เลือกหุ้นที่ “ดีพอ” ไม่ใช่แค่ “ถูกพอ” พูดคุยกับ เบส-‘ลงทุนศาสตร์’ ถึงโอกาสและคำแนะนำเมื่อ SET นักลงทุนควรรับมือยังไงดี

เลือกหุ้นที่ “ดีพอ” ไม่ใช่แค่ “ถูกพอ” พูดคุยกับ เบส-‘ลงทุนศาสตร์’ ถึงโอกาสและคำแนะนำเมื่อ SET นักลงทุนควรรับมือยังไงดี

ช่วงนี้นักลงทุนหลายคนอาจเปิดพอร์ตแล้วต้องถอนหายใจ เพราะตลาดหุ้นไทย (SET) ดูเหมือนจะไม่เป็นใจสักเท่าไหร่ หุ้นร่วงลงอย่างต่อเนื่อง หลายคนเริ่มสงสัยว่า "เกิดอะไรขึ้น?" หรือ "จะรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไงดี?" วันนี้เราจะมาถามความเห็น พร้อมคำแนะนำจากคุณเบส – กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของเพจลงทุนศาสตร์ นักเขียน อินฟูลเอนเซอร์และนักธุรกิจ ที่อยู่ในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี ว่าเขามองสถานการณ์นี้อย่างไร และนักลงทุนควรเตรียมตัวให้พร้อมในช่วงขาลงแบบนี้ยังไงดี?

มาเริ่มกันเลย!

Q: ทำไม SET ถึงดิ่งลงเหวขนาดนี้?

คุณเบสให้มุมมองว่า "หุ้นของไทยขึ้นอยู่กับการเมืองค่อนข้างมาก ช่วงที่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ ตลาดหุ้นก็จะออกข้างหรือยังไม่เลือกทิศทาง จนกระทั่งมีการตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ตลาดก็จะดูกระเตื้องมากขึ้น มีแนวโน้มเป็นบวก เพราะเราได้เห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ"

หรือที่เรียกกันว่า ‘มีหวัง’ แต่ทำไมตอนนี้มันตก? คุณเบสให้ความเห็นว่า

"หลังจากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันขึ้นมา ตลาดหุ้นตอบสนองค่อนข้างดี แต่พอผ่านมา ตลาดหุ้นมีอาการค่อนข้างผิดหวังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะทำตามที่พูด แต่ผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นไม่ได้มาก การจับจ่ายใช้สอยไม่ได้มาก รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็ไม่ค่อยดี ไม่มีแนวโน้มที่ทำให้รู้สึกว่าการลงทุนน่าสนใจ ตลาดหุ้นก็เลยตกต่ำไปตามความคาดหวัง"

คุณเบสให้ความเห็นทิ้งท้ายคำถามนี้ไว้ว่า ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นคือภาพแทนมุมมองของเศรษฐกิจในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าของประเทศไทย และไม่ว่าจะถามคนในหรือคนนอกตลาดหุ้น สิ่งที่ได้เหมือนกันคือรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นและไม่ค่อยแน่ใจว่าอนาคตเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือเปล่า

Q: สถานการณ์หรือนโยบายจากต่างประเทศมีส่วนไหม?

คุณเบสบอกว่า จริงๆ แล้วตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่เล็กมากถ้าเทียบกับตลาดหุ้นโลก แค่เงินเขาไหลมานิดเดียวหุ้นไทยก็ขึ้น 10-20% ในเวลาแป๊บเดียว ตรงกันข้ามถ้าเงินไหลออก ตลาดหุ้นก็ไหลออกได้อย่างมาก และเงินในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ก็เป็นเงินจากต่างประเทศ

"ปัจจุบันทรัมป์ขึ้นมาเป็นสมัยที่สองแล้ว และทรัมป์เองก็มีความผันผวนด้านนโยบายค่อนข้างมาก ปกติพรรคไหนขึ้นเราจะพอเดาออกว่าเขาจะดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบไหน แต่ปัจจุบันนี้ทรัมป์ไม่ได้มีทิศทางดำเนินทางเศรษฐกิจชัดเจนมากนัก"

อีกทั้งในวันนี้ การเติบโตทาง GDP หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยไม่ได้เอื้อหรือมีความน่าสนใจถ้าเทียบกับประเทศอื่นที่มีอัตราการเติบโต 6-7% นักลงทุนมีตัวเลือกทั้งเวียดนาม จีน ฟิลิปปินส์ที่เปอร์เซ็น GDP เติบโตดี มันเลยมีโอกาสที่เงินอาจจะไม่ได้ไหลกลับมาตลาดหุ้นไทยก็ได้

Q: หุ้นที่มันโดน Corner (หุ้นที่ราคาพุ่งขึ้นสูงในระยะเวลาอันสั้น และสูงกว่ามูลค่าที่ควร) มีผลต่อตลาดหุ้นไหม?

