เริ่มต้นธุรกิจยังไง ไม่ให้มีปัญหาภาษี : 3 เคล็ดลับภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

1. รู้ก่อนว่าธุรกิจเราต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ข้อแรกนี้.. ผมอยากจะให้ Focus ความสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจไปที่ภาษี 3 ประเภทก่อนครับ นั่นคือ ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นๆ (ใช่ครับ มันคือภาษีอื่นๆจริงๆครับ) โดยแต่ละเรื่องนั้นมีความสำคัญแตกต่างกันตามนี้ครับ

 

ภาษีเงินได้ : สำหรับตัวแรกนั้น ภาษีเงินได้จะขึ้นอยู่กับ “รูปแบบ” ของธุรกิจครับ โดยเราต้องดูว่ารูปแบบของธุรกิจเรานั้นเป็นแบบไหนระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ซึ่งวิธีการคำนวณภาษีเงินได้ก็จะแตกต่างกันไปตามนี้ครับ

1. บุคคลธรรมดา ให้คำนวณตามหลักการของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินได้สุทธิ และ เงินได้พึงประเมิน อ่านเพิ่มเติม : [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม 

2. นิติบุคคล คำนวณตามหลักการของภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ กำไรสุทธิทางภาษี x อัตราภาษี อ่านเพิ่มเติม : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวสุดท้าย คือ เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ซึ่งเป็นภาษีอีกตัวหนึ่งที่เก็บจากการบริโภค โดยคำนวณในอัตรา 7% ของยอดขาย และใช้หลักการภาษีขายหักภาษีซื้อครับ อ่านเพิ่มเติม : ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

 

สำหรับ ข้อแรกนี้ ผมอยากให้ตรวจสอบตามนี้ก่อนครับว่า

1. กิจการของเราเลือกรูปแบบไหนในการทำธุรกิจ เพราะจะมีผลต่อการเสียภาษีเงินได้ (ซึ่งการเลือกรูปแบบธุรกิจนั้น ให้พิจารณาจากผลในด้านอื่นๆ รวมถึงภาษีประกอบกันครับ)

2. กิจการของเราต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม ซึ่งหากกิจการของเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องมาดูต่อว่า เราสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ (บางประเภทยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็สามารถเลือกที่จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครับ) แต่ถ้าหากเป็นกิจการที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็แปลว่าเรามีหน้าที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันเมื่อมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือจะเลือกจดทันทีก็สามารถทำได้ครับ ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาดีๆอีกครั้งหนึ่งครับว่า จะเอายังไงกับธุรกิจดี? จดไม่จดจะดีไหม?

 

ส่วนเรื่องของภาษีอื่นๆนั้น ถ้าหากกิจการของเรานั้นมีการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์บางประเภท หรือมีการทำธุรกิจบางอย่างทีต้องใช้อาคารพาณิชย์ อาจจะมีเรื่องของภาษีโรงเรือน หรือภาษีธุรกิจเฉพาะประกอบด้วยซึ่งตรงนี้ต้องดูที่ “ประเภท” ของธุรกิจครับ

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงและนึกถามเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ว่ามันอยู่ในกลุ่มไหน ตรงนี้ก็ขอบอกไปให้ชัดเจนครับว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” มีชื่อเต็มๆว่า “ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีเงินได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายต้องมีหน้าที่หักภาษีเมื่อมีการจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับผู้รับ ซึ่งใครสนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่คลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ

 

โอเคครับ ทั้งหมดนี้คือเรื่องของภาษีในส่วนแรกครับ ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับแรกที่คนทำธุรกิจทุกคนควรรู้ ทีนี้เรามาต่อกันที่เคล็ดลับที่ 2 และ 3 กันเลยดีกว่าครับ

 

2. รู้ต่อว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้าง?

 

สำหรับหนัาที่ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อมีการทำธุรกิจนั้น มีอยู่ 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ หน้าที่ด้านการบัญชี สำหรับกรณที่เป็นนิติบุคคลนั้น ธุรกิจมีหน้าที่ต้องทำและส่งบัญชีต่างๆ ในรูปแบบงบการเงิน แต่กรณีของบุคคลธรรมดานั้นไม่ได้บังคับ แต่ถ้าหากทำได้ก็ถือว่าดีครับ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของภาษี ซึ่งนอกจากหน้าที่ในการรู้เรื่องภาษีแล้ว เราต้องรู้ต่อไปครับว่า เรามีหน้าที่ที่ต้องนำส่งภาษีต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย โดยแต่ละประเภทภาษีก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันดังนี้ครับ

 

3. รู้ว่าใครเป็นผู้จัดการให้เรา

 

สำหรับเรื่องธุรกิจนั้น อีกหน้าที่นึงที่เราต้องรู้มากกว่าความรู้ คือ รู้ด้วยว่าคนที่จัดการเรื่องบัญชีกับภาษีให้เรานั้นไว้ใจได้หรือไม่อย่างไร ข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าคนทำธุรกิจนั้นควรให้ความสำคัญ ตั้งแต่คนจัดการดูแลเอกสาร คนทำบัญชี ผู้สอบบัญชี โดยสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณานั้นไม่ใช่ ข้อแนะนำที่เก่งกาจ หนทางจัดการบริหารภาษี หรือแม้แต่ราคาที่ถูกที่ใครหลายคนอาจจะเผลอใจไปได้ครับ (แฮร่)

 

แต่ผมอยากให้พิจารณาจากสิ่งที่เราได้จากการทำงานของคนเหล่านี้ ตั้งแต่ความน่าเชื่อถือ และเชื่อใจได้ (ไม่ใช่การเคลียร์กับสรรพากรนะครับ แต่หมายถึงความถูกต้องในการทำงาน) ไปจนถึงมูลค่าเพิ่มที่สร้างให้กับกิจการหรือธุรกิจของเรา เพราะสิ่งสำคัญคือความคุ้มค่าในการจ้างงาน ไม่ใช่การประหยัดเพียงชั่วคราวนะคร้าบ

 

เอาล่ะครับ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเคล็ดลับ 3 ข้อ ที่ผมนำมาฝากกันนั้น จะทำให้ธุรกิจหลายๆธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ หรือเริ่มต้นศึกษาได้อย่างมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ ถ้าหากถูกใจบทความนี้ก็อย่าลืมส่งต่อให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่กำลังทำธุรกิจอยู่ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้ากับ “ภาษีธุรกิจ” ครับ

จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook กับ Google อย่างไรให้เป็นรายจ่ายธุรกิจได้?

