บทเรียนการเงินจาก รถโฟล์กเต่าคันเก่า ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นิสัยการเงินที่ดี เริ่มได้โดยไม่ต้องมีเป้าหมายอันใหญ่โต

ครั้งหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เล่าให้ แมรี่ บัฟเฟตต์ (Mary Buffett) อดีตลูกสะใภ้ของเขาฟังเรื่องรถโฟล์กเต่าคันเก่าของเขา ซึ่งแมรี่รู้สึกว่าเป็นบทเรียนเรื่องการเงินที่สำคัญมากๆ
อย่างที่เรารู้ว่าวอร์เรนเป็นมหาเศรษฐีและนักลงทุนที่ร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และเขาก็มีเงินมากพอที่จะซื้อรถใหม่แบบไหนราคาไหนก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะใช้รถโฟล์กเต่าคันเก่าของเขาอยู่หลายปี
หลายคนมองว่าเขาขี้เหนียวเกินไป
แต่สำหรับวอร์เรนแล้วเขาไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจหรือสนใจด้วยซ้ำว่าคนอื่นจะคิดยังไง
“ฟังนะ” วอร์เรนบอกกับแมรี่ “ผมต้องจ่ายเงินซื้อรถใหม่ 20,000 เหรียญ ใน 20 ปีอาจจะกลายเป็นเงิน 1.5 ล้านเหรียญ และ ใน 30 ปีก็จะมีมูลค่า 9.9 ล้านเหรียญทีเดียว”
“9.9 ล้านเหรียญ! นั่นมันมากเกินไปสำหรับรถคันเดียว!”
แมรี่บอกว่าสำหรับวอร์เรนแล้วเขามักจะคิดถึงเงินในแง่ที่ว่ามันจะมีค่าเท่าไหร่ในอนาคตเมื่อสะสมรวมกันจนเป็นนิสัย
มันไม่ใช่ความขี้เหนียว แต่เป็นการมองว่าเงินตรงนี้สามารถกลายเป็นมูลค่าเท่าไหร่ได้เมื่อเวลาผ่านไป
ลองคิดแบบนี้ก็ได้ว่าก่อนที่เราจะซื้อเสื้อผ้าใหม่หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆที่ไม่จำเป็น (เน้นว่าไม่จำเป็น แต่ซื้อเพราะอยากได้และตามกระแส) หากเรากลับคิดอีกครั้งหนึ่งว่ามันจะมีค่ามากขึ้นแค่ไหนหากเงินตรงนั้นเก็บออมรวมกันเป็นก้อนได้
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าของชิ้นไหนคือสิ่งที่จำเป็นหรือไม่จำเป็น?
ในหนังสือ “รวยด้วยเงินออมใครๆก็ทำได้” แชร์ 3 วิธีแยกแยะสิ่งจำเป็นและไม่จำเป็นไว้แบบนี้
1. สร้างรายได้
* พิจารณาว่าสิ่งที่ซื้อสามารถสร้างรายได้หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้หรือไม่
* ตัวอย่าง: ซื้อรถยนต์ควรพิจารณาจากลักษณะงานและความจำเป็นในการเดินทาง
2. เวลาเหมาะสม
* ซื้อเมื่อพร้อมทางการเงิน ไม่สร้างภาระเกินตัว
* จัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย เลือกจ่ายรายการที่จำเป็นก่อน
3. เหมาะสมกับตนเอง
* ซื้อสิ่งที่ตรงกับความต้องการและการใช้งานจริง
* หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งที่มีฟังก์ชันซ้ำซ้อนกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว
วอร์เรนบอกว่า “รู้ไหมคนส่วนใหญ่จะใช้ก่อนและออมที่เหลือ แต่ความจริงสิ่งที่คุณควรทำคือออมก่อนแล้วใช้เท่าที่เหลือ”
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ และทำอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคุณได้
เครื่องชงกาแฟและแก้วสตาร์บัคส์
แมรี่แชร์ประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับเรื่องการปลูกฝังนิสัยการประหยัดแบบเดียวกันนี้กับลูกชายของตัวเองด้วยตอนที่เขายังอยู่มหาวิทยาลัย
นอกจากพวกค่าเทอมและค่าที่พักต่างๆ ที่แมรี่จ่ายให้ลูกชายแล้ว เธอยังให้เงินเขาเพื่อเอาไปใช้จ่ายอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้มากมาย แต่ก็เพียงพอสำหรับการไปทานข้าวนอกโรงอาหารของมหาวิทยาลัยบ้างเป็นครั้งคราว
แต่ทุกเดือนลูกชายก็จะมาขอเงินเพิ่มเพราะเงินไม่พอ และแมรี่ก็จะหยิบยื่นให้เสมอ
วันหนึ่งเธอไปเยี่ยมเขาที่มหาวิทยาลัยก็เลยลองถามลูกเรื่องนี้ว่าใช้เงินไปกับอะไรเหรอ? เพราะเงินที่ให้มาก็น่าจะเพียงพอแล้ว ลูกชายของเธอก็ตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกันนะครับแม่”
แต่ระหว่างที่คุยกันอยู่ยังไม่ทันจบ พวกเขากำลังขับรถผ่านสตาร์บัคส์พอดี ลูกชายเลยขอแวะซื้อกาแฟสักแก้วหนึ่งระหว่างทาง
และนั่นคือจุดที่แมรี่เริ่มสงสัยเลยถามลูกชายว่ากินวันหนึ่งกี่แก้วเหรอ? เพราะราคามันก็ไม่ได้ถูกๆ ลูกชายก็ตอบว่าประมาณวันละสองสามแก้ว
นี่คือจุดที่เงินไหลออกโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว และเมื่อรวมๆ กันแล้วปีหนึ่งก็หลายพันเหรียญเลย หลังจากอธิบายให้ลูกฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้ แมรี่ตัดสินใจไปซื้อเครื่องชงกาแฟและแก้วกาแฟสตาร์บัคส์ให้กับลูกชายแทนที่จะให้เงินเพิ่มทุกๆ เดือน
เธอบอกว่าลูกชายก็ฟังคำแนะนำและเก็บเงินจากตรงนั้นได้หลายพันเหรียญเลยทีเดียว
วินัยการออมที่ดีขึ้นอยู่กับนิสัย ไม่ใช่ตัวเงิน
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการดื่มกาแฟสตาร์บัคส์เป็นสิ่งที่ผิดนะครับ ไม่ใช่เลย เพียงแต่ในกรณีนี้ ลูกชายของเธอยังไม่ได้สร้างรายได้ด้วยตัวเอง เงินที่ขอเพิ่มเพียงเพื่อไปซื้อกาแฟดื่มเดือนหลายร้อยเหรียญจึงเป็นสิ่งที่ยังไม่เหมาะสมเท่าไหร่ และการฝึกนิสัยการเงินที่ดีก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ แบบนี้
แมรี่เล่าต่อว่าในเวิร์กช็อปเรื่องการเงินที่เธอจัดมีคนแชร์เทคนิคในการเริ่มต้นออมเงินที่ได้ผลดีมากๆ ให้เธอฟัง
โดยคนที่แชร์บอกว่าจะเก็บเงินทั้งหมด 52 สัปดาห์ (1 ปี) โดยสัปดาห์แรกก็เก็บ 1 เหรียญ สัปดาห์ที่สองก็เก็บ 2 เหรียญ สัปดาห์ที่สามก็เก็บ 3 เหรียญ...ไปเรื่อยๆ จนครบ 52 สัปดาห์