คุณเบสใช้ประสบการณ์ที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานอธิบายว่าสำหรับเขาแล้ว หุ้น Corner ไม่ได้มีผลขนาดนั้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในตลาดหุ้น “ผมอยู่ในตลาดหุ้นมาเป็นสิบปีก็เห็นมีทุกปีและบางเหตุการณ์แรงกว่านี้มากๆ”

"เวลาเราลงทุนหุ้นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับวันนี้พรุ่งนี้ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นอนาคตหรือเปล่า เงินส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีเงินจากหลายกลุ่ม ทั้งทุนสถาบันและบริษัทหรือกองทุนประกันสังคม ที่เขามองภาพเชิงตรรกะมากกว่าสถานการณ์แบบนี้ที่นักลงทุนรายย่อยจะมองในระยะสั้นๆ แต่ถ้าถามว่าส่งผลต่อความเชื่อไหมก็มีแหละ"

ดังนั้นการที่หุ้นมีความผิดปกติมันก็อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากๆ บ้าง แต่ความเชื่อมั่นจะมีหรือไม่มีตลาดหุ้นก็ต้องดำเนินต่อไป คุณเบสเล่าต่อว่า ตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาก็มีหุ้นที่ปั่น แต่หุ้นแบบนี้ก็มีกลุ่มเป้าหมายของมันอยู่

Q: กลยุทธ์การรับมือของนักลงทุนไทยในตลาดหุ้นปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยตอนนี้เหมาะกับการลงทุนไหม?

คุณเบสบอกว่าสำหรับเขาแล้ว ตลาดหุ้นไทย ณ ตอนนี้ถือว่ามีความน่าสนใจในแง่ของมูลค่า หากพิจารณาจาก P/E Ratio, เงินปันผล และโมเดลธุรกิจ เราอาจพบหุ้นที่ราคายังไม่แพงและมีพื้นฐานที่ดี อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าหุ้นเหล่านี้ “ดีมาก” เพราะสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เอื้ออำนวย

ราคาหุ้นที่ลดลงตอนนี้ แม้จะดูคล้ายช่วงโควิด-19 แต่สภาวะแวดล้อมต่างกัน ช่วงโควิด หุ้นลงเร็วและดีดกลับเร็ว แต่ในปัจจุบัน ภาวะตลาดสะท้อนถึงความไม่มั่นใจและความสิ้นหวังของนักลงทุน ทำให้การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานกว่า

หลักการง่ายๆ คือ หุ้นที่ตกเร็ว มักฟื้นตัวเร็ว แต่หุ้นที่ค่อยๆ ปรับตัวลง อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมา ดังนั้น การลงทุนในตอนนี้ควรเน้นเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีโมเดลธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว

Q: ตลาดหุ้นไทยตอนนี้เหมาะกับการลงทุนไหม?

คุณเบสแสดงความคิดเห็นไว้สองมุมคือ การลงทุนระยะสั้นและการลงทุนระยะยาว

👉🏻 การลงทุนระยะสั้น จากตัวเลขทางเศรษฐกิจและบรรยากาศของตลาด หุ้นไทยในขณะนี้ไม่ค่อยเอื้อต่อการลงทุนระยะสั้นมากนัก แม้ว่าหุ้นบางตัวจะมีแนวโน้มเติบโตดี แต่สภาพตลาดโดยรวมยังคงซบเซา ทำให้หุ้นที่เคยเทรดที่ P/E 40-50 อาจถูกจำกัดให้เทรดเพียง P/E 10-20

หากยังต้องการลงทุนระยะสั้น อาจพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินอื่น เช่น อนุพันธ์ (Derivatives) เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสทำกำไรจากตลาดขาลง

👉🏻 การลงทุนระยะยาว หากเป็นนักลงทุนที่เน้นการถือหุ้นระยะยาว ตอนนี้อาจต้องมองไปยัง ตลาดต่างประเทศ ที่ยังมีโอกาสเติบโต หรือเลือกกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางเลือก

ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณบวกที่ชัดเจนสำหรับตลาดหุ้นไทย อาจต้องจับตาดูปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ก็ยังไม่แน่นอนพอจะสร้างความมั่นใจ

กลยุทธ์ที่เหมาะสมตอนนี้ คือการเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่งจริงๆ เพราะการเลือกเพียงเพราะราคาถูกอาจไม่ปลอดภัย บริษัทที่ราคาถูกมากอาจเผชิญปัญหาทางธุรกิจและไม่สามารถผ่านวิกฤติไปได้

หากพบหุ้นที่มีพื้นฐานดีและราคาลดลงจากมาตรฐาน เช่น หุ้นที่เคยเทรด P/E 20+ แต่ตอนนี้ลดลงมาอยู่ที่ P/E 10 ปลายๆ อาจเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยสะสม แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการถือครองหุ้นในช่วงที่ตลาดยังซบเซาด้วย เพราะสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะลงไปต่ำสุดแค่ไหน สิ่งสำคัญคือ เลือกหุ้นที่ “ดีพอ” ไม่ใช่แค่ “ถูกพอ” และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดปัจจุบัน

Q: มีอุตสาหกรรมไหนที่ยังมีโอกาสเติบโต?