ก่อนจะบอกว่า “ค่าโฆษณา” เป็นรายจ่ายธุรกิจได้หรือไม่ได้นั้นคงต้องถามคำถามแรกก่อนครับว่า

เราทำธุรกิจในรูปแบบไหน? ระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)

กรณีที่ 1 : บุคคลธรรมดาจ่ายค่าโฆษณา

ถ้าหากคำตอบคือ เรากำลังทำธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” คงต้องดูต่อไปวา เราเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ถ้าเลือกแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แบบนี้ต้องบอกครับว่า รายจ่ายค่าโฆษณาไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ เพราะมันรวมอยู่ในอัตราเหมาหมดแล้ว (ยกตัวอย่างเช่น ขายของออนไลน์ สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 80% ซึ่งแปลว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างของธุรกิจถูกรวมอยู่ในนั้นแล้วครับ)

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม : จัดการธุรกิจขายของออนไลน์ยังไง ให้สบายใจเรื่องภาษี

แต่ถ้าหากเราเลือกหัก “ค่าใช้จ่ายตามจริง”  (ค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร) แล้วล่ะก็ แบบนี้ถือว่าสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ครับ แต่ว่าต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ชัดเจน ระบุว่าจ่ายเพื่องานของเราจริงๆงานไหนและจ่ายไปเท่าไรบ้าง ซึ่งตรงนี้รายละเอียดยิ่งชัดเจนเท่าไรก็ยิ่งมีประโยชน์มากๆ เลยล่ะครับ (อ้อ.. อย่าลืมด้วยนะครับว่า ชื่อผู้จ่ายค่าโฆษณานั้นต้องเป็นชื่อเราด้วยครับ)

ทีนี้มาดูกันต่อครับว่า ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลอย่างบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนั้น จะมีหลักการในการพิจารณาเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ

กรณีที่ 2 : นิติบุคคลจ่ายค่าโฆษณา

สำหรับนิติบุคคล ผมขอเริ่มจากหลักการแรกก่อนครับว่า สามารถใช้เป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ไหม ถ้าตามหลักการของผมที่เคยเขียนไว้ในบทความ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!! ก็คงต้องบอกว่าได้ครับ!!! เพราะว่า เป็นการจ่ายจริง เกี่ยวข้องกับกิจการ และมีหลักฐานการจ่ายครบถ้วน ยิ่งถ้าเป็นการจ่ายในนามบริษัทฯ นั้นยิ่งดีครับ เช่น ใช้บัตรเครดิตของบริษัทฯจ่ายโดยตรงครับ

ทีนี้ปัญหาคือว่า การจ่ายนั้นมันไม่ได้จ่ายในนามบริษัทฯ เพราะบางแห่งอาจจะใช้บัตรเครดิตกรรมการจ่ายไป แบบนี้จะยังไงต่อดี จะเอามาใช้เป็นรายจ่ายบริษัทได้ ถ้าเรามองเช่นเดียวกันกับหลักการค่าน้ำค่าไฟ ตามแนวทางที่กรมสรรพากรให้ไว้ ดังนี้ครับ

ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ที่มีใบเสร็จรับเงินออกในนามของเจ้าของอาคารผู้ให้เช่า บริษัทสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (14) (อ้างอิง : คำถามที่ถูกถามบ่อย) ซึ่งตรงนี้ถ้าหากสามารถทำใบเสร็จจาก Facebook เป็นชื่อบริษัทได้ แบบนี้ก็สบายเลยครับ

ประเด็นต่อมาคือ เมื่อเป็นรายจ่ายธุรกิจได้แล้ว คำถามคือต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเปล่า ซึ่งคำตอบก็คือ “ไม่ต้อง” ครับ เพราะว่าการจ่ายดังกล่าวนั้น กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายนั่นเองครับ (เงินได้ค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ครับ)

มาตรา news : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมดเรื่องภาษีเงินได้แล้ว ยังเหลือเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มอีก

แต่เรื่องสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือ เรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ครับ เพราะในกรณีที่ “บริษัท” หรือ “ห้างหุ้นส่วน” เป็นคนจ่ายค่าโฆษณา กฎหมายกำหนดได้ไว้ว่าต้องมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มอีกทอดหนึ่ง (อ้างอืงมาตรา 77/2 และมาตรา 83/6(2)) เพราะถือว่าเป็นการให้บริการในประเทศไทย (หากให้พูดตามภาษากฎหมาย คือ การให้บริการที่ทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ครับผม)

ดังนั้นแปลว่าจริงๆแล้วทาง Facebook หรือ Google นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยครับ ซึ่งในกรณีที่จ่ายเงินให้ต่างประเทศนี้ กฎหมายกำหนดโดยผลักภาระให้ “ผู้จ่าย” เป็นผู้มีหน้าที่ยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทน โดยคิดจากยอด 7% ของค่าโฆษณาที่ได้จ่ายไป เช่น ค่าโฆษณา 10,000 บาท เราจะต้องจ่าย VAT อยู่ที่ news0 บาท และทางบริษัทมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีดังกล่าวให้กับกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.พ. 36 ครับ ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน news0 บาทนี้ ธุรกิจของเราสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อของธุรกิจได้ด้วยครับ (มองง่ายๆว่าทาง Facebook หรือ Google ออกภาษีขายมาให้เรา)

แต่ในกรณีที่จ่ายไปในชื่อของ “กรรมการ” หรือ “พนักงาน” คำถามคือทางบริษัทฯยังต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่หรือไม่ ตรงประเด็นนี้ผมยังมองเหมือนเดิมครับว่า ถ้าหากเอามาเป็นรายจ่ายแล้วไม่ส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วอาจจะถือเป็นความผิดของบริษัทฯได้ เหมือนกัน (แหม่.. เอามาเป็นรายจ่าย แต่ไม่ส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้ซะงั้น มันก็แปลกๆเหมือนกันนะครับ)

