ทำไม Hoka รองเท้าที่มีคนเคยมองว่าทั้งหนา ทั้งใหญ่ และหน้าตาน่าเกลียด ถึงกลายเป็นแบรนด์รองเท้ายอดขาย 50,000 ล้านบาทภายในสิบปี?

ทำไม Hoka รองเท้าที่มีคนเคยมองว่าทั้งหนา ทั้งใหญ่ และหน้าตาน่าเกลียด ถึงกลายเป็นแบรนด์รองเท้ายอดขาย 50,000 ล้านบาทภายในสิบปี?

ครั้งแรกที่ได้เห็นรองเท้าของ Hoka ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านในตอนนี้ในปี 2012 สเตฟาโน่ คาโรติ (Stefano Caroti) ผู้บริหาร Deckers Outdoor Corporation เจ้าของแบรนด์รองเท้า Deckers Brands ในแคลิฟอร์เนียก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารองเท้าสีสดที่ดูเทอะทะคือรองเท้าแบบไหนกันแน่

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

สเตฟาโน่ คาโรติ (Stefano Caroti)

มันทั้งใหญ่ ทั้งหน้าตาแปลก ๆ แถมเป็นสินค้าจากต่างประเทศอย่างฝรั่งเศส มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะกลายเป็นสินค้าขายดีในอเมริกา อันที่จริงแล้วตอนที่ผู้ก่อตั้ง Hoka ขายบริษัทให้กับ Deckers Outdoor Corporation ในปี 2012 ยอดขายยังอยู่ที่ราว ๆ 3 ล้านเหรียญต่อปี หรือประมาณ 100 ล้านบาทเท่านั้น

ผ่านมา 10 ปี, จบปี 2022 แบรนด์รองเท้า Hoka สร้างยอดขายไปแล้วกว่า 1,400 ล้านเหรียญ​ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท

ในตอนแรก ๆ รองเท้าหน้าตาแปลก ๆ ของ Hoka กลายเป็นรองเท้าผ้าใบทางเลือกสำหรับคนที่วิ่งจริงจัง ภายหลังมันก็ขยายไปสู่กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องใช้เวลาเดินและยืนในแต่ละวันเป็นเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล พนักงานเสิร์ฟ คนส่งของ และบุรุษไปรษณีย์ ล่าสุดลูกค้ากลุ่มใหม่คือคนทั่วไป วัยรุ่น และแม้แต่ผู้สูงอายุที่ต้องการรองเท้าใส่สบาย ๆ สักคู่

ตอนแรก ๆ ใส่เพราะความสบาย แต่ตอนนี้กลายเป็นใส่เพราะอยากใส่กันไปแล้ว

ไม่ว่ายังไงก็ตาม รองเท้า Hoka ก็เริ่มมีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่น เอาชนะใจผู้ใช้งานหลายล้านคน รวมถึงเงินในกระเป๋าของพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน

คำอธิบายที่ง่ายที่สุดสำหรับความสำเร็จของบริษัทผู้ผลิตรองเท้าก็คงไม่ใช่อะไรถ้าไม่ใช่ตัวรองเท้าเอง Hoka ก็เช่นเดียวกัน พื้นรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้อย่างดีถือเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ไม่เหมือนใครตลาด แต่มันก็มี ‘ปัจจัยอื่น ๆ’ ที่ไม่ใช่ตัวรองเท้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะรองเท้าหรือนวัตกรรมพื้นรองเท้าเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนยอดขาย 100 ล้านบาทเป็น 50,000 ล้านบาทได้ภายในสิบปี

ความสำเร็จของ Hoka เป็นผลมาจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขัดกับแนวทางปกติทั่วไป แทนที่จะรีบขยายตัวและสร้างยอดขายให้เยอะ ๆ Hoka กลายเป็นแบรนด์รองเท้าที่ประสบความสำเร็จ สร้างยอดขายอย่างสวยงาม เพราะขยับตัวช้า ๆ ต่างหาก

