เมื่อผมตายคนจะพูดถึงผมหลายอย่าง แต่ ‘เขาตายอย่างร่ำรวย’ จะไม่ใช่หนึ่งในนั้น : 20 ปีต่อจากนี้ บิล เกตส์ วางแผนบริจาคความมั่งคั่งแทบทั้งหมด 6 ล้านล้านบาทของเขาให้การกุศล

เมื่อผมตายคนจะพูดถึงผมหลายอย่าง แต่ ‘เขาตายอย่างร่ำรวย’ จะไม่ใช่หนึ่งในนั้น : 20 ปีต่อจากนี้ บิล เกตส์ วางแผนบริจาคความมั่งคั่งแทบทั้งหมด 6 ล้านล้านบาทของเขาให้การกุศล

แม้จะเคยพูดอย่างไม่เป็นทางการมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ค่ำคืนวันที่ 8 พฤษภาคม 2025 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 25 ปีของมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation (BMGF) บิล เกตส์ (Bill Gates) ได้เขียนออกมาอย่างเป็นทางการว่า 20 ปีต่อจากนี้เขาวางแผนบริจาคความมั่งคั่งแทบทั้งหมดของตัวเองให้กับโลกผ่านองค์กรการกุศล

“ผู้คนจะพูดถึงผมหลากหลายอย่างเมื่อผมตาย แต่ผมตั้งใจว่า ‘เขาตายอย่างร่ำรวย’ จะไม่ใช่หนึ่งในนั้น” - Bill Gates

ชายวัย 69 ปีผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์เขียนไว้ในบล็อกโพสต์ฉบับที่เผยแพร่ไม่กี่นาทีก่อนเที่ยงคืน

ภายใต้แผนใหม่ BMGF จะเพิ่มงบใช้จ่ายรายปีจากราว 6,000 ล้านดอลลาร์เป็น 9,000 ล้านดอลลาร์ทันที และเร่งจ่ายออกให้ทะลุ 200,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.1 ล้านล้านบาท) ก่อนปิดกิจการในวันที่ 31 ธันวาคม 2045 ซึ่งตอนนั้นเกตส์ก็จะอายุครบ 90 ปีพอดี

ถ้านับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเกตส์ที่ Bloomberg ประเมินไว้ราว 168,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 ล้านล้านบาท) นั่นหมายความว่าแผนที่เขาวางไว้ตอนนี้น่าจะทำให้พอร์ตของเขาน่าจะหายไปทั้งหมดเลย

“โลกมีปัญหาเร่งด่วนเกินกว่าที่ผมจะกอดทรัพยากรเอาไว้” เกตส์เขียน “เงินจำนวนนี้ควรถูกส่งต่อไปยังที่ที่มันสร้างประโยชน์สูงสุด”

ปรัชญา “ให้เร็ว-ให้หมด”

นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิใน ปี 2000 เกตส์และอดีตภรรยาได้ทุ่มไปแล้ว กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของเด็ก พัฒนาวัคซีนต้านมาลาเรีย ไปจนถึงการศึกษาและเกษตรกรรมในแอฟริกา เขาประเมินว่าการเร่งเครื่องครั้งนี้จะ “คูณสอง” ตัวเลขดังกล่าวภายในสองทศวรรษข้างหน้า

ภารกิจที่มูลนิธิระบุไว้อย่างเป็นรูปธรรมมีตั้งแต่

1. ลดการเสียชีวิตของมารดาและเด็กจากสาเหตุที่ป้องกันได้
2. คนรุ่นถัดไปจะเติบโตขึ้นในโลกที่ปลอดจากโรคติดเชื้อร้ายแรง
3. อัดฉีด R&D ด้านการศึกษา เกษตร และภาวะโภชนาการ เพื่อช่วยให้ “ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน”