ซึ่งถ้าหากตรงนี้ใครอยากจะวัดดวงโดยการไม่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้นะครับ (ผมลองแอบถามๆดูหลายๆที่ ก็พบความจริงว่าไม่มีที่ไหนยื่น ภ.พ. 36 เลย ฮ่าๆ) แต่ถ้าถูกตรวจสอบแล้ว อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ต้องเสียเพิ่มนอกจากภาษี นั่นคือ เงินเพิ่ม ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน เช่น จ่ายค่าโฆษณาไปในเดือนมกราคม ซึ่งมีหน้าที่ยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ไม่เคยยื่นเลย พอนับมาถึงเดือนนี้คือกันยายน ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 7 เดือนครับ (ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปที่มีการจ่ายเงินครับ)

สมมุติว่า ค่าโฆษณา 100,000 บาท ในเดือนมกราคม (VAT คือ 7,000 บาท) เมื่อมายื่นเดือนกันยายน (ภายในวันที่ 7) จะเสียเงินเพิ่มอีก 735 บาท (คำนวณมาจาก 7,000 x 1.5% x 7) รวมเป็น 7,735 บาท แต่เมื่อยื่นแล้วก็สามารถนำยอด 7,000 บาทมาเป็นภาษีซื้อในเดือนกันยายนได้ครับ (ใบเสร็จของสรรพากรถือเป็นใบกำกับภาษี) ส่วนเงินเพิ่ม 735 บาทที่ว่านี้ ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายของบริษัทได้นะครับ เพราะถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมาย ครับ

สรุป

สรุปอีกครั้งก่อนจากกันไปในบทความนี้ครับ สิ่งที่ต้องดูนั้นมีอยู่หลักๆ 3 เรื่อง นั่นคือ เรื่องของรูปแบบธุรกิจ ตามมาด้วยเรื่องของหลักฐานค่าใช้จ่าย และสุดท้ายคือเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองครับ ดังนั้นตรวจสอบให้ดีกันด้วยนะครับผม

สุดท้ายนี้ผมว่าบทความนี้คงช่วยให้ใครหลายคนเข้าใจเรื่องค่าโฆษณาเหล่านี้มากขึ้นนะครับ และถ้าหากมีอะไรสงสัยก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ TAXBugnoms ตลอดเวลาคร้าบบ วันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ

จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 1)

หลายๆคนอาจจะได้อ่านบทความเรือง “เปิดกิจการใหม่!! ควรรู้จักภาษีธุรกิจอะไรบ้าง” ไปแล้วครับ แต่อาจจะไม่เห็นภาพสักเท่าไร ดงันั้นบทความนี้จะตอบแบบเตือนใจกันอีกครั้งครับว่า จะต้องทำยังไงดี เอาล่ะครับ มาเริ่มตั้งแต่หลักการแรกกันเลยดีกว่า

 

จะจดบริษัทฯ หรือ ห้างหุ้นส่วนดี

คำถามแรก คือ ถ้าตัดสินใจจะจดแล้ว เราควรจะจดในรูปแบบไหนดี ระหว่างห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทฯ เรามาเริ่มต้นจาก “ความหมาย” กันก่อนครับ

 

บริษัทจำกัด คือ การจัดตั้งธุรกิจขึ้นมาโดยแบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตัวเองถือ

 

ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ การจัดตั้งธุรกิจขึ้นมาเหมือนกัน แต่มีผู้เป็นหุ้นส่วนอยู่ 2 ประเภท คือ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนที่จำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินของตัวเอง (หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด) และ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนที่ต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวน (หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด)

 

นอกจากนั้นยังมีห้างหุ้นส่วนอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนอีกครับ แต่ว่าในบทความนี้ขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีคนจดทะเบียนสักเท่าไรแล้วครับ 🙂

 

เห็นไหมครับว่า นิยามของธุรกิจ 2 ประเภทนั้นแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะเลือกจดทะเบียนธุรกิจในรูปแบบบริษัทมากกว่าเนื่องจากเรื่องการจำกัดความรับผิดไม่เกินมูลค่าหุ้น และไม่มีผลกระทบถึงตัวของเราได้ง่ายๆ เหมือนห้างหุ้นส่วนจำกัด (เพราะเจ้าของมักจะต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด)  

 

ทีนี้ถ้าอยากจะประหยัดจริงๆ ผมอยากให้พิจารณาตั้งแต่ค่าจดทะเบียนบริษัทและความมั่นใจในการจดทะเบียนว่าคุ้มกันหรือเปล่าครับ โดยเริ่มจากการวางแผนต่อไปนี้ครับ

 

1. จดทะเบียนเองเป็นประหยัดกว่า อะฮ่า โดยปกติแล้วค่าใช้จ่ายที่เห็นนั้นจะมีค่าบริการต่างๆประกอบด้วยครับ แต่ถ้าหากจดเองก็จะประหยัดส่วนนี้ไปได้ ซึ่งวิธีการจดก็ง่ายๆโดยการจดผ่านอินเตอร์เน็ตได้ด้วยตัวเองครับ 

 

2. วางแผนจากการประหยัดค่าทำบัญชี ส่วนนี้ให้เช็คราคาก่อนครับว่า บัญชีเจ้าไหนให้คุณภาพที่คุ้มค่าราคาที่สุด ฟังดีๆนะครับ ไม่ใช่เลือกรายที่ถูกที่สุด แต่ให้เลือกรายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผมให้หลักการสั้นๆ 3 ข้อครับ (หลักการนี้ผมไปรวบรวมสอบถามมาหลายที่แล้ว ฮ่าๆ ได้คำตอบว่า 3 ปัจจัยหลักตามนี้ครับ)

ความน่าเชื่อถือ : ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า ความสำคัญเรื่องแรกคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งความน่าเชื่อถือนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

ความรู้ความสามารถ เราควรมองหานักบัญชีที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง ซึ่งการวัดความรู้นั้นอาจจะดูผลงานที่ผ่านมา หรือสอบถามพูดคุยความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆได้เป็นอย่างดี

มีคนแนะนำมา ร้อยละ 75 จากสถาบันวิจัยของผมเอง (มีที่ไหนล่ะ) พบว่าคนส่วนใหญ่หานักบัญชีจากคำแนะนำของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ซึ่งตรงนี้มันก็มาจากความรู้ความสามารถในปัจจัยแรกนี่แหละครับผม

