ทำความรู้จัก “Monster Stocks” หุ้น 2X และวิธีค้นหาหุ้นเติบโตในตลาดโดย Steve Burns นักลงทุน ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี

ทำความรู้จัก “Monster Stocks” หุ้น 2X และวิธีค้นหาหุ้นเติบโตในตลาดโดย Steve Burns นักลงทุน ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี

ถ้าคุณเคยเจอใครบางคนในกลุ่มหุ้นแล้วเขาบอกว่า
“ผมซื้อหุ้นตัวนี้ตอนสิบบาท ตอนนี้ราคาพุ่งยี่สิบกว่าบาทแล้วนะครับ”
คุณอาจจะรู้สึกว่าสงสัยว่า ตอนนั้นที่เขาซื้อ 10 บาท เขารู้ได้ยังไงว่าตอนนี้แหละคือเวลาที่ต้องซื้อ

หรือถ้าเล่าตรงกว่านั้นหน่อย
คุณเคยสงสัยไหมว่า คนที่เจอหุ้นเติบโต 2 เท่าในเวลาไม่กี่เดือน เขาแค่ดวงดี หรือจริงๆ แล้ว
มันมี “อะไรบางอย่าง” ซ่อนอยู่?

ทำความรู้จัก Monster Stocks

ในหนังสือของ John Boik อธิบายไว้ชัดเจนว่า คำว่า “Monster Stocks” คือหุ้นที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า ภายในกรอบเวลาสั้นๆ (short time frame)

ซึ่งคำว่า “กรอบเวลาสั้นๆ” ในบริบทของตลาดหุ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ Monster Stocks ตามสถิติที่ผ่านมา มักหมายหุ้นที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงประมาณ 4 ถึง 18 เดือน

โดยส่วนใหญ่แล้ว หุ้นประเภทนี้จะปรากฏการเคลื่อนไหวหลักๆ อยู่ ช่วงกลางของกรอบเวลาดังกล่าว เนื่องจากส่วนที่ “พีค” หรือช่วงที่ราคาพุ่งแรงที่สุดของหุ้นประเภทนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 6 ถึง 12 เดือน ของการเคลื่อนไหวใหญ่

และสำหรับหุ้น Monster ระดับ “ตัวใหญ่จริงๆ” หรือที่เรียกได้ว่า “สัตว์ประหลาดระดับยักษ์” หลายตัวสามารถพุ่งขึ้นได้มากถึง 3 เท่า, 4 เท่า หรือแม้แต่พุ่งทะยานสูงกว่า 1,000% ภายในระยะเวลาสั้นๆ

และด้วยบางคุณสมบัติ หุ้นปีศาจตัวนั้น มันอาจเป็นหุ้นที่เหมาะจะ “ถือไว้ได้ยาวๆ” เป็นสิบปีขึ้นไปเลยทีเดียว

วิธีหาหุ้นสัตว์ประหลาด - Monster Stock

สตีฟ เบิร์น นักลงทุนผู้หลงใหลในตลาดการเงินและใช้เวลากว่า 30 ปีในตลาดการเงินจนประสบความสำเร็จ และเจ้าของเว็บ New Trader U กล่าวไว้ว่า “ซื้อของที่ดีที่สุด แล้วลืมที่เหลือไปได้เลย”

บทความหนึ่งของ New Trader U ที่เขียนโดยสตีฟ เบิร์น (Steve Burns) บอกไว้ว่าบางครั้งหุ้นปีศาจมันก็อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เช่น ดื่มชูกำลังที่คนติด ร้านโปรดในห้างที่ต้องแวะบ่อยๆ ยาใหม่ที่ใช้แล้วได้ผลดี ร้านอาหารเจ้าประจำที่คุณรัก หรือแค่ความหลงใหลในผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของ Apple

ใคร ๆ ก็อยากได้หุ้นเทพที่พุ่งแรงอย่างกับติดจรวด

แต่คำถามคือ…จะหายังไง? นี่คือ 16 วิธีคัดเลือก “หุ้นสัตว์ประหลาด” ที่แนะนำโดย สตีฟ เบิร์น (คำแนะนำของเขาวางอยู่บนพื้นฐานของหุ้นต่างประเทศ เพราะฉะนั้นในกรณีของบ้านเราต้องนำมาปรับและพิจารณาก่อนนำไปใช้กันด้วยนะครับ)