คาโรติผู้บริหารฝ่ายการตลาดของบริษัท Deckers และผู้บริหารชั่วคราวของ Hoka บอกกับสื่อ The Wall Street Journal ว่า “เราโตเร็ว ๆ ได้ไหม? ได้นะ…แล้วมันดีต่อสุขภาพของแบรนด์ในระยะยาวรึเปล่า? ก็ไม่”

นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังจะได้ยินจากปากของผู้บริหารแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ แต่มันก็ไม่ใช่คำกล่าวไร้สาระเท่ ๆ ในองค์กรเท่านั้น จากการวิเคราะห์ของ Wall Street กล่าวว่าการคัดเลือกผู้จัดจำหน่ายอย่างเข้มงวดของ Hoka นั้นทำให้อุปทาน (Demand) ของตลาดนั้นสูงว่าอุปสงค์ (Supply) อยู่เสมอ ซึ่งก็ทำให้ราคารองเท้า Hoka ถือว่าเป็นสินค้าที่พรีเมียมกว่าคู่แข่ง (ไม่ต้องลดราคาบ่อย ๆ) ราคาป้ายอยู่ที่ราว ๆ 125-175 เหรียญ (4,400 - 6,200 บาท)

สิ่งที่ผู้บริหารของ Hoka กำลังทำคือการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยากโตเร็วเกินเพราะเชื่อว่าการพยายามเอาชนะลูกค้าในทุกส่วนจะกลายเป็นหายนะที่ทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยไม่รู้ตัว เหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องเว้นจังหวะให้ไม่หอบเหนื่อยจนเกินไป รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่งเพื่อแซงคู่แข่ง และเมื่อไหร่ที่ควรจะชะลอเพื่อเก็บแรงสู้กับเนินต่อไปที่กำลังจะมาถึง มันเป็นการโฟกัสที่ตัวเอง รู้ว่าจุดแข็งคืออะไร และสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

ความมีวินัยของ Hoka กำลังออกดอกผลอย่างงดงาม ยอดขายของของพวกเขาคิดเป็นเพียงแค่ 10% ของบริษัทเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนี้มันกลายเป็น 40% แล้ว และบริษัท Deckers เองก็ไม่เคยมีมูลค่าสูงขนาดนี้มาก่อนด้วย นี่เป็นบริษัทหนึ่งที่ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ AI เลยด้วยซ้ำ

อัตราการเติบโตแบบนี้เรียกว่าไม่น่าจะสามารถทำได้ตลอดไป เหมือนกับการเร่งเครื่องวิ่งมาราธอนตลอด 42.195 กิโลเมตรเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยประวัติการบริหารจัดการของทีมที่ค่อนข้างมีความอดทนแล้วค่อยเป็นค่อยไป นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมองว่าอนาคตของ Hoka น่าจะยังสดใสอยู่

คอลิน อินแกรม (Colin Ingram) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Hoka กล่าวว่า

“มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตกลง ควรปฏิเสธ หรือควรบอกว่ายังไม่ถึงเวลา”

เหตุผลที่ทำให้ผู้บริหารของ Hoka ยังใจเย็นและตัดสินใจโดยไม่เร่งรีบได้เพราะพวกเขาเข้าใจตลาดว่ายังพร้อมตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาและมอบคุณค่าให้กับลูกค้าเสมอ โดยพวกเขากล่าวว่าองค์ประกอบหลักสามอย่างของรองเท้า Hoka ที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบคือ

1. พื้นรองเท้าชั้นกลาง สำหรับรับแรงกระแทกอย่างนิ่มนวล
2. โครงของรองเท้า ที่รองรับสัดส่วนของเท้า
3. พื้นรองเท้าแบบโค้งที่พวกเขาเรียกว่า ‘Meta-Rocker’ สำหรับการพุ่งไปข้างหน้า

