ทรัมป์ กำแพงภาษี กับ ทฤษฎี ‘Madman Theory’ บ้าคลั่งจริงหรือแกล้งบ้าเพื่อให้คนอื่นกลัว แล้วยอมตามสิ่งที่ต้องการ

ทรัมป์ กำแพงภาษี กับ ทฤษฎี ‘Madman Theory’ บ้าคลั่งจริงหรือแกล้งบ้าเพื่อให้คนอื่นกลัว แล้วยอมตามสิ่งที่ต้องการ

หลังจากการประกาศขึ้น “กำแพงภาษี” อย่างสุดโต่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเช้า โลกทั้งใบก็เหมือนสะดุ้งแรงๆ อีกครั้งไปกับความไม่แน่นอนกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

หลายเดือนก่อนตอนที่เข้าให้สัมภาษณ์และเวทีหาเสียงหลายเวที ทรัมป์เสนอแนวทางเศรษฐกิจสุดโต่งอย่างการเก็บภาษีนำเข้าระดับ 10-20% กับสินค้าทุกชนิดจากทั่วโลก และพุ่งเป้าหนักไปที่จีน

โดยตอนนั้นคนก็คิดว่าอาจจะแค่พูด แล้วคงไม่ทำจริงก็ได้เพราะหนทางนั้นมีความเสี่ยงที่จะพาโลกทั้งใบเข้าสู่สงครามการค้าอีกรอบ เกิดเงินเฟ้อซ้ำเติมเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดวิกฤตตลาดทุนรอบใหม่

แต่...หลังจากการเคลื่อนไหวเช้านี้ (ซึ่งทรัมป์เรียกว่าเป็น Liberation Day ปลดปล่อยอเมริกาให้เป็นอิสระจากการขาดดุลการค้า มีเอกราชด้านเศรษฐกิจของตัวเอง) ทรัมป์ประกาศขึ้นกำแพงภาษีแบบทั้งแผงโดนหมดมากน้อยต่างกันออกไป (สามารถดูอัตราภาษีตรงนี้ในลิงก์อ้างอิงได้ครับ)

โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 เป็นต้นไป หรือตอนนี้มีเวลา 1 สัปดาห์ที่แต่ละประเทศจะพูดคุยเจรจาและหาทางออกร่วมกับอเมริกาว่าจะค้าขายกันต่อไปยังไงดี

มองผ่านๆ อ่านแค่พาดหัวข่าว การกระทำของเขาที่ตั้งกำแพงภาษีแบบกวาดเรียบเช่นนี้ช่างบ้าคลั่งซะเหลือเกิน ทำอะไรตามใจไม่สนหน้าไหนทั้งสิ้น แต่ถ้าเราลองถอยกลับมาแล้วตั้งคำถามใหม่อีกด้านหนึ่งว่า’ หรือนี่มันคือหมากที่วางเอาไว้แล้ว?’ มันอาจจะเป็น “แกล้งบ้า” ตามหลักแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่ชื่อว่า “Madman Theory” รึเปล่า?

Madman Theory : เมื่อ ‘ความบ้าคลั่ง’ กลายเป็นกลยุทธ์ต่อรอง

ทฤษฎี Madman Theory หรือ “ทฤษฎีคนบ้า” (บางครั้งก็เรียกว่า ‘ทฤษฎีคนคลั่ง’) ไม่ใช่ของใหม่ในโลกการเมืองต่างประเทศ

ย้อนไปในยุคสงครามเย็น จะพบว่าคนแรกที่พูดถึงทฤษฎีนี้อย่างจริงจังคือประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) โดยมีจุดมุ่งหมายให้ฝ่ายตรงข้าม—โดยเฉพาะเวียดนามเหนือ—เชื่อว่าเขาพร้อมจะทำอะไรที่สุดโต่งได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งกดปุ่มนิวเคลียร์ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยอมถอย

นิกสันต้องการสร้างภาพว่าเขาไม่สามารถคาดเดาได้ เขาอยากให้ศัตรูคิดว่าเขา “บ้า” พอที่จะทำทุกอย่างให้ได้ชัยชนะ ไม่ว่าจะบ้าจริงหรือไม่ก็ตาม แนวคิดนี้มีรากลึกจากงานของนักปรัชญาอย่าง นิกโกเลาะ มาเกียเวลลี (Niccolò Machiavelli) ผู้เคยกล่าวว่า “บางครั้ง การแสร้งทำเป็นคนบ้า ก็อาจเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด”