ตลอดปีนั้นเขาจะเก็บได้ถึง 1,378 เหรียญ หรือประมาณ 48,230 บาท เลยทีเดียว
เรื่องนี้ทำให้นึกถึง ’เทคนิคเก็บเงินตามปฏิทิน 365 วัน’ ที่เป็นทริคเก็บเงินที่ได้รับความนิยมมากๆ เช่นเดียวกัน โดยเก็บเงินตามวันที่ในปฏิทิน เช่น วันที่ 1 เก็บ 1 บาท วันที่ 2 เก็บ 2 บาท ไล่ไปเรื่อยๆ จนครบ 365 วัน ซึ่งปลายทางเมื่อทำสำเร็จจะมีเงินถึง 66,795 บาท เลยทีเดียว
หลายคนอาจจะบอกว่าบางวันมีมาก บางวันมีน้อยทำยังไง? ก็สลับวันกันครับ เช่นวันนี้มี 100 บาท ก็เก็บ 100 บาทเป็นของวันที่ 100 วันนี้มี 10 บาท ก็เก็บ 10 บาท เป็นของวันที่ 10 แล้วก็ขีดวันนั้นจากตารางเก็บเงินออกไป (แปะลิงก์สำหรับตารางการเก็บเงินแบบนี้ไว้ในคอมเมนต์นะครับสามารถโหลด ปรินต์ใช้กันได้)
ซึ่งแมรี่บอกว่าเทคนิคนี้เป็นทริคที่ดีมากๆ ช่วยสร้างวินัยในการออมให้กับตัวเอง ซึ่งเหตุผลก็เพราะ
1. เห็นความก้าวหน้า
หลายครั้งเราตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป ทำให้ท้อได้ในระยะสั้น ถ้าเริ่มเล็กๆ แล้วสร้างนิสัยการออมไปด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญมาก
2. เห็นการเพิ่มขึ้นที่ชัดเจน
ถ้าเก็บเท่าเดิมทุกวัน มันจะน่าเบื่อครับ เป้าหมายที่ขยับเพิ่มขึ้นทำให้ความท้าทายมากขึ้นด้วย คล้ายกับการเล่นเกม
3. คงเส้นคงวา
เมื่อทำจนเป็นนิสัย สม่ำเสมอวินัยเรื่องการออมก็จะเกิดขึ้นครับ
สำหรับคนที่อยากออมเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองเอาเทคนิคนี้ไปใช้กันดูครับ เพราะนิสัยการเงินที่ดี เริ่มได้โดยไม่ต้องมีเป้าหมายอันใหญ่โต ค่อยๆ ฝึก อย่าเพิ่งคิดว่าต้องเริ่มต้นออมจากเงินหลักร้อย หลักพัน แค่ลองหาเศษเหรียญที่ติดกระเป๋ามาหยอดลงในกระปุกออมสิน ก็เท่ากับได้ออมเงินแล้ว
สิ่งสำคัญมากกว่าจำนวนเงินก็คือการออมอย่างสม่ำเสมอเพราะวินัยการออมที่ดีขึ้นอยู่กับนิสัย ไม่ใช่ตัวเงิน
หากคุณออมเงินทุกวันจนกลายเป็นนิสัยติดตัวคล้ายกับการตื่นนอนแล้วต้องอาบน้ำ แปรงฟัน ก็จะควักเงินหยอดกระปุกโดยอัตโนมัติ ท้ายที่สุดคุณก็จะเปลี่ยนเศษเหรียญให้กลายเป็นแบงก็พันได้
พี่หนุ่ม Money Coach เคยเขียนในหนังสือ “เปลี่ยนหนี้เป็นอิสรภาพทางการเงิน” ว่า
“คนเราพอเก็บออมหลักพันได้ สมองมันก็จะเชื่อว่าหลักหมื่น ก็เป็นไปได้ พอเก็บออมหลักหมื่นได้ ก็เชื่อว่าเงินแสนเป็นไปได้ทั้งหมดเริ่มต้นที่บาทแรกที่คุณออม บวกด้วยวินัยและความตั้งใจ ที่จะพาชีวิตไปให้พ้นปัญหา
‘เริ่มเหลือ ก็เริ่มรวย’
วันนี้ถ้ายังดูแคลนเงินออม
ชาติหน้าก็คงไม่มีทางรวยหรอกครับ”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