ประโยชน์อื่นๆที่ได้จากการทำบัญชี ส่วนนี้ให้ดูประโยชน์ส่วนเพิ่มอื่นๆที่ได้รับจากการทำบัญชีด้วยครับ เช่น การวางแผนภาษี บริการต่างๆ ด้านที่ปรึกษาด้านธุรกิจ วางแผนระบบบัญชีต่างๆ ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความจำเป็นของกิจการเราครับ

ความสามารถของเรา สิ่งที่ทำให้เราประหยัดค่าทำบัญชีของเรานั้น คือ ความสามารถในการจัดการเอกสารหลักฐานทางบัญชีและภาษี ซึ่งยิ่งเราทำเองได้มากแค่ไหน ค่าทำบัญชีจะยิ่งถูกลงแน่นอนครับ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความนี้ครับ : เศรษฐกิจแบบนี้ มาประหยัดค่าทำบัญชีให้ธุรกิจกันดีกว่า

 

สำหรับตอนนี้จะเป็นตอนแรกที่ปูพื้นฐานเรื่องของการวางแผนประหยัดภาษีเบื้องต้นครับ โดยเริ่มจากการประหยัดค่าใช้จ่ายก่อนให้เรียบร้อยครับ และอย่างที่ผมเคยย้ำเสมอว่า อย่าวางแผนแค่จะประหยัดภาษี แต่ให้วางแผนประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งหมดไปด้วยคร้าบ

 

สุดท้ายนี้ฝากติดตามเรื่องนี้ต่อในบทความต่อไปกันด้วยนะคร้าบบบบ

 

จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 2)

หากใครคุ้นเคยกับบทความในคอลัมน์นี้ คงจะได้อ่านบทความต่างๆที่ผมพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! หรือ พี่ครับ! ผมเป็น SMEs แล้วมันประหยัดภาษีตรงไหนนนนน? คิดว่าคงจะเข้าใจว่าหลักการคำนวณภาษีของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร

 

ทีนี้ประเด็นสำคัญที่อยากจะเพิ่มเติมให้สำหรับการประหยัดภาษี นั่นคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีบางรายการที่น่าสนใจ ที่เป็นมาตรการกระตุ้นเรื่องการลงทุนหรือการใช้จ่ายจากทางภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจสามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีรายการสำคัญๆดังต่อไปนี้ครับ

 

1.รายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าจ้างให้ปฎิบัติงานด้านบัญชี (2 เท่า) หรือพูดสั้นๆง่ายคือ ค่าจ้างทำบัญชีที่จ่ายให้นักเรียนหรือนักศึกษาโดยมีหลักเกณฑ์ว่า ต้องเป็น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนตามกฎหมายไทยที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินซึ่งไม่เกิน 200 และค่าจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน และต้องจ่ายค่าจ้างในการทำงานให้กับนักเรียนหรือนักศึกษาที่อยู่ระหว่างศึกษาในแผนกหรือสาขาวิชาบัญชี จะได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าใช้จ่ายส่วนนี้ที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2561 ครับ

สรุปสั้นๆให้อีกที นั่นคือ จ่ายค่าทำบัญชีให้นักศึกษาหรือนักเรียนที่เรียนอยู่ในสาขาหรือวิชาบัญชีจะได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าครับผม

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 607) พ.ศ. 2559

 

2.รายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (3 เท่า) กรณีจ่ายเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาสามารถลงเป็นรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3 เท่า โดยต้องเป็นการจ่ายในระหว่าง 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ครับ แต่ตรงนี้จะต้องตรวจสอบกับการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของเดิมก่อนด้วยนะครับ (ไว้ผมจะเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้ให้อีกทีหนึ่งครับ ฝากติดตามกดไลค์ที่เพจ ภาษีธุรกิจ ด้วยครับ)

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559

 

3.รายจ่ายอบรมพนักงาน (2 เท่า) อีกหนึ่งรายจ่ายที่ควบคู่กับกิจการของเรา คือ รายจ่ายในการอบรมพนักงานครับ แต่ต้องเป็นการอบรม 2 ประเภทครับ คือ Public Training และ In House Training ซึ่งเงื่อนไขแต่ละอย่างจะเป็นดังต่อไปนี้ครับ

– Public Training คือ การอบรมภายนอกที่เป็นไปตามเงื่อนไขสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นหรือหน่วยงานที่กระทรวงการคลังกำหนด

– In House Training คือ การอบรมภายในที่กิจการจัดขึ้นมาเอง เพื่อพัฒนาฝีมือโดยได้รับอนุมัติจากกระทรวงแรงงานครับ ซึ่งตรงนี้รวมถึงรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่งต่างๆที่เกี่ยวกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่นายจ้าง รวมถึงค่านำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนาด้วยครับ

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548

 

4.รายจ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน ต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก ทำให้ดีขึ้นของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับกิจการ แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมคงสภาพเดิม สำหรับสินทรัพย์ซึ่งได้แก่ เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ และอาคารถาวรต่างๆ โดยต้องไม่เคยผ่านการใช้งาน ต้องหักค่าเสื่อมราคาได้ และไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านอื่นๆ ซึ่งต้องเกิดจากสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 – 31 ธันวาคม 2559 ครับ (สำหรับรายละเอียดพร้อมตัวอย่างนั้น ติดตามกันในบทความต่อไปครับ)

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) พ.ศ. 2559

 

และทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่อยากแนะนำให้ใช้เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นครับ ซึ่งตรงนี้สิ่งที่อยากจะเตือนให้ระวังไว้ คือ การใช้สิทธิประโยชน์นั้นต้องตรวจสอบเงื่อนไขให้ถูกต้องครับ มิฉะนั้นค่าใช้จ่ายที่หักเกินไปแบบนี้ จะทำให้เรามีปัญหาได้ครับ

 

สุดท้ายนี้บทความในส่วนของการหารายจ่ายที่หักได้เพิ่มก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ในบทความต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายที่จะสรุปภาพรวมให้แล้วครับว่า จะทำอย่างไรให้ประหยัดภาษีมากที่สุด อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับว่าตอนสุดท้ายจะเป็นยังไง แล้วพบกันคร้าบ

