ทำไมตอนเสียชีวิต ‘เอลวิส เพรสลีย์’ เงินเหลือในบัญชีไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์? บทเรียนการบริหารเงินที่พลาดของราชาร็อกแอนด์โรล

ทำไมตอนเสียชีวิต ‘เอลวิส เพรสลีย์’ เงินเหลือในบัญชีไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์? บทเรียนการบริหารเงินที่พลาดของราชาร็อกแอนด์โรล

เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) คือชื่อที่โลกไม่มีวันลืม ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการดนตรีตลอดกาล ด้วยเสียงร้องทรงพลังและเสน่ห์เหลือล้น เขาสร้างปรากฏการณ์จากเพลงฮิตอย่าง Jailhouse Rock, Heartbreak Hotel, Hound Dog และ Don’t Be Cruel พร้อมกวาดรางวัลด้านดนตรีนับไม่ถ้วน

ในวัยเพียง 21 ปี เอลวิสก็กลายเป็นชายที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในโลก และรักษาตำแหน่งนั้นไว้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ที่สาดส่องทุกย่างก้าว หลายคนเห็นเพียงภาพของซูเปอร์สตาร์ที่ใช้ชีวิตดั่งราชา แต่กลับมีมุมหนึ่งที่แทบไม่มีใครรู้ มุมที่แสงไฟเหล่านั้นไม่เคยส่องถึง

และนั่นคือบทเรียนทางการเงินที่น่าเจ็บปวด ที่เขาไม่ทันได้เรียนรู้จนถึงวันที่สายเกินไป

ที่มาที่ไป

ตามประวัติแล้ว เมื่อเอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) เป็นชายคนหนึ่งที่เติบโตจากครอบครัวธรรมดาในเมืองทูเพอโล รัฐมิสซิสซิปปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมืองเมมฟิส เริ่มต้นการร้องเพลงในโบสถ์ เคยทำงานขับรถบรรทุกเพื่อเลี้ยงชีพ พรสวรรค์ของเขาได้ถูกค้นพบและเซ็นสัญญากับค่าย Sun Records และทันทีที่เพลงของเขาถูกเผยแพร่ แนวเพลงของเขาก็กลายเป็นเพลงฮิตที่คนเปิดฟังกันทั่วบ้านทั่วเมือง

จากนั้นชีวิตก็พลิกผันสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

แต่ในขณะที่ผู้คนเฉลิมฉลองความสำเร็จของเขา กลับมีอีกเรื่องที่หลายคนมองข้าม การจัดการด้านการเงินที่ผิดพลาดซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนใหญ่ของเอลวิส ความไว้ใจคนผิด และการขาดความรู้ทางการเงิน กลับกลายเป็นกับดักที่ทำให้เขาค่อย ๆ สูญเสียอิสรภาพในแบบที่แม้แต่ชื่อเสียงในขณะก็ช่วยอะไรไม่ได้

เมื่อเอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) เสียชีวิตในวัย 42 ปี เขามีเงินเหลือในบัญชีไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์ แม้จะฟังดูเยอะแล้วในสมัยนั้น แต่นี่ก็ยังถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับว่าเขามีชื่อเสียงตั้งแต่ตอนที่อายุ 21 ปีและยังคงความนิยมไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

เรื่องของเอลวิสค่อยๆ ถูกเปิดเผยหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปจากการที่มีคนพยายามหาคำตอบว่า
“เอลวิสขายแผ่นเสียงไปทั้งหมดกี่แผ่น?”

ซึ่งนั่น นำมาซึ่งการค่อยๆ เปิดเผยว่าเอลวิส คือเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินอย่างเป็นระบบโดยมีผู้จัดการของเขา “พันเอกทอม พาร์คเกอร์” สมรู้ร่วมคิดกับบริษัทอีกหลายที่ ที่ “แกล้งไม่เห็น” และเพิกเฉยต่อความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เห็นกันชัดๆ

เอลวิสขายแผ่นเสียงไปได้ทั้งหมดกี่แผ่น?

กุญแจสำคัญในการไขปริศนาคดีอื้อฉาวนี้ เริ่มจากคำถามที่ฟังดูง่ายมาก
“เอลวิสขายแผ่นเสียงไปทั้งหมดกี่แผ่นตลอดชีวิต?”