ในช่วงต้นของสงครามเย็น นักยุทธศาสตร์อย่าง แดเนียล เอลส์เบิร์ก (Daniel Ellsberg) และโธมัส เชลลิง (Thomas Schelling) เคยพิจารณาถึงข้อดีที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นคนบ้า ในสถานการณ์ที่ต้องใช้การต่อรองแบบบีบบังคับ

เชลลิงเขียนไว้ในหนังสือ *The Strategy of Conflict* ว่า “การมีเหตุมีผลอย่างเคร่งครัดและแสดงออกอย่างชัดเจนไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอไปในสถานการณ์ของความขัดแย้ง” หากผู้อื่นเชื่อว่าคนบ้าอาจทำอะไรสุดโต่งได้หากไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ การข่มขู่ว่าจะยกระดับความขัดแย้งก็จะดูน่าเชื่อถือมากขึ้น—ซึ่งทำให้การยอมถอยเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงกลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

แต่ในทางปฏิบัติ นักวิชาการส่วนใหญ่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเห็นพ้องว่า Madman Theory มักล้มเหลวมากกว่าจะได้ผล โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายรู้ทันว่าคุณกำลัง “แกล้งบ้า”

ทรัมป์เคยใช้ Madman Theory มาแล้ว?

หากใครตามข่าวการเมืองโลกช่วงปี 2017-2018 คงจำได้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์มีช่วงเวลาที่ใช้วาทกรรมแข็งกร้าวอย่างหนักกับเกาหลีเหนือ ขู่จะ “เผาผลาญเกาหลีเหนือด้วยไฟและพลังแบบที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” เรียกคิมจองอึนว่า “Rocket Man” และพูดตรงๆ ว่าสามารถทำลายเกาหลีเหนือให้หายไปได้เลย

แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขากลับจับมือคิมจองอึน และมีการประชุมสุดยอดหลายครั้งที่เต็มไปด้วยภาพสวยๆ แต่ผลลัพธ์เชิงนโยบายต่อจากนั้นก็แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อีกกรณีหนึ่งที่ชัดเจนคือการเจรจาการค้ากับเกาหลีใต้ ทรัมป์สั่งทีมเจรจาของเขาให้บอกฝั่งเกาหลีใต้ว่าประธานาธิบดีเป็น “คนบ้า” ที่พร้อมจะยกเลิกข้อตกลงทุกเมื่อ เพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมอ่อนข้อ ซึ่งเป็นการใช้ภาพลักษณ์ของความไม่แน่นอนเป็นกลยุทธ์ต่อรอง แม้ข้อตกลงใหม่จะเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่ก็ถือว่าเขาได้สัมปทานบางอย่างโดยไม่ต้องทำตามคำขู่จริง

สรุปคือ ทรัมป์อาจฟังดูไม่มีเหตุผลในสายตาคนอื่น แต่หลายครั้งเขาเลือก “แกล้งบ้า” ด้วยเหตุผลที่มีแบบแผน และใช้ความบ้าคลั่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามยอมถอย

แล้ววันนี้ เขากำลังทำแบบเดียวกันอีกหรือเปล่า?

การตั้งกำแพงภาษีแบบเหวี่ยงแหโดยไม่สนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกฟังดูบ้าคลั่ง แต่บางทีอาจไม่ใช่ความบ้าจริงๆ—แต่อาจเป็นกลยุทธ์เจรจาต่อรองอีกครั้งหนึ่ง

เพราะตอนนี้หลังจากที่ข่าวออกไปและมีเวลาอีก 1 สัปดาห์ที่จะมีผลบังคับใช้ หลายประเทศ (รวมทั้งบ้านเราด้วย) ต้องรีบเข้าไปเจรจาเพื่อหาทางแก้ อาจจะต้องซื้ออะไรจากอเมริกาเพิ่ม หรือลดภาษีนำเข้าสินค้าบางตัว การจะไม่ต่อรองแล้วซื้อขายกันเอง (ในกลุ่มประเทศที่โดนภาษี) โดยไม่พึ่งพาอเมริกาเลยก็เป็นเรื่องยาก เพราะสินค้าจะมีเยอะมากๆ เมื่อหาตลาดใหม่ไม่ทัน (หรือจะมีไหม?)