ซื้อสินทรัพย์วันนี้!! แถมฟรีหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า

ข้อ 4 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน ต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก ทำให้ดีขึ้นของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับกิจการ แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมคงสภาพเดิม สำหรับสินทรัพย์ซึ่งได้แก่ เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ และอาคารถาวรต่างๆ โดยต้องไม่เคยผ่านการใช้งาน ต้องหักค่าเสื่อมราคาได้ และไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านอื่นๆ ซึ่งต้องเกิดจากสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 – 31 ธันวาคม 2559 ครับ 

 

ในวันนี้… ผมจะมาอธิบายรายละเอียด และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) ว่าสำหรับเรื่องนี้ เรามีเงื่อนไขที่อะไรต้องดูกันบ้างครับ

 

หลักการใช้สิทธิ์ลงทุนเพื่อซื้อทรัพย์สิน

สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิ์หักสินทรัพย์เป็นรายจ่ายได้ 2 เท่านั้น ต้องเป็นการลงทุน โดยการซื้อ เช่าซื้อ สร้าง ก่อสร้าง เป็นต้น หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรครับ ซึ่งนิยามตรงนี้ผมอยากจะเน้นตรงคำว่า “ดีขึ้น” ซึ่งตีความได้ว่า “ดีกว่าเดิม” นั่นเองครับ

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่น เรามีการลงทุนโดยซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้ดีขึ้นแบบนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทรัพย์สินที่มีสิทธิ์นำมาหักเป็นรายจ่าย 2 เท่าได้แล้วล่ะครับ

 

ประเภทของสินทรัพย์ที่ใช้สิทธิ์

สำหรับประเภทของสินทรัพย์ที่ใช้สิทธินั้น จะประกอบไปด้วยรายการต่อไปนี้ครับ ดูๆแล้ว เป็นสินทรัพย์ที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่

  • เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์
  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • ยานพาหนะที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้นๆ แต่ไม่รวมถึงรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่มิใช่ได้มาเพื่อนำออกให้เช่า
  • อาคารถาวร แต่ไม่รวมถึงที่ดินและอาคารถาวรที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย

 

ตรงนี้ผมอยากให้สังเกตสักนิดครับว่า การใช้สิทธิ์นี้ต้องเป็นการซื้อสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของเรา แต่มีเงื่อนไข คือ ต้อง “จ่ายไป” (แปลว่า “จ่ายเงิน” นัน่แหละครับ) มาตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดครับ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีดังนี้ครับ

 

โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 4 ฉบับนี้จะกำหนดเงื่อนไขต่างๆไว้ดังนี้ครับ

1. เงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้งานของสินทรัพย์ สำหรับเรื่องแรกคือเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้งานของสินทรัพย์ครับ โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ดังนี้ครับ

  • สินทรัพย์นี้ต้องไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
  • เป็นสินทรัพย์ที่สามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ตามปกติ (ใครไม่เข้าใจเรื่องค่าเสื่อมราคาอ่านได้ที่บทความ คิดสักนิดดดดดด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจ (ตอนแรก)) โดยทรัพย์สินนั้นต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559
  • ยกเว้นแต่เครื่องจักรและอาคารถาวร ที่สามารถพร้อมใช้หลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 สามารถใช้สิทธิได้ แต้ต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขดังนี้
    • ต้องขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารโดยยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หรือ
    • ต้องแจ้งก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามมาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุม
      อาคาร พ.ศ. 2522 โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หรือ
    • กรณีที่ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะต้องเกิดจากสัญญาจ้าง ใบสั่งจ้างหรือข้อตกลงในลักษณะทำนองเดียวกันทั้งสิ้นที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

โดยการลงทุนนั้นต้องไม่รวมถึงการลงทุนในทรัพย์สินโดยการซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินนั้นมา

  • สินทรัพย์ต้องอยู่ในราชอาณาจักร  (ยกเว้นยานพาหนะ)
  • ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษี การส่งเสริมการลงทุนต่างๆ

 

2. เงื่อนไขการคำนวณและการใช้เป็นรายจ่าย เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ และอธิบายการใช้รายจ่ายโดยขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินครับ ซึ่งทรัพย์สินแต่ละประเภทจะสามารถใช้ได้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันดังนี้ครับ

  • 5 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และยานพาหนะ
  • 3 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • 20 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับอาคารถาวร แต่ไม่รวมถึงที่ดินและอาคารถาวรที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย

 

3. เงื่อนไขการหักค่าใช้จ่าย การหักค่าใช้จ่ายนั้นจะเริ่มใช้ได้เมื่อเริ่มต้นหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ดังกล่าวตามมาตรา 65 ทวิ (2) โดยสามารถใช้ได้เต็มจำนวน ไม่ต้องหารตามรอบระยะเวลาบัญชีแต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น บริษัทอีมันน่อม จ่ายเงินซื้อเครื่องจักรใหม่ราคา 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ในรอบบัญชี มกราคม – ธันวาคม 2559 บริษัท ABC จะมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคได้จำนวน 100,000 บาท (คำนวณตามอายุการใช้งาน) แต่สามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มได้เต็มจำนวนคือ 200,000 บาท โดยไม่ต้องดูรอบระยะเวลาบัญชีแต่อย่างใด ดังนี้ครับ

120

 

4. กิจการต้องจัดทำรายละเอียดของทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษี โดยมีข้อความอย่างน้อยตามที่กำหนดในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 266) ตรงนี้ผมแนะนำให้ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมในกฎหมายอีกทีนะครับ

 

5. หากมีการขายทรัพย์สินในระหว่างการใช้สิทธิ สิทธิดังกล่าวถือเป็นอันสิันสุดลง (อ้างอิงตามหลักการคิดค่าเสื่อมราคาในมาตรา 65 ทวิ(2)) แต่ถ้าหากทำผิดเงื่อนไข จะถือว่าสิทธิสิ้นสุดลงตั้งแต่แรกครับ ไม่มีสิทธิใช้กันเลยทีเดียวคร้าบ 

 