แต่แม้จะทำเต็มที่ เกตส์ก็ยอมรับบนสื่อให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีองค์กรการกุศลใด—แม้จะใหญ่เท่ามูลนิธิของเราก็ตาม—ที่จะแทนที่งบช่วยเหลือต่างประเทศซึ่งรัฐบาลหลายประเทศหั่นทิ้งไปได้”

การประกาศของเกตส์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลหลายประเทศ — รวมถึงฝ่ายบริหารของทรัมป์ — ตัดงบช่วยเหลือต่างประเทศซึ่งใช้ป้องกันโรคระบาดร้ายแรงและภาวะอดอยากด้วย

การตัดงบของสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผ่านกระทรวงเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ (Department of Government Efficiency — DOGE) ของเขา ราว 80 % ของโครงการ USAID ถูกวางแผนให้ยุติการดำเนินงาน (ปีงบประมาณ 2023 หน่วยงานนี้ใช้เงินประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์)

“ภาพของชายที่รวยที่สุดในโลกกำลังคร่าชีวิตเด็กที่ยากจนที่สุดในโลก ไม่ใช่ภาพที่สวยงามเลย” เกตส์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times

ในบทสัมภาษณ์กับ Reuters เกตส์เตือนว่า การตัดงบของรัฐบาลทั่วโลกอาจทำให้ความก้าวหน้าในการลดอัตราการเสียชีวิตตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถอยหลังอย่างรุนแรงภายในสี่ถึงหกปีข้างหน้า

จากคุณแม่, คาร์เนกี, บัฟเฟตต์, ชัค ฟีนีย์ และความหวัง

ในบทความที่เขาเขียน เกตส์ได้รำลึกถึงคุณแม่ แมรี เกตส์ ผู้ย้ำตั้งแต่สมัยไมโครซอฟท์ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ ว่า “ผู้ได้รับมาก ย่อมต้องให้มาก” หลังเขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก คุณแม่เตือนว่า “ความมั่งคั่งนั้นแค่ผ่านมือเรา เราเป็นเพียงผู้ดูแล”

ขณะเดียวกัน เขาอ้างถึงผลงานชิ้นคลาสสิก *The Gospel of Wealth* ของแอนดรูว์ คาร์เนกี ปี 1889 ซึ่งระบุว่า “คนที่ตายอย่างมั่งคั่ง ตายอย่างขายหน้า” — ถ้อยคำที่ติดอยู่ในหัวเกตส์มาตลอดหลายปี

หากคาร์เนกีเป็นแรงบันดาลใจเชิงทฤษฎี วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) คือภาพจริงของการ “เดิมพันกับมนุษยชาติ” นักลงทุนวัย 94 ปีประกาศตั้งแต่ 2006 ว่าจะบริจาคหุ้น Berkshire Hathaway กว่า 99 % และได้ส่งบริจาคไปแล้ว 43,000 ล้านดอลลาร์ให้ BMGF เขายังจับมือกับเกตส์เปิดตัว “Giving Pledge” ใน 2010 ชักชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกร่วมให้คำมั่นสละทรัพย์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในชีวิตหรือหลังเสียชีวิต ทุกวันนี้มีผู้ร่วมลงนามกว่า 240 ราย มูลค่ารวมมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์

“เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อผมคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งยังคงเป็นต้นแบบที่ยิ่งใหญ่เรื่องความเอื้อเฟื้อ เขาเป็นคนแรกที่แนะนำให้ผมรู้จักแนวคิด ‘มอบทุกสิ่งที่มี’ และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขาได้บริจาคให้มูลนิธิของผมอย่างล้นหลาม ส่วน ชัค ฟีนีย์ (Chuck Feeney) ก็ยังคงเป็นฮีโร่สำคัญของผม และปรัชญา ‘ให้ในขณะที่ยังมีชีวิต’ (Giving While Living)​ ของเขาได้หล่อหลอมมุมมองของผมต่อการทำการกุศล”

