ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ไม่อยากมีลูก งานวิจัยชี้คนรุ่นใหม่เลือกไม่มีลูกไม่ใช่แค่เพราะเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจในระยะยาว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยด้วย
สถานการณ์ในประเทศไทย
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าอัตราการเกิดของไทยลดลงจาก 1.51 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี 2010 เหลือเพียง 1.24 คนในปี 2020 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนที่ 2.1 คนต่อสตรีหนึ่งคนอย่างมาก
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าในปี 2025 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ในปี 2021 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 544,570 คน ซึ่งถือเป็นอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 70 ปี และเป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดน้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 560,000 คน
หากอัตราการเกิดยังคงต่ำต่อไป มีการคาดว่าในปี 2040 สัดส่วนเด็กจะลดลงเหลือเพียง 12.8% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 31.2% อีก 78 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรลดลงครึ่งหนึ่งจาก 71 ล้านคน เหลือ 35 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
แล้วปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกกันละ?
นิด้าโพล เปิดเผยผลโพลสำรวจประชาชนใต้หัวข้อ ‘มีลูกกันเถอะน่า’ ที่ทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 26-28 กันยายน 2023 ในกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18-40 ปีทั่วประเทศ จำนวน 1,310 คน ในกลุ่มนี้ยังไม่มีลูก 759 คน โดย 53.89% ในนั้นบอกว่าอยากมีลูก ขณะที่ 44% ไม่อยากมี
5 เหตุผลหลักๆ ที่ยังไม่อยากมีลูกคือ
* ไม่อยากเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก (38.32%)
* ห่วงว่าลูกจะอยู่ยังไงในสภาพสังคมปัจจุบัน (38.32%)
* ไม่อยากมีภาระต้องดูแลลูก (37.72%)
* ต้องการชีวิตอิสระ (33.23%)
* กลัวเลี้ยงลูกได้ไม่ดี (17.66%)
[คนตอบสามารถเลือกได้มากกว่า 1ข้อ]
และยังให้ความเห็นต่อว่า รัฐควรสนับสนุนการศึกษาฟรีในประเทศจนถึงขั้นสูงสุดสำหรับคนมีลูก อุดหนุนค่าเลี้ยงดูลูกจนถึงอายุ 15 ปี ลดภาษีเงินได้สำหรับคนที่มีลูก สนับสนุนทางการเงินสำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดียว และเพิ่มวันลาให้แม่และพ่อในการเลี้ยงดูลูก เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนให้คนไทยมีลูกมากยิ่งขึ้น
มุมมองจากฝั่งอเมริกา
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างในสหรัฐอเมริกา อัตราการเกิดลดลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 1.6 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี 2023 เกาหลีใต้มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.78 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี 2022 ญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุและประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนครอบครัวที่ดี เช่น นอร์เวย์ ก็ยังพบว่าอัตราการเกิดลดลงเช่นกัน
นีน่า จ็อบ (Nina Job) เติบโตในชนบทของรัฐมิชิแกน เธอคุ้นเคยกับเพื่อนๆ และคนในชุมชนที่เดินตาม "เส้นทางชีวิตแบบดั้งเดิม" นั่นคือ "เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่งงาน มีลูก 2-3 คน บ้านที่มีความสุข รั้วสีขาวอะไรทำนองนั้น" เธอเล่าให้ CNBC Make It ฟัง
แต่การย้ายไปนิวยอร์กทำให้เธอมีมุมมองใหม่ "ฉันจำได้ว่าตอนอายุ 20 ฉันรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้พบคนโสดที่อายุมากกว่าที่ฉันเคยเห็นที่บ้านเกิด และพวกเขาก็มีความสุขดี”