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ และถือว่าเป็นโอกาสในช่วงสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2559 นี้ (เพราะสิทธิดังกล่าวจะหมดเขตเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ครับผม แป่วววว) ดังนั้น TAXBugnoms หวังว่าถ้าหากธุรกิจไหนมีการซื้อสินทรัพย์ไว้ หรือวางแผนจะซื้อสินทรัพย์ ก็อย่าลืมนำมาใช้กันด้วยนะครับ เพราะว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์ดีๆ ที่เราได้เพิ่มมาฟรีๆจากการลงทุนนั่นเองครับ

 

สุดท้ายนี้ต้องขอลาไปก่อนนะครับ ก่อนจากกันก็ขอฝากให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ช่วยกันกดติดตามคอลัมน์ภาษีธุรกิจด้านล่างนี้ด้วยนะครับ แล้วติดตามบทความใหม่กันได้เร็วๆนี้ครับผม สวัสดีคร้าบบบ

 

จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 3)

สำหรับตอนที่ 3 นี้ เป็นเรื่องที่อยากจะเตือนใจอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันครับ เอาจริงๆผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้ละเอียดไว้หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบทความเรื่อง ถ้าไม่อยากเสียภาษีเพิ่ม!! อย่าเอารายจ่ายส่วนตัวมาใช้ในธุรกิจ และ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!! แต่ตอนนี้ผมจะมาลงลึกรายละเอียดที่สำคัญๆ ที่อยากจะเน้นให้ระวังในการนำมาเป็นค่าใช้จ่ายครับ โดยมีหลักการอยู่ 5 ข้อดังนี้ครับ

 

1. รายจ่ายส่วนตัวหรือไม่ได้จ่ายเพื่อกิจการ อย่างที่ผมเคยเขียนไปในบทความ อย่าเอารายจ่ายส่วนตัวมาใช้ในธุรกิจ  นั่นแหละครับ ที่เตือนว่ารายจ่ายที่เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับธุรกิจ (บริษัท) นั้น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ (ถ้าใครลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ขอแนะนำบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! ให้ลองอ่านกันอีกทีนะครับ)

 

หรือพูดง่ายๆก็คือ ต่อให้คุณเอามาใช้ในธุรกิจและบัญชียอมลงเป็นค่าใช้จ่ายไว้ โดนสรรพากรตรวจเมื่อไรก็โดน “บวกกลับ” หรือ ไม่ให้ใช้เป็นรายจ่าย ทำให้เราต้องเสียภาษีเพิ่มอยู่ดีนั่นแหละครับ!!

 

2. รายจ่ายค่ารับรอง นอกจากเรื่องของรายจ่ายส่วนตัวแล้ว รายจ่ายค่ารับรองก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ควรระวังในการนำมาเป็นค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกันครับ เพราะรายจ่ายค่ารับรองนั้น มันมีจำนวนจำกัดอยู่ครับ

นั่นแปลว่าไม่ใช่การไปทานอาหารต่างๆ พาลูกค้าไปเลี้ยง หรือ พาไปรับรองพักผ่อนหย่อนใจ จะสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการทั้งหมดครับผม เพราะจริงๆแล้วค่ารับรองที่สามารถเป็นรายจ่ายได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไขตามนี้ครับ

 

  • ถ้าเป็นสิ่งของจะใช้เป็นรายจ่ายได้ไม่เกินคนละ 2,000 บาท/ครั้ง
  • จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการสามารถเป็นรายจ่ายสูงสุดได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือทุนชำระในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
  • ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติ

 

เงื่อนไขคร่าวๆทั้ง 3 ข้อนี้ผมอ้างอิงจาก กฎกระทรวงฉบับที่ 143 ครับ (ถ้าหากมีโอกาสจะเขียนเรื่องค่ารับรองให้อ่านแบบละเอียดอีกครั้งหนึ่งครับ) แต่จากข้อมูลตรงนี้ถ้าให้แปลสั้นๆง่าย ก็คงต้องบอกว่า จ่ายไปแทบตาย เอามาเป็นรายจ่ายได้แค่ 3 บาทต่อยอดขาย (หรือทุนชำระ) 1,000 บาทเท่านั้น

 

3. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ตรงนี้ใครหลายคนอาจจะขัดใจ เอ๊ะ เราจ่ายไปเพื่อกิจการแล้วนี่หว่า แต่ทำไมถึงเป็นรายจ่า่ยไม่ได้ล่ะเนี่ย อะฮ่า.. ตรงนี้ต้องดูดีๆครับว่า “จ่าย” ไปเพื่ออะไร

ถ้าจ่ายไปแล้ว ทำให้สินทรัพย์นั้นดีขึ้น หรือเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องระวังด้วยว่ามันจะเป็นการจ่ายเพื่อลงทุน โดยจะถือว่าเป็น “สินทรัพย์” แทนค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องไปคิดค่าเสื่อมราคาแทนครับผม

 

ยกตัวอย่างเช่น ผมจ่ายค่าปรับปรุงสำนักงานใหม่ไปจำนวน 100,000 บาท แบบนี้จ่ายเงินไปแน่ครับ แต่ไม่ได้จ่ายแล้วจบเลย มันเป็นการจ่ายเพื่อเป็นการลงทุนในการทำธุรกิจ ทำให้เกิดสินทรัพย์ (สำนักงานใหม่) แบบนี้ต้องเอามาตัดเป็นค่าเสื่อมราคาแทน ไม่ได้เป็นรายจ่ายทั้งก้อนในงวดที่จ่ายแน่ๆละครับ 

 

4. เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร ข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ควรระวังเหมือนกันครับ เพราะกฎหมายเขียนห้ามไว้ชัดเจนเลยครับว่า การจ่ายเงินเดือนให้กับตัวของผู้ถือหุันหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ในจำนวนที่เกินสมควรนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามครับ (อ้างอิง : มาตรา 65 ตรี (8) แห่งประมวลรัษฏากร)

แต่ว่ากฎหมายดันไม่ได้บอกไว้ด้วยสินะว่าเท่าไรถึงเรียกว่าสมควรหรือไม่สมควร ซึ่งหลักการของผมที่อยากให้ไว้คร่าวๆก็คือ อย่าจ่ายสูงกว่าความเป็นจริงที่ควรจะได้ครับ ลองคิดชั่วโมงการทำงาน ความสามารถของงาน และเปรียบเทียบกับรายได้ของธุรกิจประกอบกัน ก็น่าจะพอเห็นตัวเลขอยู่เหมือนกันนะครับ