สิ่งเหล่านี้รวมกัน สร้างความมั่นคง ประสิทธิภาพ และการรองรับแรงกระแทก ลดอัตราการบาดเจ็บและทำให้เจ็บปวดน้อยลงเวลาใช้งาน แถมยังใส่สบายมาก ๆ อีกด้วย

แบรนด์ Hoka ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2009 โดย ฌอง-ลุค ดิอาร์ด (Jean-Luc Diard) และ นิโกลาส์ เมอร์มูด์ (Nicolas Mermoud) นักวิ่งเทรลสองคนชาวฝรั่งเศสที่ไปพบกันระหว่างเล่นสกีเมื่อหลายทศวรรษก่อน เมื่อพวกเขาเริ่มต้นคิดไอเดียทำธุรกิจด้วยกันก็รู้สึกว่ารองเท้าวิ่งคือธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะตลาดค่อนข้างใหญ่และเทคโนโลยีในการสร้างรองเท้านั้นไม่ได้ซับซ้อนมากนัก

คอนเซปต์แรกที่พวกเขาคิดคือรองเท้าวิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนการโต้คลื่นบนเซิร์ฟบอร์ดหรือการเล่นสกีไถลลงมาบนภูเขาหิมะ โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Hoka One One’ (โฮก้า โอเน่ โอเน่) ซึ่งเป็นวลีของชาวเมารีที่แปลว่า “โบยบินอยู่บนเวหา” (“flying over the earth.”)

ระหว่างที่ปรับแต่งรองเท้าของแบรนด์ให้ได้ตามคอนเซปต์ที่วางเอาไว้ อยากได้รองเท้าผ้าใบที่ออกแบบมาเพื่อวิ่งลงเขาได้เร็วขึ้น สิ่งที่พวกเขาตระหนักก็คือว่ารองเท้าของพวกเขามีบางอย่างที่เหมือนกันกับไม้เทนนิสสมัยใหม่ ยางรถจักรยาน และสกีสุดโปรดของพวกเขา นั่นคือ “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี”

ในปัจจุบันนี้เราอาจจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในเวลานั้นนวัตกรรมนี้ต่างไปจากรองเท้าแนวมินิมอลที่มีอยู่ในตลาดอย่างสิ้นเชิง สำหรับ Hoka แล้วเราคงเรียกได้อย่างเต็มปากว่าคือสุดโต่งก็คงไม่ผิดนัก (หลายคนเรียกมันว่ารองเท้ามาร์ชแมลโลว์ หรือ รองเท้าตัวตลก บวม​ ประหลาด สุดโต่ง ฯลฯ)

เมอร์มูด์นำรองเท้า Hoka มาเปิดตัวให้ส้นเท้าของชาวอเมริกันได้ทดลองในงานเทรดโชว์ปี 2009 ครั้งนั้นเขาไม่มีบูทของตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรนัก เพราะตัวรองเท้าเองก็ค่อนข้างเด่นมาก ๆ อยู่แล้ว แถมไม่มีคู่แข่งคนไหนที่ทำเหมือนกันด้วย

ตอนที่อินแกรมได้ลองเอามาใส่แล้วทดสอบกระทืบเท้าแรง ๆ บนพื้นถนนแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย เขาทึ่งกับความรู้สึกนั้นมัก “ผมเลยคิดว่า ‘โอเค’ อันนี้น่าสนใจ มันไม่ใช่แค่รองเท้าที่ดูบ้าบอเท่านั้น แต่มันดูมีประโยชน์จริง ๆ ด้วย”

Hoka ขายได้ราว ๆ 1,100 คู่ในอเมริกาและแคนาดา แต่มันกลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในร้านขายรองเท้าแบบเฉพาะทาง (ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการวิ่งเทรล) Deckers ติดตามข่าวและเริ่มสนใจมากขึ้น จนกระทั่งในปี 2012 ก็เข้าไปซื้อหุ้นก่อนจะรวบซื้อทั้งบริษัทเลยในภายหลัง (ไม่ได้มีการเปิดเผนตัวเลขว่าเท่าไหร่แต่มีการคาดการณ์ว่าราว ๆ 120 ล้านเหรียญ)