สถานการณ์ครอบครัวที่หลากหลายที่เธอพบเจอ “ทำให้ฉันเห็นความเป็นไปได้ของไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันมากมาย และรูปแบบครอบครัวที่ไม่ต้องเป็นไปตามแบบแผน" เธอซึ่งปัจจุบันอายุ 36 ปีกล่าว
จ็อบตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตโดยไม่มีลูกเหมือนกับคนอเมริกันรุ่นใหม่อีกหลายล้านคน
สังคมจำเป็นต้องรักษาอัตราการเจริญพันธุ์ไว้ที่ประมาณ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนเพื่อรักษาประชากรให้คงที่ กล่าวคือ เพื่อให้แน่ใจว่ามีคนเพียงพอที่จะรักษากำลังแรงงานให้ดำเนินต่อไปได้ เด็กเกิดน้อยลงอาจหมายถึงแรงงานน้อยลง ผู้เสียภาษีน้อยลง และส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัว
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์นี้ได้สร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงนักการเมืองและบุคคลสาธารณะบางคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับการไม่ต้องการมีลูกของคนรุ่นใหม่ๆ สักเท่าไหร่นัก
แต่อย่างที่เราเห็นจากแบบสำรวจของนิด้าโพลว่าเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกนั้นซับซ้อน
ในอเมริกาเอง Pew Research ก็มีการทำแบบสำรวจเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจคือเราอาจจะคิดว่าเงินน่าจะเป็นปัจจัยหลักของการตัดสินใจไม่มีลูก แต่กลับกลายเป็นว่าเงิน ‘ไม่ใช่’ เหตุผลอันดับหนึ่ง ในหลายกรณี ชาวอเมริกันเพียงแค่ไม่อยากมีลูก มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น และตระหนักว่าพวกเขาสามารถแสวงหาความสุขได้ด้วยวิธีอื่นได้
"ฉันคิดว่าฉันถูกเลี้ยงดูมาให้เชื่อว่า 'นี่คือหน้าตาของความสำเร็จ' ซึ่งก็คือการมีครอบครัวแบบดั้งเดิม" จ็อบกล่าว "การได้ออกมาเห็นว่าความสำเร็จมีอีกเป็น 1,000 แบบที่แตกต่างกัน ทำให้ฉันตระหนักว่าฉันก็สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้"
ผลสำรวจที่น่าสนใจ
ผลสำรวจของ Pew Research ในปี 2023 พบว่าเกินครึ่งของผู้ใหญ่อายุ 18-34 ปีที่ไม่มีลูกบอกว่าสนใจจะมีลูก อย่างไรก็ตาม ผู้ชายกับผู้หญิงก็ต่างกัน เพราะ 57% ของผู้ชายบอกว่าต้องการมีลูก แต่มีเพียง 45% ของผู้หญิงที่ต้องการมีลูก
ในเรื่องของค่าใช้จ่าย เราทราบกันว่าการมีลูกต้องใช้เงินเยอะพอสมความ ทั้งค่าดูแล ค่าเล่าเรียนต่างๆ เพียงแต่ว่าเงินไม่ใช่เหตุผลอันดับหนึ่งที่ชาวอเมริกันไม่ยอมมีลูก
Pew พบว่าในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปีที่บอกว่าพวกเขาไม่น่าจะมีลูก เหตุผลอันดับแรก 57% บอกว่าพวกเขาแค่ ‘ไม่ต้องการมีลูก’ (Just don’t want to) เหตุผลสำคัญรองลงมาที่ทำให้คนไม่อยากมีลูกคือการต้องการโฟกัสไปในเรื่องอื่นๆ ในชีวิต (44%) ความกังวลเกี่ยวกับสภาพของโลก (38%) และอันดับสี่คือรายได้ไม่เพียงพอต่อการมีลูก
[ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ]
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดในสหรัฐฯ ต่ำลงมาจากการลดลงของการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ ที่ลดลง 15% ระหว่างปี 2010 ถึง 2019 ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนที่ไม่ต้องการเป็นพ่อแม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าในการคุมกำเนิดและเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์นั่นเอง
ข้อกำหนดในการเป็นพ่อแม่ที่เปลี่ยนไป
แคลลี่ ไฟรทาก (Callie Freitag) อายุ 33 ปี อาศัยอยู่ในเมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน เธอทำงานเป็นนักวิจัยนโยบายสาธารณะ นักประชากรศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เธอและคู่ของเธอ "ตัดสินใจที่จะไม่มีลูกเพราะเราทั้งคู่ไม่รู้สึกสนใจที่จะรับผิดชอบดูแลและเลี้ยงดูเด็กเล็ก" เธอบอกกับ CNBC Make It