✅ 1. ดูรายชื่อหุ้น IBD 50 ทุกสัปดาห์

รายชื่อนี้คือ 50 หุ้นเด่นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งที่สุดในตลาด (คัดมาจากหลักพันตัว) ต้องเสียเงิน Subscription ในการดูที่ Investors.com หุ้นในกลุ่มนี้มักจะเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตและอยู่ในโซนซื้อ

✅ 2. เลือกหุ้นที่ “ราคาแพง”

หุ้นที่มีราคาเกิน $20 มักจะมีฐานแข็งแกร่ง และยิ่งหุ้นที่ขึ้นไปถึง $200 $300 หรือ $500 ก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะแสดงว่าตลาดให้ premium กับมัน

✅ 3. กำไร (Earnings) ต้องโตเกิน 25% ติดต่อกันหลายไตรมาส

ถ้ากำไรโตแรง แปลว่าธุรกิจแข็งแรงจริง

✅ 4. ยอดขาย (Sales) ก็ควรโตเกิน 25% เช่นกัน

ยอดขายโต = ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่ลดต้นทุนแล้วกำไรพุ่ง

✅ 5. อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ควรอยู่ที่ 25–50% เพราะตัวเลขนี้จะบ่งบอกว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีมีโอกาสจ่ายเงินปันผล หรือราคาหุ้นมีโอกาสขยับขึ้น (ควรดูย้อนหลัง 5 ปีขึ้นไป เพื่อดูแนวโน้มการเติบโตในการทำกำไร)

✅ 6. อยู่ในอุตสาหกรรมที่ “กำลังโต” หรือ “กำลังจะได้ประโยชน์จากเทรนด์” เพราะนั่นหมายถึงว่าหุ้นโอกาสที่บริษัทจะทำกำไรได้ก็มีมากขึ้น

✅ 7. เป็นหุ้นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม หุ้นสัตว์ประหลาดควรจะเป็นตัวท็อปของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่แค่ดี แต่ “ดีที่สุด”

✅ 8. มีปริมาณซื้อขายวันละไม่ต่ำกว่า 500,000 หุ้น (ยิ่งใกล้ล้านยิ่งดี)

✅ 9. มี “สถาบัน” ถืออยู่เยอะ เช่น กองทุน, กองทุนรวม หุ้นที่มีเงินใหญ่หนุน มักจะเคลื่อนไหวมั่นคงและวิ่งไกลกว่า

✅ 10. มีสินค้าหรือบริการที่โดดเด่น ลอกยาก แข่งขันยาก

✅ 11. ราคาเคลื่อนไหวดีช่วงตลาดขาขึ้น (Bull Run) หุ้นสัตว์ประหลาดมักวิ่งเหนือเส้นค่าเฉลี่ย เทียบโดยดูจากเส้น EMA5 (Exponential Moving Average ) หรือ SMA10 (Simple Moving Average) รายวัน

✅ 12. แม้ว่าสภาวะตลาดจะเป็นขาลงหรือฐานหุ้นตัวนี้ควรเด้งที่เส้นค่าเฉลี่ย 50 หรือ 200 วัน

✅ 13. หุ้นตัวนี้มีการซื้อขายออปชันที่มีปริมาณสูง ซึ่งทำให้เกิดสภาพคล่องที่สามารถซื้อขายได้โดยมีค่าสเปรดซื้อ/ขายที่น้อยมาก

✅ 14. หุ้นตัวนี้มีสินค้าหรือบริการที่คนส่วนใหญ่รู้จักชื่อหรือคุ้นเคยเป็นอย่างดี

✅ 15. ค้นหาและซื้อขายหุ้นมอนสเตอร์ที่ดีที่สุด คุณเพียงแค่ต้องดูและซื้อขาย 5 ตัว

✅ 16. อย่าเสี่ยงเกิน 1% ของเงินทั้งหมดกับหุ้นตัวเดียว วางแผน position size ให้ดี กำหนดจุดตัดขาดทุน และใช้ trailing stop เพื่อล็อกกำไร 🐾

⚠️ : โพสต์นี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินในลงทุน”

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save