ฟังดูเหมือนคำถามพื้นฐานที่ใครๆ ก็ควรรู้คำตอบ แต่ความจริงกลับไม่เป็นแบบนั้นเลย เพราะแม้ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะระบุว่า “มากกว่า 1 พันล้านแผ่น” แต่แทบจะแน่ใจได้ว่าตัวเลขนั้นจริงไหม และไม่มีใครรู้ยอดที่แท้จริงด้วยซ้ำ

ทอม พาร์คเกอร์ ผู้จัดการของเอลวิส ไม่เคยร้องขอให้ค่าย RCA ตรวจสอบยอดขายเลย ทั้งที่มันเป็นขั้นตอนมาตรฐานของวงการ และแปลกยิ่งกว่าคือ ทางค่ายเองก็ไม่เคยคิดจะตรวจสอบเหมือนกัน

ทีมสอบสวนจากศาลมรดกแห่งรัฐเทนเนสซีเคยเปิดเผยว่า RCA ก็เหมือนค่ายเพลงอีกมากมายที่อ้างว่า
“ออฟฟิศต่างประเทศจัดการข้อมูลยอดขายได้แย่มาก” จึงรายงานยอดไม่ครบ

การรายงานยอดน้อยลง = ค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่ายให้ศิลปินและนักแต่งเพลงก็น้อยลงไปด้วย

ผลก็คือ ศิลปินมากมายโดนเอาเปรียบมาแล้วทั้งนั้น ตั้งแต่ Little Richard (ไอดอลของเอลวิส) ไปจนถึง The Dixie Chicks, Dr. Dre และ Four Tet ต่างก็ล้วนเคยเจอ

แต่ในกรณีของเอลวิส ความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น เพราะพาร์คเกอร์ถึงขั้น “แนะนำ” ให้ผู้จัดการมรดกของเอลวิส “อย่า” ขอให้ตรวจสอบยอดขายเลยด้วยซ้ำ

ชีวิตที่ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงในฐานะศิลปิน

Management Today สื่อธุรกิจจากสหราชอาณาจักร รายงานว่า เหตุผลสำคัญที่ “ทัวร์รอบโลก” ของราชาร็อกแอนด์โรลไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยสักครั้ง แม้รายการ Aloha From Hawaii ในปี 1973 จะประสบความสำเร็จถล่มทลาย โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่มีอัตราผู้ชมสูงถึง 90% ของยอดรวมทั้งหมด รายการนี้จึงกลายเป็นเหมือน “ทัวร์จำลอง” ที่แสดงให้เห็นว่า หากเอลวิสได้ออกทัวร์จริง ๆ โลกคงต้อนรับเขาอย่างล้นหลาม

เหตุผลเบื้องหลังความพลาดนี้ไม่ใช่เรื่องโปรดักชัน ไม่ใช่เรื่องตลาด แต่เป็นเพราะผู้จัดการอย่างพาร์คเกอร์ “ไม่มีพาสปอร์ต” เพราะแท้จริงแล้ว เขาเป็นผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น เมื่อขุดลึกลงไปโลกก็เริ่มเห็นความจริงว่า ดีลที่เอลวิสเซ็นกับ RCA ในปี 1973 ช่วงที่เขาดังที่สุดคือหนึ่งในหลักฐานชัดเจนของการบริหารจัดการรายได้ที่พลาด

ในสัญญาฉบับนั้น เอลวิสได้รับค่าลิขสิทธิ์เพียง 10 เซนต์ต่อซิงเกิล และ 50 เซนต์ต่ออัลบั้ม ซึ่งคิดเป็นแค่ครึ่งเดียวของศิลปินร่วมยุคอย่างเอลตัน จอห์น ทั้งที่ยอดขายแผ่นเสียงทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากดีลแรกในปี 1955 เอลวิสกลับได้เพิ่มค่าลิขสิทธิ์เพียง 5% เท่านั้น

แต่ที่ทำให้หลายคนอ้าปากค้างกว่านั้นคือ ในดีลเดียวกันนี้ เอลวิสดันขายสิทธิ์ใน “Back catalogue” หรือเพลงเก่าทั้งหมดของเขา รวมถึงเพลงระดับตำนานอย่าง ‘Heartbreak Hotel’, ‘Hound Dog’ และ ‘All Shook Up’ ให้กับ RCA ไปด้วย ดีลนี้ RCA จ่ายเงินรวม 10.5 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 6 ล้านเข้ากระเป๋าทอม พาร์คเกอร์ ส่วนเอลวิส ตัวศิลปินผู้สร้างเพลง กลับได้เพียง 4.5 ล้าน

ที่น่าคิดคือ RCA จ่ายเงินตรงให้พาร์คเกอร์ถึงสามครั้ง โดยที่เอลวิส เจ้าของเสียง เจ้าของผลงาน ไม่ได้รับเงินตรงจากค่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

รวมไปถึง กลยุทธ์ของผู้จัดการคนนี้ยังละเลยหลักพื้นฐานของธุรกิจ เช่น ผลิต “สินค้าคุณภาพต่ำ” ลงตลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหวังให้แฟนพันธุ์แท้ของเอลวิสควักกระเป๋าซื้อทุกอย่างที่มีชื่อเขา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง เพลงประกอบหนัง หรือของที่ระลึกใด ๆ ก็ตาม

