ลงทุนมีความเสี่ยง ‘ไม่ลงทุน’ ก็มีความเสี่ยง รู้จัก Prospect Theory และ 4 ขั้นตอนเริ่มต้นลงทุนฉบับคน ‘กลัวการลงทุน’

ลงทุนมีความเสี่ยง ‘ไม่ลงทุน’ ก็มีความเสี่ยง รู้จัก Prospect Theory และ 4 ขั้นตอนเริ่มต้นลงทุนฉบับคน ‘กลัวการลงทุน’

Prospect Theory เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่อธิบายวิธีที่ผู้คนตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน นำเสนอโดย Daniel Kahneman และ Amos Tversky ในปี 1979

ทฤษฎีนี้ท้าทายแนวคิดของ Expected Utility Theory ซึ่งถือว่า “ผู้คนเป็นนักตัดสินใจที่มีเหตุผลและเลือกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเสมอ”

ด้วยการนำเสนอว่า “คนเราให้น้ำหนักกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน โดยมักให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นกับตัวเลือกที่มีโอกาสที่เกิดขึ้นน้อย และให้น้ำหนักลดลงกับตัวเลือกที่มีโอกาสเกิดขึ้นมาก”

ภายหลังทฤษฎีคาดหวัง (Prospect Theory) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและเป็นรากฐานสำคัญของ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งนำไปสู่การที่ Daniel Kahneman ได้รับรางวัล Nobel Prize in Economic Sciences ในปี 2002

แนวคิดสำคัญของ Prospect Theory

ทฤษฎีความคาดหวังที่พัฒนาโดย Daniel Kahneman และ Amos Tversky อธิบายว่ามนุษย์ตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยงอย่างไม่สมเหตุสมผลตามหลักเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม โดยมีแนวคิดหลักสองประการ

  • Loss Aversion (อคติกลัวการสูญเสีย) มนุษย์รู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าความสุขที่ได้จากการได้รับในมูลค่าเท่ากัน โดยการสูญเสียส่งผลกระทบทางจิตวิทยามากกว่าการได้รับถึง 2 เท่า

  • Probability Weighting (การให้น้ำหนักความน่าจะเป็นที่บิดเบือน) มนุษย์ประเมินความน่าจะเป็นอย่างไม่เป็นเส้นตรง โดยมักให้น้ำหนักมากเกินไปกับโอกาสที่น้อยมาก และประเมินต่ำเกินไปกับโอกาสที่สูง

ยกตัวอย่างเช่น มีกล่องจับสลาก 2 กล่องให้เลือก และให้เลือกได้เพียงกล่องเดียว ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร?

- กล่องแรก ได้เงิน 10,000 บาทแน่นอน (100%)
- กล่องที่สอง อาจได้เงิน 20,000 บาท หรือ ไม่ได้อะไรเลย (50/50)

คำตอบคือ คนส่วนใหญ่เลือกกล่องแรก…

แม้ว่า ความค่าคาดหวังทางคณิตศาสตร์ของกล่องที่สองจะเท่ากับ 50/50 แต่ได้ผลตอบแทนมากกว่าถึง 2 เท่า คนส่วนใหญ่ก็เลือกกล่องแรกที่มั่นคงแน่นอน เพราะความกลัวว่าจะไม่ได้อะไรเลยมีน้ำหนักมากกว่าความเป็นไปได้ที่จะได้เงินมากกว่า

ในโลกของการลงทุนก็หนีทฤษฎีนี้ไม่พ้น 

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมักลังเลที่จะขายหุ้นที่ขาดทุน เพราะพวกเขารู้สึกว่า “ความรู้สึกสูญเสีย” มีผลกระทบมากกว่าการ “ได้รับกำไร” หรือที่ใครหลายคนมีคติประจำใจไว้ว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” หรือบางคนก็กลัวถึงขั้นไม่กล้าลงทุนเพราะไม่อยากสูญเสียเงินไป (ยังไม่นับรวมคนที่มีประสบการณ์การลงทุนที่ผิดหวังนะ)