“เราอยากใช้เวลา พลังงาน และทรัพยากรของเราในทางอื่นมากกว่า เรารักการเป็นป้าและลุง แต่ไม่อยากต้องเฝ้าดูเด็กตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์” เธอกล่าว
เป้าหมายของเธอต่อจากนี้คือการโฟกัสเรื่องอาชีพการงาน เดินทาง และมีส่วนร่วมกับชุมชนที่อาศัยอยู่ และการมีลูกจะทำให้สิ่งที่เธอให้ความสำคัญในชีวิตนั้นซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอีกหลายชั้น
นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องความกังวลการเป็นพ่อแม่ของคนรุ่นใหม่ด้วย เพราะรู้สึกว่าสังคมมีความคาดหวังมากมายว่าต้องเป็นพ่อแม่ที่ห้ามผิดพลาด มีเวลาให้ลูกเยอะๆ ก่อเป็นความคาดหวังที่จะต้อง "พร้อมตลอดเวลา"
ทำให้คนที่ต้องการมีลูกแต่ก็ยังอยากโฟกัสกับอาชีพการงาน สานต่ออาชีพ งานอดิเรก หรือความหลงใหลอื่นๆ รู้สึกท้อใจ กังวลหรือกลัว สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกว่าคนที่จะเป็นพ่อแม่ต้องจัดลำดับความสำคัญในชีวิตของตัวเองใหม่ และแม้กระทั่งปรับเปลี่ยนบุคลิกของตัวเอง หากต้องการมีลูก
ต่อมาคือคำแนะนำที่หลากหลายในการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาอย่างปลอดภัยนั้นมีเยอะและแตกต่างกันมากในปัจจุบัน
หากเราค้นข้อมูลออนไลน์สักเรื่องหนึ่ง (เช่นควรปล่อยให้ลูกนอนร้องไห้จนหลับไปเอง?) เราจะเจอความเห็นและคำแนะนำเป็นสิบๆ อย่างที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำในเรื่อง และไม่เพียงแต่จะมีมุมมองที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่หากมีคนไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลี้ยงดูลูกของเรา (ทั้งที่ก็เป็นวิธีที่เราได้ค้นคว้าและคิดว่าเป็นคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว) ก็จะเจอวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงอีกด้วย
มันกลายเป็นความกดดันที่จะต้องทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ลูกมีวัยเด็กที่พวกเขาคิดว่าจะนำไปสู่เส้นทางชีวิตที่ดีที่สุด อาหารที่ต้องกิน การเลี้ยงดู โรงเรียน งานอดิเรก งานศิลปะ การเรียนพิเศษ การฝึกกีฬาระดับสูง เทคโนโลยีล้ำสมัย และอื่นๆ อีกมากมาย
โดยสรุป
แนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทางเลือกที่หลากหลาย มุมมองเรื่องความสำเร็จ การเงิน ความกังวลเรื่องสภาพแวดล้อม ความกดดันของสังคม ความพร้อมในการเป็นพ่อแม่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของเด็กสักคนหนึ่ง และด้วยเหตุผลที่มากมาย จึงไม่แปลกใจที่คนรุ่นใหม่มากมายเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบไม่มีลูก
อัตราการเกิดที่ลดลงไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะในประเทศไทย หรือสหรัฐฯ แต่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เห็นอัตราการเกิดที่เริ่มลดลงหรือลดลงอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลหลายแห่งได้พยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีลูกกันมากขึ้น อย่างในเกาหลีใต้ที่เพิ่มเงินช่วยเหลือรายเดือนสำหรับครอบครัวที่มีทารกแรกเกิดตลอดปีแรก ไต้หวันได้เพิ่มนโยบายที่มีผลประโยชน์ทางการเงินและการลดหย่อนภาษีสำหรับพ่อแม่ รวมทั้งขยายค่าชดเชยการลาเพื่อดูแลครอบครัวแบบได้รับค่าจ้างด้วย
แต่นโยบายเหล่านี้มีผลค่อนข้างน้อย แม้แต่ประเทศอย่างนอร์เวย์ ซึ่งเป็นรู้กันว่ามีนโยบายสนับสนุนครอบครัวที่เข้มแข็ง ก็เริ่มเห็นอัตราการเกิดลดลงเช่นกัน
สำหรับแต่ละบุคคลแล้ว การตัดสินใจมีลูกถือเป็นเรื่องส่วนตัวเพราะถือเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่ ใช้ความพยายามและพลังงานเยอะมาก สังคมควรเคารพการตัดสินใจของแต่ละคนและพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีครอบครัวสำหรับผู้ที่ต้องการ
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและไม่มีทางแก้ไขที่ง่ายเลย
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