ชัค ฟีนีย์ เป็นเจ้าพ่อนักธุรกิจ *Duty Free Shoppers* ได้ลงมือพิสูจน์แนวคิด “Giving While Living” ตั้งแต่ปี 1982 ผ่านมูลนิธิ Atlantic Philanthropies ฟีนีย์ทยอยบริจาคจนเหลือบัญชีธนาคารไม่ถึง 2 ล้านดอลลาร์เมื่อ 2020—เวลาที่เขาประกาศ “ล้มละลายโดยตั้งใจ” รวมแล้วเขามอบเงินราว 8,000 ล้านดอลลาร์ให้มหาวิทยาลัย วิจัยทางการแพทย์ และสันติภาพไอร์แลนด์เหนือ พร้อมใช้ชีวิตเรียบง่ายในอะพาร์ตเมนต์ให้เช่า ไม่มีรถส่วนตัวหรือเครื่องบินเจ็ต ฟีนีย์เสียชีวิตใน 2023 ด้วยวัย 92 ปี ทิ้งตำนาน “เศรษฐีไร้ทรัพย์” ไว้ให้รุ่นหลัง

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์บางคน การประกาศเร่งใช้เงินครั้งนี้ตอกย้ำเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า Sunset Philanthropy—กองทุนที่ตั้งเป้าจบเป้าประสงค์ขององค์กรระหว่างที่ผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากองค์กรการกุศลรุ่นก่อนๆ อย่าง Ford Foundation หรือ Rockefeller Foundation ซึ่งถูกออกแบบให้ “อยู่ต่อไปเรื่อยๆ” ใช้ดอกผลจากทรัพย์เดิมต่อยอดตลอดไป แนวทางของเกตส์ที่ต้องการเคลียร์ปัญหาให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้สะท้อนความเชื่อว่าการลงทุนด้านสาธารณสุขและเทคโนโลยีวันนี้ให้ “ผลตอบแทนทางสังคม” สูงกว่าการรออนาคต เพราะมีโอกาสหยุดยั้งโรคระบาด ปรับตัวต่อสภาพอากาศ และป้องกันสงครามข้อมูลเท็จเสียตั้งแต่ตอนที่ปัญหายังไม่สายเกินแก้ด้วย

แต่แน่นอนครับ แนวทางนี้ก็มีคนไม่เห็นด้วยเช่นกัน นักวิจารณ์ก็ชี้ว่าอำนาจการตัดสินใจแบบเอกเทศของมหาเศรษฐีอาจสั่นคลอนประชาธิปไตยทางนโยบาย เงินทุนระดับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีทำให้ BMGF มีงบมากกว่ากระทรวงสาธารณสุขประเทศรายได้ต่ำหลายแห่งรวมกันซะอีก จึงเกิดคำถามว่าใครควรกำหนดวาระหลักว่าปัญหาที่ควรแก้ไขคืออะไรกันแน่—รัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชนหรือคณะกรรมการไม่กี่คนในเมืองซีแอตเทิล

เกตส์นิยามตนเองว่า “นักมองโลกในแง่ดีโดยธรรมชาติ” และยังยืนยันในบทสัมภาษณ์กับ *The New York Times* วันเดียวกันว่า “อีก 20 ปีข้างหน้าจะดีกว่านี้” ส่วนหนึ่งเพราะคลื่นเทคโนโลยีอย่าง AI และวัคซีน mRNA รุ่นใหม่ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เด็กที่เกิดหลังจากนี้อาจเติบโตในโลกที่ไม่ต้องรู้จักโรคโปลิโอ และผู้หญิงในประเทศยากจนสามารถคลอดลูกได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย

“สมมุติว่ามีใครมาโน้มน้าวผมว่าความหวังดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ แล้วผมจะทำอะไรดี? ซื้อเรือยอช์ตเพิ่มอีกลำหรือไปเล่นคาสิโนเหรอ? ไม่ใช่ เงินนี้ต้องกลับคืนสู่สังคมในทางที่สร้างผลลัพธ์ดีที่สุด” —บิล เกตส์

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save