หนักกว่านั้นคือ เขายังเรียกค่าตัวมหาศาลจากทีมผู้สร้างหนัง ผลคือ โปรดักชันต้องลดต้นทุนในทุกด้าน ทั้งบท นักแสดงร่วม และคุณภาพโดยรวมของหนัง จนทำให้เอลวิสแทบไม่มีโอกาสได้แสดงในหนังดี ๆ เลย ทั้งที่ตัวเขาเองก็เคยฝันอยากเป็นนักแสดงจริงจัง

เมื่อเข้าสู่ยุค 70s เอลวิสเริ่มเบื่อหน่ายการอัดเสียง และเบื่อหน่ายกับเพลงที่โดนยัดเยียดให้ร้อง รวมถึงการเมืองเบื้องหลัง อีกทั้ง เอลวิสจับได้ว่า พาร์คเกอร์อาจเอาเขาไปจ่ายหนี้พนัน ความสัมพันธ์จึงพังอย่างถาวร มีการสรุปไว้ว่า ครั้งหนึ่งพาร์คเกอร์ใช้โชว์ 636 ครั้งของเอลวิสในเวกัสเป็นสินทรัพย์ค้ำจ่ายหนี้รูเล็ตของตัวเอง

เจอร์รี ชิลลิง เพื่อนสนิทและผู้ร่วมงานของเอลวิส ผู้เขียนหนังสือ Me and a Guy Named Elvis เคยสรุปไว้สั้น ๆ ว่า

“พาร์คเกอร์ทำอะไรให้เอลวิสเยอะก็จริง แต่ต้นยุค 70 ทั้งคู่ควรจะ ‘แยกย้าย’ กันได้แล้ว”

ทว่า… ทุกอย่างพันกันยุ่งเกินกว่าจะตัดขาดได้ง่าย ๆ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เอลวิสเกือบกล้าพอที่จะยุติความสัมพันธ์กับพาร์คเกอร์ แต่สิ่งที่รั้งเขาไว้คือ “บิลเรียกเก็บค่าบริการย้อนหลัง” ที่พาร์คเกอร์ยื่นมาเรียกในราคาที่แพงเกินรับ เอลวิส ชายผู้สุภาพ อ่อนไหว และไม่ชอบเผชิญหน้า จึงถอยอีกครั้ง

และถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะนึกว่า… เอลวิสควรมีที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพไม่ใช่หรือ?
คำตอบคือ เขาก็คิดแบบนั้น แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

เบื้องหลังเวที ราชาร็อกแอนด์โรลผู้นี้ถูกควบคุมทุกฝีก้าว พาร์คเกอร์เป็นผู้กำหนดทุกการตัดสินใจ แม้แต่เรื่องการเงิน และเขาก็กล่อมเอลวิสว่า “จ้างที่ปรึกษามาก็เปลืองเงินเปล่า”

อาร์ลีน โคแกน เพื่อนสนิทของเอลวิส เล่าไว้อย่างน่าขนลุกว่า

“พาร์คเกอร์เข้ามาคุมบ้าน ทุกสายโทรศัพท์ต้องผ่านคนของเขา เวอร์นอน (พ่อของเอลวิส) บอกผมว่า ถ้าเอลวิสติดอยู่ในห้องคุยงานกับพาร์คเกอร์ ก็จะไม่มีใครได้คุยกับลูกชายของเขาจนกว่าผู้จัดการจะเดินออกไป”

เอลวิส คิดว่าเอเจนซี่ใหญ่อย่าง William Morris คงอยู่ข้างเขา แต่ความจริงคือ พาร์คเกอร์ติดต่อดีลต่าง ๆ เองทั้งหมด แล้วแค่ให้ อาเบ ลาสต์โฟเกล เพื่อนซี้ผู้บริหารของ Morris มา “เซ็นชื่อ” เพื่อให้ดูเหมือนทุกอย่างโปร่งใส ทั้งที่ความจริงคือผลประโยชน์ทับซ้อนเต็มๆ

ผ่านทั้งช่วงที่เขาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามและเสื่อมความนิยมลงไปตามกาลเวลา ขายผลงานได้ทะลุเป้าหรือยอดตกจนน่าใจหาย จนกระทั่งในปี 1971 เจอร์รี ชิลลิงพูดไว้ว่า

“เอลวิสที่ผมรู้จัก เริ่มตายไปอย่างช้าๆ ตอนพริสซิลลาทิ้งเขาไป
แต่สุดท้าย สิ่งที่ฆ่าเขาไม่ใช่ยา ยาเสพติดมันแค่พลาสเตอร์
เพราะสิ่งที่พรากเขาไปมันคือ ‘ความสิ้นหวังทางจิตวิญญาณ’ ต่างหาก”