Hoka ใช้เวลา 5 ปีในการสร้างยอดขายจาก 3 ล้านเหรียญไปเป็น 100 ล้านเหรียญ และ 6 ปีต่อมาก็สร้างยอดขายได้เกิน 1,000 ล้านเหรียญ

บริษัทมูลค่าหลายหมื่นล้านที่เริ่มจากคำแนะนำแบบปากต่อปาก ตลาดนิชของนักวิ่งที่บอกเล่าถึงความนุ่มสบายของรองเท้า Hoka จนหลายคนเริ่มสนใจและอยากลอง ซึ่งแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Nike หรือ Adidas ช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่ได้มีนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ เพื่อจะมอบให้กับลูกค้า ทำให้แบรนด์เล็ก ๆ อย่าง Hoka (หรือแม้แต่ On) ก็เริ่มเข้ามาชิงส่วนแบ่งของตลาดรองเท้าวิ่งมากยิ่งขึ้น

นอกจากจะได้รับความนิยมในตลาดของนักวิ่งแล้ว หลังจากช่วงโควิดเริ่มซาและคนเริ่มออกจากบ้าน กลับไปออกกำลังกาย เดินไปทำงาน ใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป กลายเป็นว่าลูกค้าต้องการรองเท้าที่ใส่ได้ทั้งวันและมอบความสบายให้กับการเดินมากขึ้น ยิ่งทำให้ Hoka กลายเป็นแบรนด์ที่คนหันมาใช้

พอคนเริ่มใช้เยอะขึ้น จากที่เคยน่าเกลียด...ก็เริ่มไม่น่าเกลียดซะแล้ว แต่ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเรื่องยากในการหักห้ามใจไม่ให้ตักตวงผลประโยชน์ให้มากขึ้นไปด้วย แต่ผู้บริหารของ Hoka ทราบดีว่าแบรนด์หลายแบรนด์พอเริ่มได้รับความนิยมแล้วรีบโกย รีบผลิต จะไม่ได้ส่งผลดีในระยะยาว เพราะถ้าตลาดมีสินค้ามากเกินกว่าความต้องการ นั่นจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันเรื่องราคาและทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหาย

Hoka พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น ไม่ส่งไปขายยังเชนขายรองเท้าใหญ่ ๆ แต่เลือกผู้จัดจำหน่ายอย่างรัดกุม และยังคงพึ่งพาการขายจากบริษัทโดยตรงถึงลูกค้าเพื่อจะควบคุมราคาให้อยู่ในเกณฑ์ที่บริษัทตั้งเอาไว้

แมตต์ โพเวลล์ (Matt Powell) นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬากล่าวว่า “มันง่ายมากเมื่อคุณกำลังได้รับความนิยมแบบนี้ที่จะให้ใครซื้ออะไรก็ได้ที่อยากซื้อ แต่นั่นเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการทำลายแบรนด์เลย กำไรระยะสั้นเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายที่สุด แต่กำไรระยะยาวต่างหากที่ทำให้คุณเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ”

ถ้าอยากเติบโตเร็ว ๆ ให้คิดอย่างช้า ๆ นั่นคือบทเรียนของ Hoka วิธีที่จะทำให้ความนิยมยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ไม่ใช่การราดด้วยน้ำมัน แต่เป็นการเติบโตแบบค่อย ๆ เติมฟืนไปทีละนิดอย่างระมัดระวัง

แทนที่จะอยู่ทุกที่ ขายให้กับทุกคน Hoka จะคิดว่าต้องไปอยู่ที่ตรงไหนถึงจะเข้าถึงจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าอย่างแท้จริง

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save