“ผู้รับประโยชน์” ตายก่อน “ผู้เอาประกัน” ใครจะรับค่าสินไหม? และผลประโยชน์ของกรมธรรม์ตกทอด เป็นมรดกแก่ทายาทผู้รับประโยชน์ได้มั้ย?

“พ่อตายก่อนลูก ลูกตายก่อนหลาน”
เป็นพรที่หลวงพ่อท่านหนึ่งให้ไว้ว่าเป็นพรที่คนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ อยากได้มากที่สุด ความหมายของพรก็คือ ให้ตายตามลำดับ อย่าแซงคิว ในฐานะของคนที่เป็นพ่อ ก็ยอมรับว่าเป็นพรที่พ่อแม่อยากได้มากที่สุดจริงๆ เพราะคนที่พ่อแม่รักมากที่สุด ก็คือ ลูก ดังนั้นพ่อแม่ก็จะเสียใจมากที่สุดหากลูกตายก่อนพ่อแม่
ด้วยความรักลูก อยากดูแลลูกไม่ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ คนเป็นพ่อแม่จึงมักทำประกันชีวิตโดยระบุ ลูก เป็นผู้รับประโยชน์ เผื่อว่าวันใดที่ตนเองเสียชีวิตไม่สามารถดูแลลูกได้ ลูกก็จะได้สินไหมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตที่พ่อแม่ทำไว้สำหรับการดำเนินชีวิตต่อไป แต่ความหวังกับความเป็นจริงหลายครั้งก็ไม่เหมือนกัน หลายครั้ง ผู้รับประโยชน์ตายก่อนผู้เอาประกัน แล้วหากต่อมา ผู้เอาประกันตาย ใครจะเป็นคนได้รับสินไหม เรามาดูคำตอบกัน
ตามกฎหมายแล้ว กรณีผู้เอาประกันระบุผู้รับประโยชน์ไว้แล้ว บริษัทประกันจ่ายเงินผลประโยชน์ใดๆ ภายใต้ข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันชีวิต ดังต่อไปนี้
(1) หากผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทประกันจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใดๆ ภายใต้ข้อกำหนดกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้ แต่หากผู้เอาประกันมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กองมรดกของผู้เอาประกัน
(2) หรือกรณีผู้เอาประกันระบุชื่อผู้รับประโยชน์เพียงคนเดียวและผู้รับประโยชน์ได้เสียชีวิตก่อนหรือพร้อมกับผู้เอาประกัน ผู้เอาประกันต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการเปลี่ยนตัวผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันไม่ได้แจ้ง หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัทประกันทราบถึงการเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทประกันจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กองมรดกของผู้เอาประกัน
เมื่อเป็นมรดก ทายาทคนใดจะได้รับมรดกหรือไม่ หรือ ได้เท่าไร ก็ขึ้นอยู่ว่าผู้เอาประกัน ได้ทำพินัยกรรมยกมรดกไว้ให้หรือไม่ หากผู้เอาประกันไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1620 ว.1 “ถ้าผู้ใดตาย โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ หรือ ทำพินัยกรรมไว้ แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้น”
ตามกฎหมายการจัดสรรมรดกก็จะจัดสรรตามหลักทายาทโดยธรรม ใช้หลัก “ญาติสนิทตัดสิทธิญาติห่าง” แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลัง ดังนี้
1. ผู้สืบสันดาน
2. บิดามารดา
3. พี่น้อง ร่วมบิดามารดา เดียวกัน
4. พี่น้อง ร่วมบิดา หรือ ร่วมมารดา เดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา
*กรณีคู่สมรส ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ก็เป็น ทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่ง มาตรา 1635
ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือ มีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณี ในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไป ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย
และเมื่อเป็นมรดก หากผู้เอาประกันมีหนี้สินอยู่ ทายาทที่ได้รับมรดกต้องรับผิดชอบหนี้สินของผู้เอาประกันด้วยแต่รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนเองได้รับ
และหากมรดกสุทธิที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดกก็ต้องเสียภาษีการรับมรดกด้วย
มีหลายคนสงสัย หากผู้รับประโยชน์ตายก่อน ผู้เอาประกันตายทีหลัง ทำไมผลประโยชน์ของกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ตกเป็นของทายาทของผู้รับประโยชน์ เหตุผลก็เพราะสิทธิในการเป็นผู้รับประโยชน์เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่ตกทอดเป็นมรดก
หากเป็นกรณีผู้เอาประกันระบุชื่อผู้รับประโยชน์หลายคน และผู้รับประโยชน์คนใดคนหนึ่งเสียชีวิตก่อน ผู้เอาประกันเสียชีวิตทีหลัง หากผู้เอาประกันไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ บริษัทประกันจะจ่ายเงินผลประโยชน์ส่วนของผู้รับประโยชน์ที่เสียชีวิตให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่เหลือคนละเท่าๆ กัน
เมื่อผู้รับประโยชน์ได้รับเงินผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต ก็ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก เพราะสิทธิในการได้รับเงินประกันชีวิต เกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันชีวิตถึงแก่กรรม จึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย (ฎีกาที่ 4714/2542)
นอกจาก “เงินสินไหมมรณกรรม” จากกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้เอาประกัน เจ้าหนี้ยังไม่มีสิทธิยึดเงินสินไหมมรณกรรมด้วย ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกที่เจ้าหนี้จะยึดได้เป็นเฉพาะเงินเบี้ยประกันภัยที่ได้ส่งไปแล้วเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ผู้ตายทำประกันชีวิตตนเองวงเงิน 200,000 บาท ระบุว่า “นางสาว ข. เป็นผู้รับประโยชน์” เมื่อเบี้ยประกันไปได้ 5 ปี รวมเป็นเงิน 50,000 บาท ก็ถึงแก่ความตาย ผู้รับประกันจะต้องจ่ายเงินจำนวน 200,000 บาทแก่ นางสาว ข. แต่นางสาว ข. จะต้อง่สงเงินจำนวน 50,000 บาทที่เท่ากับเบี้ยประกันที่ผู้ตายได้จ่ายไปเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย ซึ่งเจ้าหนี้ของผู้ตายจะเรียกเอาชำระได้จากจำนวน 50,000 บาทนี้ ไม่ใช่จำนวน 200,000 บาทตามสัญญาประกันชีวิต
ดังนั้น การระบุผู้รับประโยชน์มากกว่า 1 คน จึงเป็นการดีกว่าการระบุผู้รับประโยชน์คนเดียว และหากมีผู้รับประโยชน์คนใดเสียชีวิตก่อน ควรรีบติดต่อบริษัทประกันเพื่อแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์
เขียนโดย: สาธิต บวรสันติสุทธิ์, นักวางแผนการเงิน CFP®
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