จนวันที่ 16 สิงหาคม 1977 เอลวิส เพรสลีย์เสียชีวิตอย่างปริศนาในวัย 42 ปี ผลการตรวจร่างกายพบว่าขณะเสียชีวิตเอลวิสมีปริมาณยาอยู่ในร่างกายถึง 10 กว่าชนิดส่วนใหญ่เป็นยาแก้ปวดประเภทโคดีอีน จึงมีการลงความเห็นว่าเอลวิส เพรสลีย์อาจเสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว จากการใช้ยาร่วมหลายขนาน

และสิ่งที่ผู้จัดการส่วนตัวทำทันทีที่ทราบว่าเอลวิสเสียชีวิต เขารีบโทรหา RCA เพื่อยืนยันว่าทางค่ายจะยังคงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เขาอยู่หรือไม่ เมื่อได้คำตอบที่สบายใจ เขาก็บินตรงไปเมมฟิส แล้วโน้มน้าวให้เวอร์นอน พ่อของเอลวิสที่กำลังเศร้าโศก เซ็นสัญญายืนยันสิทธิ์การแบ่งรายได้ 50% จากผลงานของลูกชายที่ล่วงลับ

หลังการจากไปของเอลวิส มีรายงานว่าเขาทิ้งทรัพย์สินไว้เพียง 5 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ลูกสาวเพียงคนเดียว “ลิซ่า มารี เพรสลีย์” และมรดกของราชาเพลงร็อกอาจหยุดอยู่แค่นั้น ถ้าไม่ใช่เพราะพริสซิลลา เพรสลีย์ อดีตภรรยาก้าวเข้ามาช่วยฟื้นฟู โดยการก่อตั้งบริษัท Elvis Presley Enterprises (EPE) เพื่อจัดการทรัพย์สินทั้งหมดอย่างที่ควรจะเป็น

แม้โศกนาฏกรรมของเอลวิสจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปคุ้นเคยกันดี แต่เรื่องอื้อฉาวในแวดวงธุรกิจเบื้องหลังกลับไม่ค่อยเป็นที่รู้กัน เพราะเหยื่อหลักของเรื่องทั้งหมดก็คือเอลวิส ผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง

บทเรียนการเงินจากชีวิตราชาร็อกแอนด์โรล

1. อย่าปล่อยให้คนอื่นบริหารเงินแทน โดยไม่มีการตรวจสอบ

เอลวิสให้ความไว้ใจกับผู้จัดการอย่าง “ทอม พาร์คเกอร์” อย่างสุดหัวใจ
แต่พาร์คเกอร์กลับเป็นคนเดียวที่ตัดสินใจทุกอย่างแทน ทั้งดีลเงิน ลิขสิทธิ์ การเจรจาค่าตัว และการออกอัลบั้ม
ผลคือ เขาได้ค่าลิขสิทธิ์ต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกตัดสิทธิ์จากผลงานตัวเอง

ไม่ว่าเราจะเป็นศิลปิน นักธุรกิจ หรือมนุษย์เงินเดือน อย่าให้ใครควบคุมเงินของเราเพียงคนเดียว ถ้าคุณมีรายได้เยอะ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินช่วยวาง “มีระบบตรวจสอบ” และ “มีคนหลายมุมมองร่วมกันตัดสินใจ”

2. ไม่มีใครจนเพราะรายได้น้อย แต่จนเพราะไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน

แม้เอลวิสจะสร้างรายได้มหาศาล แต่เมื่อถึงเวลาจริง เขาไม่มีภาพรวมว่าเงินไหลไปทางไหนบ้าง พาร์คเกอร์เจรจาดีลเองทั้งหมด โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ แม้แต่ William Morris ที่เขาคิดว่าอยู่ข้างเขา ก็เป็นเพียงหน้าฉากเท่านั้น

อย่าให้การใช้เงินกลายเป็น “ความเคยชินที่ไม่ได้คิด” ทุกคนควรมีระบบ “ดูบัญชีตัวเอง” อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่เพื่อกันโดนโกง แต่เพื่อรู้ว่า “เงินในชีวิตเรา กำลังทำงานให้เราหรือเปล่า?”

3. ความกลัวคือ “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต

เอลวิสไม่กล้าแยกทางกับพาร์คเกอร์ เพราะกลัวกลับไปจน กลัวโดนแบล็กเมล์ กลัวว่าตัวเองจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา หลายคน กลัวลาออกจากงานที่ไม่มีความสุข กลัวลงทุนเพราะไม่เคยทำ กลัวเริ่มใหม่เพราะเคยล้ม ความกลัวเหล่านี้ไม่ได้หายไป แต่มัน “คิดดอกเบี้ยจากชีวิตคุณทุกวัน”

การรู้เรื่องเงินจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่มันคือ “ความกล้า” ที่ทำให้คุณตัดสินใจเพื่อชีวิตตัวเองได้

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save