อยากเก็บเงินฉุกเฉิน แต่ดันฉุกเฉินทุกวัน จนไม่มีบัญชีไหนเงินเหลือเลย วิธีแยกบัญชีเงินออมกับบัญชีเงินฉุกเฉินแบบไม่คลุมเครือว่าเงินก้อนไหน ควรใช้เมื่อไหร่

อยากเก็บเงินฉุกเฉิน แต่ดันฉุกเฉินทุกวัน จนไม่มีบัญชีไหนเงินเหลือเลย วิธีแยกบัญชีเงินออมกับบัญชีเงินฉุกเฉินแบบไม่คลุมเครือว่าเงินก้อนไหน ควรใช้เมื่อไหร่

หลายคนคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดี เงินเดือนออกมาแล้วหายวับไปกับค่าใช้จ่ายประจำ ส่วนเงินฉุกเฉินที่พยายามเก็บก็ถูกดึงออกมาใช้บ่อยเกินไป… 

เหตุผลหนึ่งที่เป็นแบบนั้นคือเราอาจจะยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างเงินฉุกเฉินกับเงินออมทั่วไป และความคลุมเครือว่าเงินก้อนไหน ควรใช้เมื่อไหร่ นี่แหละที่ทำให้หยิบจับมาใช้สลับกันไปเรื่อย สุดท้ายไม่มีบัญชีไหนเงินเหลือเลย

เดี๋ยววันนี้ aomMONEY จะมาลงรายละเอียดคร่าวๆ ที่พอรู้แล้วอาจช่วยให้คุณจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง 'เงินฉุกเฉิน' กับ 'เงินออม' คืออะไร?

เงินฉุกเฉิน (Emergency Fund) และ เงินออม (Savings) คือคำหนึ่งที่คนไทยเราใช้เรียกแทนกันในบางครั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะว่าเงินฉุกเฉินก็เป็นเงินออมประเภทหนึ่ง แต่ต่างกันนิดนึงตรงที่

เงินฉุกเฉิน คือเงินออมพื้นฐานที่คุณควรจะต้องมีเพื่อใช้จ่ายในยามเข้าตาจน จากรายจ่ายที่คาดเดาไม่ได้ นานๆ อาจเกิดขึ้นทีหนึ่ง นักการเงินแนะนำให้เก็บไว้ อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน โดยหลังจากมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอแล้ว ค่อยนำเงินไปออมและลงทุนตามเป้าหมาย

ลักษณะของแหล่งเงินสำรองฉุกเฉินที่ดี คือ ต้องมีสภาพคล่อง มีความเสี่ยงต่ำ และควรเป็นบัญชีที่ไม่มีค่าธรรมเนียมสูงหรือค่าปรับเมื่อถอนเงินออก

เช่น ฝากไว้กับบัญชีฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีฝากประจำเป็นหลัก

เงินออม คือเงินเก็บทั่วไปที่มีไว้ใช้จ่าย รายจ่ายที่วางแผนไว้

เช่น การซื้อบ้าน การศึกษาลูก การเกษียณ หรือเงินสำหรับการท่องเที่ยวในเทศกาลต่างๆ เงินดาวน์บ้าน บางคนเรียกเงินออมประเภทนี้ว่าบัญชีเงินเดือน ซึ่งหมายถึงเงินที่จะ "ใช้จ่ายระหว่างเดือน" กับการใช้จ่ายที่วางแผนไว้แล้ว

ลักษณะของแหล่งเก็บเงินออมที่ดี ต้องปลอดภัย ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและตรงกับเป้าหมายทางการเงิน

เช่น ฝากไว้กับเงินฝากประจำ พันธบัตร กองทุนรวมตราสารหนี้

เมื่อไหร่ที่ควรใช้เงินฉุกเฉินแทนเงินออมอื่นๆ ?

1. คุณกำลังเผชิญกับเหตุฉุกเฉินจริงๆ

แม้จะฟังดูชัดเจน แต่เงินฉุกเฉินควรใช้เฉพาะเมื่อคุณกำลังเผชิญกับเหตุฉุกเฉินที่แท้จริงเท่านั้น โดยทั่วไปหมายความว่าคุณมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแต่ไม่ได้วางแผนไว้ เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินหรือค่ารักษาสัตว์
  • กรณีตกงานหรือสูญเสียรายได้
  • การย้ายที่อยู่เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
  • ค่าใช้จ่ายงานศพ
  • การซ่อมแซมรถยนต์หรือบ้านครั้งใหญ่

2. คุณต้องการหลีกเลี่ยงการเสียโอกาสทางการเงิน

อีกเหตุผลที่ควรใช้เงินจากกองทุนฉุกเฉินแทนเงินออมคือ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและการสูญเสียผลประโยชน์

เช่น ตอนนี้คุณเก็บเงินสำหรับซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว โดยฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน จนถึงเดือนที่ 11 ตั๋วเครื่องบินลดราคาลงมา แต่หากคุณต้องถอนเงินก่อนกำหนด ธนาคารอาจหักดอกเบี้ยที่สะสมไว้บางส่วนหรือทั้งหมด นั่นหมายความว่าคุณต้องเลือกระหว่างเสียโอกาสซื้อตั๋วในราคาพิเศษ หรือเสียผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ควรได้รับ

ในสถานการณ์แบบนี้ การใช้เงินสำรองฉุกเฉินที่มีสภาพคล่องสูงและไม่มีค่าปรับ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการถอนเงินออมที่มีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เงินฉุกเฉินในกรณีแบบนี้แล้ว อย่าลืมคืนเงินฉุกเฉินที่ยืมมา ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อให้เราเองพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งต่อไป เพราะหากไม่มีเงินสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น คุณอาจต้องเสียโอกาสที่สำคัญกว่านี้ในอนาคตก็ได้!

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save