สำหรับเรื่องวิธีการพิจารณานั้น ผมอาจจะเขียนบทความให้อ่านเหมือนกันครับ ขอแนะนำว่ากดติดตามเพจ ภาษีธุรกิจ ไว้ล่วงหน้าเลยครับ

 

5. รายจ่ายที่สูง (แพง) กว่าความเป็นจริง โดยมาตรา 65 ตรี (15) ระบุไว้เลยครับว่า กรณี “ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” ดังนั้นถ้าหากธุรกิจเราดันจ่ายเงินซื้ออะไรแพงกว่าปกติมา ก็อย่าหวังว่าจะหลุดรอดไปได้เหมือนกันครับ อาจจะโดนไม่ให้ใช้รายจ่ายนี้เป็นรายจ่ายได้ ตรงนี้ข้อสังเกตง่ายๆ คือ ผมอยากให้พิสูจน์รายจ่ายทุกครังครับว่า มันเป็นรายจ่ายที่ไม่เกินราคาตลาดปกติ เพียงแค่นี้เราก็ไม่พลาดแล้วล่ะครับ

 

สำหรับบทความในตอนนี้ จะเป็นการเน้นเรื่องของการที่ไม่เอา “รายจ่าย” ที่มีโอกาสให้ผิดพลาดต่อไปนี้มาใช้ครับ จริงๆแล้วยังมีหลายตัวที่ต้องระวังครับ แต่ผมจะเน้นเฉพาะตัวที่สำคัญๆ และเป็นข้อผิดพลาดบ่อยอย่าง 5 ตัวนี้ครับ (ถ้าหากใครอยากรู้เพิ่ม ลองเปิดประมวลรัษฏากรดูมาตรา 65 ตรีได้เลยนะครับ)

 

สุดท้ายบทความชุด “จะจดบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด” ก็ยังไม่จบและไม่จากกันเพียงเท่านี้ครับ ตอนต่อไปยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมอีกมากมายมาฝากกันครับผม ฝากติดตามกันในตอนต่อๆไปด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

 

ออก “ใบกำกับภาษี” อย่างไร ไม่ให้มีปัญหากับสรรพากร ?

ข้อแรก : ใบกำกับภาษี ต้องออกโดยผู้มีสิทธิออกเท่านั้น!!

สำหรับข้อแรก ผมขอปูพื้นเบาๆกับเรื่องการออกใบกำกับภาษีครับ สำหรับคนที่ทำธุรกิจทั้งหลายนั้น เวลามีคนมาซื้อสินค้าหรือบริการจากเรา อาจจะถามหา “ใบกำกับภาษี” ซึ่งตรงนี้ต้องเน้นย้ำก่อนนะครับว่า “ธุรกิจที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” เท่านั้นที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ ถ้าหากไม่ใช่ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วล่ะก็ ห้ามออกใบกำกับภาษีเด็ดขาดเลยนะครับ เพราะจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายกรณี “ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก” คร้าบผม

 

ตรงนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมความรู้สักเล็กน้อยนะครับ มีบางคนที่เข้าใจผิดเรื่องของการออกใบกำกับภาษี กับ การหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความเป็นจริง ใบกำกับภาษีนั้นเป็นเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคิดในอัตรา 7% ของยอดขายหรือบริการ ส่วนการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น เป็นเรื่องของภาษีเงินได้ และเป็นหน้าที่ของผู้ที่จ่ายเงินที่ต้องหักภาษีไว้ทุกครั้ง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดครับ

 

ทำผิดอย่าเผลอ : ถ้าหากเราดันไปออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก จะถือว่ามีความผิด ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งจำนวนพร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษี ตามมาตรา 89(6) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องรับผิดทางอาญาโทษจำคุกสามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันถึงสองแสนบาท ตามมาตรา 90/4(3) แห่งประมวลรัษฎากร หรือพูดสั้นๆง่าย คือ จ่ายภาษีสูงสุด 4 เท่า (ภาษี + เบี้ยปรับ 2 เท่า + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนสูงสุดไม่เกินจำนวนภาษี) พร้อมโทษอาญาจ้า

 

ข้อสอง : ใบกำกับภาษี ต้องครบถ้วนและถูกต้อง

ถ้าหากธุรกิจของเราได้ “จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องรู้คือ เราจะมีสภาพที่เรียกว่า “ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างถูกต้อง และมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งใบกำกับภาษีที่เราสามารถออกได้นั้น มีอยู่ 2 ประเภท คือ ใบกำกับภาษีเต็มรูป และ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ครับ  ซึ่งโดยปกติแล้ว กิจการทั่วไปจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปให้กับผู้ซื้อหรือผู้รับบริการครับ

 

แต่สำหรับกิจการที่เป็นกิจการค้าปลีก ที่เป็นการขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง หรือ บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงแรม ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เป็นต้น นั้น จะสามารถออก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ได้ครับ

 

โดยสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ไม่สามารถนำภาษีซื้อไปขอคืนหรือหักออกจากภาษีขายได้ครับ ต้องเป็นใบกำกับภาษีซื้อแบบเต็มรูปเท่านั้นถึงจะสามารถทำได้คร้าบ

 

แต่ล่าสุดทางกรมสรรพากรเอง ก็ได้แจ้งข่าวดีครับว่า โดยปกติการออกใบกำกับภาษีนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการไว้ในใบกำกับภาษีด้วย แต่ถ้าหากเป็นการออกให้บุคคลธรรมดา หรือผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ไม่จำเป็นต้องใส่ครับ ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจเราต้องสำรวจให้ดีก็คือ เราออกใบกำกับภาษีให้กับใคร และเขาต้องการภาษีซื้อไปใช้ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่า ?