คุณเบสบอกว่าคำตอบของเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม "ผมให้ความสนใจกับกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กถึงกลางที่มีศักยภาพขยายธุรกิจ หุ้นบางตัวไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นค้าปลีก แต่ปรับตัวเข้าสู่ตลาดนี้เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต ธุรกิจที่สามารถกินส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นเดิมได้ก็มีโอกาสเติบโต แม้ว่าอุตสาหกรรมโดยรวมอาจไม่ได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด"

"อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีตลาดในต่างประเทศ เพราะแม้เศรษฐกิจไทยจะซบเซา แต่ยังมีโอกาสจากตลาดต่างประเทศ นักลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยตรง อาจพิจารณาหุ้นไทยที่มีธุรกิจระดับสากลเพื่อกระจายความเสี่ยง"

Q: ถ้าติดดอยอยู่ ควรทำยังไง?

"อันดับแรกคือกลับมาทบทวนเหตุผลที่ซื้อหุ้นตัวนั้น ถ้ายังเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานและวิสัยทัศน์เดิม ก็สามารถถือต่อไปได้ แต่ถ้าภาพเปลี่ยนไปจากที่คาดไว้ ก็ควรพิจารณาขายและปรับกลยุทธ์ใหม่"

"ที่สำคัญคือ ถ้าขายหุ้นที่ถืออยู่ไปแล้ว เรามีตัวเลือกที่ดีกว่าหรือไม่? บางครั้งเราอาจไม่พบหุ้นที่มีศักยภาพมากกว่าหุ้นที่เราถืออยู่ก็ได้ ดังนั้น การตัดสินใจต้องมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ใช่อารมณ์"

Q: ถ้ามีเงินสดตอนนี้ ควรลงทุนยังไง?

"ก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราเชื่อมั่นในตลาดไทยจริงหรือไม่ เพราะแนวโน้มของตลาดอาจยังคงเป็นขาลงหรือ Sideway ไปอีกระยะ ถ้าต้องการลงทุนในตลาดไทยจริงๆ ผมมองว่าหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีศักยภาพเติบโตยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ส่วนหุ้นขนาดใหญ่ หากต้องการผลตอบแทนที่สูง อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีในช่วงนี้ ยกเว้นเป็นหุ้นปันผลที่มั่นคง"

Q: วิธีรับมือกับอารมณ์ในตลาดหุ้นที่ซบเซา

คุณเบสบอกว่าถ้าอารมณ์ของเราดิ่งมาก ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ นักลงทุนอาจต้องกลับมาตั้งคำถามตั้งต้นเลยว่า “เราให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นมากเกินไปกับชีวิตหรือเปล่า ถ้าภาพหุ้นลงทีแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับเราอาจจะทำผิดโจทย์แล้ว”

โดยพื้นฐานทุกคนคงเซ็งหรือเศร้าบ้างเมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องบอกตัวเองว่าเรากำลังมองภาพระยะยาว และกลับมาที่ภาพพื้นฐานว่าเราลงทุนเพื่ออะไร เป้าหมายของการลงทุนที่ลงตอนแรกนั้นเป็นไปเพื่ออะไร และเราสนใจราคาแต่ละวันมากไปหรือเปล่า

“ถ้าเราเป็นนักเทรดรายวันเราก็อาจจะต้องคิดเรื่อง cut loss ตามเทรนด์ แต่ถ้าเป็นแนวลงทุนพื้นฐานธุรกิจเราก็ต้องคิดว่าเราลงทุนมองภาพยาว 5-10 ปีไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยสุดก็ 1-3 ปีไม่ใช่เหรอ ถ้าการดูราคาทุกวันมันทำให้เครียด ผมว่าก็อาจจะลดการดูก็ได้ หรือรอดูงบไตรมาสออกก็ได้ เพราะนักลงทุนต้องจัดการอารมณ์ให้ได้ไม่งั้นมันอาจส่งผลเสียต่อเราในระยะยาว”

Q: คำแนะนำสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่

การเป็นนักลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การมองหาโอกาสทำกำไรในระยะสั้น แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของตลาด มีแผนรับมือในวันที่ขาดทุน และให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว นักลงทุนที่อยู่รอดและเติบโตได้ คือคนที่สามารถปรับตัว เรียนรู้ และสร้างระบบการลงทุนที่มั่นคงให้ตัวเองเสมอ

