พฤติกรรม “เออ-ออ” กับดักรายจ่ายทำคนเสียเงิน “ชีเสิร์ฟเราจ่าย” ผลวิจัย CMMU พบคนไทย 60% ตามกระแสกินแหลก พร้อมเออ-ออตามเพื่อนถ้าคิดไม่ออก

พฤติกรรม “เออ-ออ” กับดักรายจ่ายทำคนเสียเงิน “ชีเสิร์ฟเราจ่าย” ผลวิจัย CMMU พบคนไทย 60% ตามกระแสกินแหลก พร้อมเออ-ออตามเพื่อนถ้าคิดไม่ออก

ปีที่แล้ว วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU จัดทำงานวิจัย "Unstoppable Luxumer เจาะอินไซต์ หยุดไม่ได้ใจมันลักซ์" เพื่อศึกษาทัศนคติ พฤติกรรม แรงจูงใจ และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และบริการของผู้บริโภคกลุ่มลักซูรี่ และทำให้เราได้เห็น Insight การใช้จ่ายที่คิดไม่ถึง ทั้ง

- จากผลการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรม “ติดลักซ์” (ติดซื้อของ Luxury)
- 31% มีความติดลักซ์อยู่ในระดับมาก อีก 6% มีความติดลักซ์อยู่ในระดับมากที่สุด
- ผู้ชายมีความติดลักซ์มากกว่าผู้หญิง ฯลฯ

ล่าสุด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU จัดทำงานวิจัยที่ชื่อว่า “ER-OR MARKETING การตลาดแบบเออ-ออ” ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรม “เออ-ออ” หรือการคล้อยตามกระแส ที่กำลังดำเนินอยู่และกลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญในวงการธุรกิจ

งานวิจัยใหม่นี้พบว่า:

- พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสถิติพุ่งสูงถึง 60% จากการตามกระแสโซเชียลมีเดีย

- 36.4% ถ้าคิดอะไรไม่ออกจะเออ ออ กินตามเพื่อน

- Gen X เน้นความคุ้มค่าระยะยาว และ Baby Boomer เลือกสินค้าราคาประหยัดและใช้งานง่าย โดย YouTube เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่กลุ่มนี้ใช้ในการตัดสินใจ

- ผู้ชาย Gen Y เป็นกลุ่มที่พร้อม “เออ-ออ” กับการซื้อสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมองว่า “การได้ใช้ก่อนใคร” เป็นกำไรชีวิต

- สาว Gen Z คือกลุ่มที่มีอัตราการ “เออ-ออ” กับกระแสร้านบุฟเฟต์และคาเฟ่มากที่สุด โดยมักเลือกตามความสวยงามของอาหารและบรรยากาศร้านเป็นหลัก

- กลุ่ม LGBTQIA+ และผู้ชายให้ความสำคัญกับรสชาติและเอกลักษณ์ของร้านอาหาร

- TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลสูงสุดสำหรับกลุ่มนี้

อะไรผลักดันพฤติกรรม “เออ-ออ”

หัวหน้าทีมวิจัย CMMU อธิบายว่า พฤติกรรมเออ-ออเกิดจาก 3 แรงจูงใจหลัก ได้แก่

1. Social Influence หรืออิทธิพลทางสังคมคือสาเหตุอันดับหนึ่ง สืบเนื่องจากโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน

2. Bandwagon Motivation หรือความต้องการตามกระแสเพื่อเป็นที่ยอมรับ

3. FOMO (Fear Of Missing Out) หรือความกลัวที่จะพลาดประสบการณ์ที่คนอื่นได้รับ

เออ-ออ ยังไงให้ถังไม่แตก

กลยุทธ์เด็ด ‘หลอกสมอง’ พิชิตนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ให้เราประหยัดเงินแบบไม่เผลอ เออ-ออ บ่อยๆ

1. มองเงินผ่านเลนส์ของจำนวนเวลาและความพยายามก่อนจะใช้จ่ายทุกครั้งให้ลองเปลี่ยนจำนวนเงินนั้นเป็นชั่วโมงการทำงาน

เช่น อยากได้เสื้อตัวหนึ่งที่ราคาตัวละ 5,000 บาท แต่เราต้องไม่คิดว่ามันคือเงิน แต่ให้คิดเพิ่มอีกสเต็ปว่ามันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายราคา แต่เป็นการที่ต้องทำงานหนักเป็นเวลา 60 ชั่วโมง (สมมติว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 ต้องทำงาน 30 วัน)

วิธีนี้จะช่วยทำให้มุมมองของเราต่อความคุ้มค่าจะเปลี่ยนไปโดยและเกิดการตระหนักถึงมูลค่าของเวลาและแรงกายที่ต้องแลกมา ซึ่งสุดท้ายจะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีสติมากขึ้น

2. เก็บใส่ตะกร้าไว้ แล้วให้เวลาตัวตัดสินใจอีกนิด

การรอ 24-48 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ เป็นการเปิดโอกาสให้สมองส่วนที่มีเหตุผลได้ทำงาน

แล้วจะวัดยังไงว่าเป็นของชิ้นใหญ่รึเปล่า? ลองใช้ ‘กฎ 1%’ เป็นตัววัดก็ได้ สมมุติว่าคุณหาเงินได้ปีละ 240,000 บาท (เดือนละ 20,000) “กฎ 1%” บอกว่าถ้าเป็นสินค้าที่แพงกว่า 1% ของรายได้ทั้งปี (2,400 บาท) ก็ต้องรอก่อน 24-48 ชั่วโมง เพราะการทำแบบนั้นบ่อยครั้งมันจะทำให้เราจะพบว่าสิ่งที่คิดว่าต้องมีเมื่อวาน กลับไม่สำคัญอีกต่อไปในวันนี้ โดยเฉพาะกับการช้อปปิ้งออนไลน์ การทิ้งของไว้ในตะกร้าสักพัก มักนำไปสู่การลบมันออกในที่สุด

3. จงซื้อของเพื่อใช้งาน ไม่ใช่เพื่ออวดคนอื่น

แนวคิดนี้มาจากคุณโอม Cocktail เขาเสนอไอเดียไว้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การซื้อของปรนเปรอตัวเอง เป็นการซื้อความสุขเพื่อดับความทุกข์ที่เกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงการ “บรรเทาทุกข์” เพราะสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้นยังอยู่ หนำซ้ำการใช้เงินปรนเปรอตัวเองมากเกินตัว จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินเพิ่มขึ้นด้วย

คุณโอมให้แง่คิดเรื่องนี้ไว้ว่า การดับทุกข์ที่แท้จริง คือการรู้เท่าทันใน “สิ่งสมมติ” ของที่มีราคาไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นของที่มีค่าเสมอไป และของที่ราคาแพง ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นของดี สุดท้ายแล้วมนุษย์ควรซื้อของมาเพื่อใช้งาน ไม่ใช่เพื่อประดับฐานะ หรือเพื่ออวดคนอื่น แนวคิดนี้จะทำให้แผนการเงินของเราไม่ถูกรบกวน และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

ท้ายที่สุด การเออ-ออ ไม่ใช่เรื่องผิดและการประหยัดเงินก็ไม่ใช่เรื่องของการลงโทษตัวเอง แต่เป็นการมอบของขวัญให้กับตัวเราในอนาคต ยิ่งเราเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการใช้จ่ายของเรามากเท่าไร เราก็จะยิ่งสามารถสร้างนิสัยการออมที่ยั่งยืนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

เรียบเรียงโดย: กนกจันทร์ เรืองวัฒนานนท์ (Content Creator, aomMONEY)

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save