ทว่าการ ไม่ลงทุน = ความเสี่ยงเงียบๆ ที่อันตราย

โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เคยบอกไว้ว่า “คำว่า ‘ความเสี่ยง’ ในมุมการลงทุนไม่ใช่เรื่องแง่ลบเสมอไป แต่การไม่ลงทุนเลย หรือวางเงินไว้ผิดที่อาจทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายและมีเงินไม่พอใช้ในบั้นปลายของชีวิต”

เพราะอย่างที่เราตระหนักกันดีว่า บนโลกใบนี้ มีสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อ (Inflation)

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด จำได้ไหมว่า ก๋วยเตี๋ยวชามแรกที่เรากินแถวบ้านชามละราคาเท่าไหร่?
หลายคนอาจบอกว่า 2 บาท, 5 บาท, 10 บาท แต่ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งปาไป 50 - 80 บาทไปแล้ว!

ดังนั้น ถ้าเราเก็บเงินเพียงอย่างเดียวหรือมีรายได้ช่องทางเดียว มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่อยู่ได้ด้วยเงินเท่าเดิมหรือที่นักลงทุนเรียกกันว่า เอาชนะอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ปัจจัยตัวนี้เป็นปัจจัยที่ใกล้ตัวเราที่สุดและเห็นได้ชัดที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้วอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยย้อนหลังมักจะอยู่ที่ราวๆ 2-3% ต่อปี แปลว่าเราจะมีกำลังซื้อที่ลดลงและจนลง เราจึงจำเป็นต้องมองหาสินทรัพย์การลงทุนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนขั้นต่ำที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาวเพื่อจะสามารถรักษาความมั่งคั่งของเราเอาไว้ให้ได้ จะเห็นได้ว่าการลงทุนไม่ใช่เป็นทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ในระยะยาวครับ

อย่างไรก็ตามความกลัวและความคาดหวังในการลงทุนเป็นเรื่องที่เราสามารถรับมือได้ เช่น

1. เริ่มต้นลงทุนทีละน้อย

ขั้นแรกของการเอาชนะความกลัวลงทุน คือ เริ่มต้นและลงมือทำ อาจไม่ต้องมาก แค่วันละ 100 บาท หรือ สัปดาห์ละ 1,000 บาท เอาตามงบที่มี พอได้กำไร ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น อย่าลืมว่า "กรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว" ดังนั้น พอร์ตการลงทุนก็เช่นกัน ต้องทยอยสะสม ลงทุนอย่างต่อเนื่อง สักวันก็จะถึงเป้าหมายได้

2. ลงทุนในสิ่งที่ชอบ

สำรวจตัวเองก่อนว่า มีความถนัด หรือ ชอบลงทุนในสินทรัพย์ใด รูปแบบไหน เป็นพิเศษมั้ย? ถ้ามี ควรเริ่มลงทุนในสิ่งที่ชอบก่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สามารถลงทุนได้ต่อเนื่อง เพราะถ้าเราได้อยู่กับสิ่งที่เราชอบ เราสนใจ เราจะอยู่กับมันได้นาน

3. เปิดใจหาความรู้เพิ่มเติม

มนุษย์มักกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ดังนั้น วิธีเอาชนะความกลัว คือ การเรียนรู้ ลองอ่านหนังสือ ดูยูทูป ฟังพอดแคสต์ หรือ สอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และอาจดาวน์โหลดโปรแกรมจำลองการซื้อขายมาทดลองใช้ดูก่อนก็ได้ เชื่อเถอะว่า มันจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการลงทุนให้กับคุณได้จริงๆ ไม่มากก็น้อย

4. ปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่

มุมมองและความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เราต้องคิดใหม่ว่า “การลงทุนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย” แม้จะมีขาดทุนบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีนักลงทุนคนไหนในโลกที่ไม่เคยขาดทุน ถ้าศึกษามาดีแล้ว เชื่อเถอะว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกล และสุดท้ายต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถทำงานหาเงินด้วยแรงงานไปตลอดชีวิตได้ แถมยังต้องกินต้องใช้อีก การลงทุนจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ต้องถูกบรรจุให้อยู่ในแผนของชีวิตทุกคน

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save