สละแสงสีแล้วอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในประเทศที่ขาดแคลน : ความสำเร็จไม่ได้วัดด้วยเงินทองหรือชื่อเสียงของซูเปอร์สตาร์ ‘ออเดรย์ เฮปเบิร์น’

ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) มีชื่อจริงว่าออเดรย์ คาธลีน รัสตัน (Audrey Kathleen Ruston) เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1929 ในเบลเยียม พ่อของเธอเป็นนายธนาคารสัญชาติอังกฤษ ส่วนแม่มีเชื้อสายขุนนางของเนเธอร์แลนด์ จนกระทั่งอายุหกขวบ แม่ก็พาเธอและพี่ชายต่างพ่ออีกสองคนโยกย้ายไปอยู่อังกฤษ
ออเดรย์เล่าว่า เธอเติบโตขึ้นมาท่ามกลางผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง ในวัยเด็กเคยประสบกับความอดอยากและความสูญเสียในครอบครัวจากสงคราม ต้องโยกย้ายถิ่นฐานและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เอ็ดดา ฟาน ฮีมสตรา (Edda van Heemstra) เพื่อปกปิดว่าเธอเป็นคนอังกฤษ
“ชีวิตช่วงนั้นทำให้เธอเป็นเธออย่างนี้”
ลูคา ดอตติ (Luca Dotti) ลูกชายของออเดรย์ เฮปเบิร์นเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ Dutch Girl: Audrey Hepburn and World War II ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2019
หลังสงครามจบลงออเดรย์ กลับไปที่อังกฤษอีกครั้งเพื่อทำตามความฝันที่อยากจะเป็นนักเต้นบัลเลต์ในอนาคต แต่ฝันนั้นก็ไม่อาจไปถึงได้ เพราะเธอป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ อันเนื่องมาจากการขาดสารอาหารในช่วงสงคราม
ลูกชายของเธอเล่าเพิ่มเติมไว้ว่า ตอนที่รอดมาได้นั้นแม่ของเขาเกือบจะตาย เพราะภาวะทุพโภชนาการจากการขาดสารอาหาร แม่อยู่รอดมาได้ด้วยการกินตำแย หัวทิวลิป และการดื่มน้ำให้มากๆ
เมื่อสุขภาพทำให้เธอเป็นบัลเลต์ไม่ได้ ในปี 1951 ออเดรย์ เฮปเบิร์น (นามสกุลที่สองของตระกูล) ก็เดินทางไปนิวยอร์ก และกลายเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงและยังเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้
ความสำเร็จออเดรย์ ในฐานะนักแสดง
ใครเป็นสายภาพยนต์คงจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ออเดรย์คือหนึ่งในนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ อีกทั้งยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เจ้าหญิงแห่งวงการฮอลลีวู้ดยุคทอง’
โดยเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงทศวรรษ 1950 และได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการแสดง ในปี 1953 ด้วยวัยเพียง 25 ปี เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลใหญ่ของวงการถึง 3 รางวัลจากการรับบทเดียว นั่นคือ รางวัลออสการ์, ลูกโลกทองคำ และ BAFTA จากบทบาทในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Roman Holiday
ตามมาด้วยการสร้างชื่อจากผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อ เช่น Breakfast at Tiffany’s, Charade และ My Fair Lady นอกจากนี้ชื่อของเธอยังคงปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะหนึ่งใน 15 นักแสดงที่ได้รับรางวัล “EGOT” (Emmy, Grammy, Oscar, Tony) รางวัลด้านภาพยนต์ที่ถือเป็นเกียรติสูงสุดของวงการภาพยนต์
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเส้นทางอาชีพที่สดใสและเต็มไปด้วยโอกาสที่ไม่สิ้นสุด เธอเป็นนักแสดงคิวทองยาวนานกว่า 19 ปี ก่อนจะตัดสินใจที่สร้างความแปลกใจให้กับผู้คนด้วยการค่อยๆ หันหลังให้กับวงการแสดง
ชีวิตส่วนตัวและการตัดสินใจผันตัวไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์
ออเดรย์ เคยแต่งงานสองครั้ง รักแรกของเธอเริ่มต้นในปี 1954 ระหว่างการซ้อมบทละครบรอดเวย์เรื่อง Ondine ชายคนนั้นคือ เมล เฟอร์เรอร์ (Mel Ferrer) ทั้งสองได้แสดงหนังคู่กันในปี 1956 เรื่อง War and Peace ก่อนที่จะมีลูกชายคนแรก ฌอน เฮปเบิร์น เฟอร์เรอร์ (Sean Hepburn-Ferrer) หลังจากแท้งมาสามครั้ง ทั้งคู่ใช้ชีวิตสมรสร่วมกันนานถึง 14 ปี ก่อนที่จะหย่าร้างกันในที่สุด
หลังการหย่าร่าออเดรย์ได้พบรักครั้งใหม่อีกครั้งระหว่างล่องเรือยอร์ชที่กรีซ เธอได้รู้จักกับอันเดรีย ดอตติ (Andrea Dotti) จิตแพทย์ชาวอิตาเลียน และแต่งงาน ซึ่งไม่นานนั้นออเดรย์ก็ให้กำเนิดลูกชายคนที่สอง ลูคา ดอตติ (คนที่เขียนคำโปรยในหนังสือชีวประวัติของเธอ) ก่อนที่จะหย่าร่างอีกครั้งหลังจากครองรักกันมานานถึง 11 ปี