"ก่อนเข้ามาในตลาดหุ้น อย่าคิดถึงแค่โอกาสทำกำไร แต่ให้เตรียมพร้อมสำหรับวันที่ขาดทุนด้วย นักลงทุนส่วนใหญ่มักมองเห็นแต่ภาพของหุ้นที่เติบโตขึ้น แต่ไม่คิดว่าถ้าหุ้นที่ถืออยู่ร่วงลงจะรับมือยังไง"

"ผมอยู่ในตลาดหุ้นมาเป็นสิบปี ทุกครั้งที่ตลาดร่วงแรงๆ จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งออกไป และจะมีนักลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามาแทนเสมอ สิ่งสำคัญคือเราต้องเป็นนักลงทุนที่อยู่รอดในระยะยาว ไม่ใช่แค่ช่วงที่ตลาดดีเท่านั้น ดังนั้น ควรลงทุนด้วยความเข้าใจและมีแผนรับมือกับทุกสถานการณ์เสมอ"

คุณเบสบอกต่อว่า “นักลงทุนที่ลงทุนได้ปีสองปีเนี้ยมันไม่ค่อยน่าตื่นเต้นหรอกเพราะว่าการลงทุนระยะสั้นมันขึ้นอยู่กับโชคเยอะ ต่อให้คุณลงทุนเก่งแค่ไหนแต่ถ้าคุณไม่ลงทุนระยะยาว มันก็จะเหมือนกับว่าคุณถูกหวยแค่ครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งแบบนั้นมันจะไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ”

นอกจากจะเป็นนักลงทุนแล้วคุณเบสเขายังเป็นนักเขียนด้วยนะ

สำหรับคนที่ชอบแนวคิดของคุณเบส ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ คุณเบสเอาสำนักพิมพ์ 13357 (สำนักพิมพ์ของคุณเบสเอง) ไปออกบูธที่งาน อยู่ตรงบูธ E30 คุณเบสบอกว่าที่งานก็จะมีหนังสือทุกเล่มที่คุณเบสเคยเขียนไปขายในบูธ และปีนี้ก็จะมีหนังสือเล่มใหม่ 3 เล่ม มาวางขายด้วย

เล่มแรกคือ รจเลขกัมมันต์ เป็นนิยายสืบสวนสอบที่เป็นชุดเดียวกับกาสักอังก์ฆาต และโอปปาติกะอำพราง อันนี้ก็เป็นแนวตื่นเต้นระทึกใจและสืบสวนสอบสวนแบบนักสืบ ใครที่ชอบงานสืบสวนก็เชื่อว่าเล่มนี้น่าจะตอบโจทย์

เล่มสองคือ แม่ของฉันคือคนแปลกหน้า ความเรียงบันทึกประสบการณ์ระหว่าง “แม่” และ “ลูก” 3 คู่ ท่ามกลางมรสุมอันมีชื่อว่า โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท และโรคเส้นเลือดในสมอง จากคนรู้จักที่สนิทกันมายาวนานที่สุดในชีวิตแต่ก็มีอะไรที่ทำให้ต้องมาทำความรู้จักกันใหม่ คล้ายๆกับปีสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูกชาย

เล่มสามคือ ร้านขายเรื่องสั้นแบบผู้ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตอยู่ อันนี้รวมเรื่องสั้นแนว Feel Good ให้ความกำลังใจสำคัญที่อยากอ่านเรื่องสั้นง่ายๆ อบอุ่นหัวใจ อ่านวันละเรื่องสองเรื่องเล่มนี้ก็จะให้บรรยากาศสบายๆ อ่านในร้านกาแฟร้านขนมเล่มนี้ก็จะทำให้หัวใจคุณฟองฟูขึ้นมาครับ

และหนังสือการเงิน GROWTHLECTURE ขุดหุ้นเติบโตได้ในเล่มเดียว ที่คุณเบสบอกกับเราว่าเขาตั้งใจเขียนละเอียดมากๆ เกี่ยวกับการหาหุ้นเติบโตและคนที่สนใจหาหุ้นกำไรโตสูงๆ เล่มนี้อธิบายเทคนิคการเลือกอย่างละเอียดและมีกรณีศึกษาเป็นร้อยกรณีในเล่มเดียว

“เล่มนี้มันดีมากๆ สำหรับคนสนใจหุ้นเติบโต แต่อาจจะอ่านยากนิดนึงเพราะว่าเราเน้นการเข้าใจเชิงลึกที่อาจจะต้องใช้ความเข้าใจและการตีความในการทำธุรกิจ เล่มนี้ก็เป็นเล่มหนึ่งที่ผมคิดว่าแม้จะอ่านยากแต่ก็ดีมากๆ เพราะผมก็ใช้เทคนิคพวกนี้แหละในการหาหุ้นและลงทุนของตัวเองจริงๆ”

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save