ้น 500 ล้านบาท / 10 ล้านหุ้น = 50 บาทต่อหุ้น
หากเราซื้อหุ้นในตลาดที่ราคา 75 บาท
ดังนั้นเราจะซื้อหุ้นที่ต้นทุน 10 ล้านหุ้น x 75 บาท ตัวเลขต้นทุนที่ได้คือ 750 ล้านบาท (ตัวเลขนี้ถูกเรียกว่า มูลค่าตลาด หรือ Market Capitalization) ไม่ใช่ 500 ล้านบาท
กลายเป็นว่า ROE ที่แท้จริงที่เราได้รับ คือ กำไรสุทธิ / ต้นทุนที่เราซื้อจริงๆ [ 100 ล้าน / 750 ล้าน ] = 13.33% เท่านั้น
หากคิดกลับว่าเราต้องการผลตอบแทน 20% กำไรของบริษัทควรจะเป็นเท่าไร?
ก็เอา 20% x 750 ล้านบาท (ต้นทุนที่เราซื้อจริง) ก็จะได้ตัวเลขกำไรที่ 150 ล้านบาท
โดยสรุปคือ เมื่อเราซื้อหุ้นที่ราคา 75 บาท และคาดหวังว่าจะได้รับ ROE ที่ 20% บริษัทนี้จะต้องสร้างกำไรให้ถึง 150 ล้านบาทให้ได้ในอนาคต
ตรงนี้เป็นหน้าที่เราแล้วที่ต้องวิเคราะห์ว่าบริษัทนี้มีโอกาสที่จะทำกำไรได้ถึง 150 ล้านบาทได้รึเปล่า
จากตอนนี้ทำกำไรอยู่ที่ 100 ล้านบาท หากดูแล้วน่าจะทำได้แบบไม่ยากนัก ก็ควรค่าแก่การซื้อ หากเราต้องการ ROE ที่ 20%
แต่ถ้าดูแล้วไม่น่าจะทำได้ หรือทำไม่ได้แน่ๆ ก็ผ่านดีกว่า
ตัวอย่าง CPALL
สิ้นปี 2024, CPALL มีกำไร 25,345 ล้านบาท และ ส่วนผู้ถือหุ้น 126,860 ล้านบาท
ROE = 19.97%
มูลค่าทางบัญชี (Book Value) = 126,860 / 8,983 (ล้านหุ้น) = 14.1 บาทต่อหุ้น
สมมติราคาปัจจุบันของ CPALL อยู่ที่ 45 บาท
ดังนั้นต้นทุนที่แท้จริง (มูลค่าตลาด) ที่เราซื้อคือ 45 x 8,983 ล้านหุ้น = 404,235 ล้านบาท
หรือจะได้ ROE เพียง 25,345 / 404,235 = 6.26% เท่านั้น
ถ้าต้องการ ROE 20% เท่ากับว่า CPALL ต้องทำกำไร 404,235 x 20% = 80,847 ล้านบาท หรือประมาณ 3 เท่าของกำไรปัจจุบัน
“คำถามคือ ในความเป็นจริง CPALL จะทำกำไรเพิ่มขนาดนั้นได้หรือ ซึ่งตรงนี้แหละที่เราต้องอาศัยการวิเคราะห์ต่อไปว่าจะเป็นไปได้ไหม หากเราวิเคราะห์แล้วว่าเป็นไปได้ ราคานี้ก็ซื้อได้ แต่หากคิดว่าทำไม่ได้แน่ๆ ราคานี้ก็ถือว่าแพง” พี่กวีอธิบาย
ประเด็นสำคัญคือ ‘แพง’ ไม่ได้หมายความเป็นหุ้นพื้นฐานไม่ดี ต้องแยกให้ออกระหว่างหุ้นแพง ไม่แพง กับหุ้นพื้นฐานดี ไม่ดี เพราะแม้จะเป็นหุ้นถูก แต่พื้นฐานไม่ดี สำหรับนักลงทุนระยะยาวก็ไม่ใช่คำตอบ
“แต่หากเป็นหุ้นพื้นฐานดี เราแค่รอเวลาซื้อหุ้นเมื่อราคาถูกเท่านั้นเอง”
วิธีนี้จะ :
- ลดโอกาสการติดกับดักซื้อหุ้นแพง
- เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
- ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ
- ไม่เหมาะกับการลงทุนแบบเก็งกำไรและการไล่ราคา
นี่เป็นวิธีง่ายที่เราลองเอาไปใช้กันดูได้ครับ และสำหรับคนที่สนใจลองอ่านกันต่อได้ในหนังสือ “เปลี่ยนสันดานเป็นอิสรภาพทางการเงิน” ครับ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