การเจรจาเหล่านี้อาจจะเปิดทางให้สหรัฐได้ข้อตกลงที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นการสร้างภาพตัวเองว่าเป็น “คนที่บ้าและไม่แคร์อะไรทั้งนั้น” อาจเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการขู่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจสุดโต่งตรงนี้ด้วย

แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีแต่คนเห็นด้วย งานวิจัยของ โรแซนน์ แมคมานาส (Roseanne McManus) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จาก Penn State แสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์แบบ Madman Theory มีโอกาสได้ผลในบางเงื่อนไขเท่านั้น เช่น ถ้าผู้นำคนนั้นดูเหมือน “คลั่งเฉพาะบางเรื่อง” แทนที่จะบ้าไปเสียทุกเรื่อง หรือเมื่อคนอื่นมองว่าผู้นำคนนั้นมีอารมณ์รุนแรงเกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะ มากกว่าที่จะเป็นคนไร้เหตุผลไปซะทุกอย่าง

ความเสี่ยงของ Madman ที่ไม่มีใครเชื่ออีกแล้ว

นักยุทธศาสตร์อย่าง แดเนียล เอลส์เบิร์ก และโธมัส เชลลิง แม้จะเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเรื่องการใช้ภาพลักษณ์ “คนบ้า” ในเชิงกลยุทธ์ แต่ทั้งคู่ไม่เคยสนับสนุนให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้แนวทางนี้จริงจัง เพราะมองว่าในระยะยาวกลยุทธ์นี้ไม่น่าจะได้ผล และงานวิชาการช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาก็เห็นตรงกันว่า Madman Theory แทบไม่มีหลักฐานความสำเร็จ เช่นในกรณีของริชาร์ด นิกสัน ที่แม้จะแสดงออกสุดโต่งเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ก็แทบไม่เคยได้ข้อยอมรับหรือผลลัพธ์ใดๆ กลับมา

นักการทูตและผู้นำโลกเคยสัมผัสกับ “ทรัมป์คลั่งเวอร์ชันแรก” มาแล้วในเทอมแรก พวกเขารู้ว่าทรัมป์แกล้งโวยวาย แกล้งขู่ และสุดท้ายอาจไม่ทำอะไรเลยก็ได้ เหมือนที่อดีตเจ้าหน้าที่โซเวียตเคยพูดถึงนิกสันว่า “เขาชอบพูดเกินจริง” จนไม่เหลือความน่าเชื่อถือ

ปัญหาของ Madman Theory ก็คือ—มันได้ผลก็ต่อเมื่อคนอื่น ‘เชื่อ’ ว่าคุณอาจทำจริง แต่ถ้าไม่มีใครเชื่อคุณแล้ว การแกล้งบ้าก็กลายเป็นแค่ “การแสดง” ที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างเตือนว่าหากทรัมป์เดินหน้าทำจริงตามแผนภาษีที่เสนอไว้จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก:

* สินค้าแพงขึ้นทันที ทั้งในสหรัฐและทั่วโลก
* เงินเฟ้อกลับมาเร็วกว่าเดิม
* อุปสงค์หดตัว ตลาดหุ้นตกฮวบ
* ความสัมพันธ์กับพันธมิตรหลักทรุดหนัก

ทั้งหมดนี้คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อ “แสดงความบ้า”—ซึ่งอาจเป็นราคาที่สูงเกินไป หากสิ่งที่ได้กลับมาไม่คุ้มเลย (แต่ก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าเขาทำแบบนี้เพื่อบังคับให้เศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงเพื่อบีบให้ FED ลดดอกเบี้ย แม้จะไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน แต่โลกออนไลน์ก็มีพูดคุยกันถึงประเด็นนี้เช่นเดียวกัน)

สิ่งที่น่ากังวลคือ ตอนนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

นักยุทธศาสตร์บางคนมองว่า การที่เขากลับมาใช้นโยบายภาษีแบบสุดขั้ว อาจเป็นเพียงฉากหน้าของการต่อรองเพื่อขอสิ่งที่เขาต้องการก็จริง แต่นั่นก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะ “แค่แกล้งบ้า” ตลอดไป (หรือแกล้งจริงๆ รึเปล่า?)

Madman Theory เป็นกลยุทธ์ที่เล่นกับความกลัว ใช้ภาพของ “ความไม่คาดเดาได้” เพื่อบีบบังคับให้คนอื่นยอม แต่ปัญหาคือ—เมื่อคุณใช้บ่อยเกินไป คนอื่นจะเริ่มเดาได้

และเมื่อไม่มีใครกลัวอีกต่อไป กลยุทธ์นี้ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกที่อันตราย

เราไม่มีวันรู้แน่ชัดว่า ทรัมป์คลั่งจริง หรือแค่แกล้งตบตาเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่สิ่งที่แน่ๆ คือ ถ้าเขายังเชื่อใน Madman Theory อยู่ เขาอาจยอมทำบางสิ่งสุดโต่งเพื่อพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าเขา “กล้าทำจริง”

แต่คำถามคือ—ต้องแลกมาด้วยอะไร? และ โลก (หรือไทย) พร้อมจะรับผลลัพธ์นั้นหรือยัง?

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save