ไม่นานจากการหย่าร้างครั้งที่สอง ออเดรย์ก็ได้พบกับ โรเบิร์ต โวลเดอร์ส (Robert Wolders) ผู้ชายที่เคยมีประสบการณ์ร้ายๆ จากสงครามโลกครั้งที่สองมาคล้ายๆ ความเข้าใจกันและกันจากการผ่านความยากลำบากนั้น พาเธอและเขาให้ไปร่วมทำงานช่วยเหลือเด็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา
ออเดรย์ในฐานะทูตสันถวไมตรี UNICEF
นับตั้งแต่ปี 1967 เฮปเบิร์นค่อยๆ ลดบทบาทในวงการภาพยนตร์ และเลือกทุ่มเทเวลาให้กับงานด้านมนุษยธรรมไปกับยูนิเซฟ (UNICEF) องค์กรที่มุ่งเน้นช่วยเหลือเด็กในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความยากจน ด้วยการดินทางไปประเทศด้อยพัฒนาและรวบรวมเงินบริจาค เพื่อนำมาส่งต่อให้เด็กๆและชุมชนที่ขาดแคลนอาหารและการรักษาพยาบาล
และเมื่อพบสิ่งมีความหมายกว่าการเป็นนักแสดง เธอก็ประกาศอำลาวงการฮอลลีวู้ดอย่างเป็นทางการ ในปี 1969
จากนั้นก็ทุ่มเทเวลาให้กับการช่วยเหลือผู้อื่น ความพยายามของเธอได้รับการยกย่องจากทั้งแฟนคลับ และองค์กรต่าง ๆ
ครั้งหนึ่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ในสหรัฐอเมริกา ได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับเธอ เนื่องจากต้องการยกย่องที่เธอทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
ในวัย 63 ปี (ปี 1992) เธอก็ได้รับรางวัล Presidential Medal of Freedom ซึ่งเป็นรางวัลพลเรือนสูงสุดของสหรัฐอเมริกา และมันเป็นปีเดียวกันกับที่เธอพบว่าสภาพร่างกายเธอไม่เหมือนเดิม ตอนนั้นแพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เธอได้เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดและเคมีบำบัด แต่สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้
วันที่ 20 มกราคม 1993 ที่บ้านของเธอใน สวิตเซอร์แลนด์ ออเดรย์ได้จากไปอย่างสงบ หลังการประกาศผลรางวัลออสการ์ปี 1993 ซึ่งเธอได้รับรางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษออสการ์กิตติมศักดิ์ด้านมนุษยธรรม
บทเรียนคนดังกับการเงินจากออเดรย์ เฮปเบิร์น
เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits เคยตั้งคำถามไว้ว่า
“ถ้าคุณมีชีวิตหนึ่งเดียวอันแสนมีค่า คุณจะเลือกใช้เวลาอย่างไรให้ดีที่สุด?”
ตามที่เจมส์สงสัย หากเป็นกูรูด้านการพัฒนาตัวเอง พวกเขาคงจะเน้นให้คุณมุ่งสู่ ประสิทธิผล (Effective) มากกว่าการมุ่งเน้นแค่ ประสิทธิภาพ (Efficient) แต่การตัดสินใจของ ออเดรย์ เฮปเบิร์น ในการละทิ้งอาชีพการแสดงเป็นจุดบอดของแนวคิดนี้
เจมส์อธิบายต่อว่า การก้าวหน้าไม่ได้หมายถึงการมีประสิทธิผลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการมีประสิทธิผลในการทำสิ่งที่ถูกต้องด้วย
คำถามที่ตามมาคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนคือ “สิ่งที่ถูกต้อง”? หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ Pareto Principle หรือที่เรียกกันว่า กฎ 80/20 ที่อธิบายไว้ว่าผลลัพธ์ส่วนใหญ่ในชีวิตมักมาจากกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สำคัญจริงๆ ดังนั้น การมุ่งเน้นพัฒนาจุดแข็งย่อมคุ้มค่ากว่าการทุ่มเทเวลาไปกับการพยายามแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมด
แต่กฎนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน ถ้าสมมติว่าออเดรย์ เฮปเบิร์น ใช้กฎ 80/20 ในกระบวนการตัดสินใจวันนั้น คำตอบที่ชัดเจนคงบอกให้เธอแสดงภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เพิ่มอีกเพราะนั่นคือจุดแข็งของเธอ
แต่ปัญหาคือ เธอไม่ต้องการเป็นนักแสดงอีกต่อไป เธอต้องการรับใช้สังคม และไม่ว่าการวิเคราะห์ใดๆ จะบอกว่านี่ไม่ใช่การใช้เวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุด เธอก็ยังจะเลือกทางนี้
ถึงแม้ว่าการเริ่มต้นสิ่งใหม่จะไม่ชนะการวิเคราะห์แบบ 80/20 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันคือการตัดสินใจที่ผิด เพราะในท้ายที่สุด การเลือกทำงานด้านมนุษยธรรมคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเธอ และ (แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดหวัง) เธอก็ได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่กว่าการแสดงในโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องต่อไปเสียอีก
ดั่งที่ออเดรย์ เฮปเบิร์น ทูตสันถวไมตรีของยูนิเซฟเคยกล่าวไว้ว่า
“สิ่งที่ควรโอบกอดไว้มากที่สุดในชีวิตคือกันและกัน”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