 

ทำผิดอย่าเผลอ : ถ้าหากใบกำกับภาษีของเราไม่ถูกต้องแล้วล่ะก็ ปัญหาจะตกไปยังผู้รับครับ นั่นคือ หากผิดในสาระสำคัญภาษีซื้อจากใบกำกับภาษีฉบับนั้นจะไม่สามารถใช้หักออกจากภาษีขายได้ (ภาษีซื้อต้องห้าม) ครับ

 

ข้อสาม : ใบกำกับภาษี ต้องออกอย่างถูกเวลา

โดยกฎหมายแล้ว การออกใบกำกับภาษีนั้นกำหนดให้ออกเมื่อเกิด “ความรับผิด” หรือแปลเป็นภาษาคนก็คือ ออกเมื่อมีหน้าที่ต้องออกนั่นเองครับ โดยกฎหมายได้กำหนดความแตกต่างของความรับผิดในกรณีซื้อสินค้าและให้บริการไว้ดังนี้ครับ

 

Capture

 

ต้องบอกย้ำไว้อีกทีนะครับว่า จริงๆแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดเพียงแค่ความรับผิดในการซื้อและบริการเพียงเท่านั้นนะครับ กฎหมายยังกำหนดเรื่องของความรับผิดในกรณีต่างๆ อีกมากมายไว้ให้ครับ เพียงแต่ผมยกตัวอย่างง่ายๆสั้นๆ มาให้ลองดูกันครับ (ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนอธิบายเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ)

 

ทำผิดอย่าเผลอ : สำหรับข้อนี้ ถ้าหากธุรกิจเราไม่ออกใบกำกับภาษี และส่งมอบเมื่อความรับผิดเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ จะถือว่าเรามีความผิด ภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งจำนวนพร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89(5) แห่งประมวลรัษฏากร พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องโทษจำคุก ไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 90/2(3)

 

เป็นไงบ้างครับ กับเรื่องของการออกใบกำกับภาษีเห็นไหมครับว่า ถ้าออกโดยไม่เข้าใจกฎหมายแล้วล่ะก็อาจจะทำให้เรามีปัญหาต้องจ่ายภาษีจาก 1 เป็น 4 เท่า พร้อมทั้งโดนโทษอาญาได้อีกง่ายๆเลยล่ะครับ สุดท้ายนี้ผมอยากให้จำสั้นๆไว้ว่า ธุรกิจทุกๆธุรกิจต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อ มีสิทธิ-มีข้อความถูกต้อง-และถูกเวลา ซึ่งถ้าหากทำได้แบบนี้จริงๆ ผมรับประกันเลยครับว่าต่อให้ถูกตรวจสอบละเอียดแค่ไหน หรือพี่สรรพากรจะแวะมาเมื่อไร แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวคร้าบบบ

3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!!

เมื่อมีปัญหาแบบนี้ ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นจากบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี? อีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อปรับทัศนคติให้เข้าใจครับว่า “กำไร” และ “ขาดทุน” ที่บันทึกตัวเลขทางบัญชีนั้น มันมีความแตกต่างกับกำไรและขาดทุนทางภาษีอย่างไรบ้าง และถ้ามีโอกาสผมจะเขียนบทความใหม่ให้อ่านกันเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งคร้าบบ 😀

 

ถ้าใครเคยอ่านบทความนี้ หรืออ่านจบแล้ว ผมเชื่อว่าคงจะพอเข้าใจถึงความแตกต่างในเรื่อง กำไรหรือขาดทุนทางบัญชี ต้องถูกปรับปรุงให้เป็นกำไรหรือขาดทุนทางภาษีเสียก่อนถึงจะนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ปัญหาคือมันจะมีรายจ่ายตัวหนึ่งที่มักจะต้องปรับปรุงอยู่เสมอ นั่นคือ “รายจ่ายต้องห้าม” หรือ “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” ซึ่งเป็นรายการที่ทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ และเราต้องบวกกลับไปในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีทุกครั้งทุกคราวไป

 

เพราะฉะนั้น บทความในตอนนี้ ผมจะลงรายละเอียดไปที่หลักเกณฑ์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ให้เจ้าของธุรกิจ หรือคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจกฎหมายภาษี ใช้เป็นหลักการกลั่นกรองค่าใช้จ่ายตัวเองเสียก่อนครับว่า จะสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนทางภาษีได้หรือไม่ ?

 

เพราะถ้าหากเราไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ ต่อให้เรานำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาเป็นค่าใช้จ่ายก็สามารถเป็นได้เพียงแค่ค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น แต่ไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้แน่ๆ เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีขั้นตอนที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

 

1. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีหลักฐานในการจ่ายเงิน “จริง” ขั้นตอนแรกเป็นขั้นตอนสั้นๆง่ายๆ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากครับ เพราะหากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ว่าได้มีการจ่ายออกไป และต่อให้เราจ่ายออกไปจริงๆ ก็ตาม อย่างไร ก็ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ได้อย่างแน่นอนครับ

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญของเจ้าของกิจการทั้งหลาย คือ การจัดเก็บเอกสารที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหลักฐานการจ่ายต่างๆแต่ละใบนั้น ต้องมีอยู่จริง และครบถ้วนตามจำนวน เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าใช้จ่ายทางภาษีได้นั่นเองครับ

 

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมร้านไป แต่ไม่มีเอกสารกลับมา ถึงแม้ว่าทางบัญชีจะลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ทางภาษีแล้วจะมองว่าการไม่มีหลักฐานนั้น ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ จึงต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรเพื่อภาษีครับ

 

2. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีความเกี่ยวข้องกับกิจการ “จริง” สำหรับขั้นตอนนี้ เป็นการเพิ่มเติมเสริมจากขั้นตอนแรกครับ นั่นคือ ต่อให้มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อยู่ดีครับ ถึงแม้จะจ่ายจริง มีหลักฐานครบ แต่ถ้าโดนพี่สรรพากรตรวจเจอแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าจบแน่ครับ

 

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms คนเดิม ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้านตัวเอง (ส่วนตัว) ไปและได้รับใบเสร็จกลับมาครบถ้วนก็ตาม แบบนี้ต่อให้มีหลักฐานยังไงก็ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ ก็เพราะว่ามันเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทนั่นเองครับ

 

3. ทุก “รายจ่าย” ต้องไม่ผิดตามที่กฎหมายกำหนด “จริงๆนะ” สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้ ขอบอกเลยว่าค่อนข้างยาก เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายครับ ซึ่งในขั้นตอนที่ 1 และ 2 นั้น เราย่อมสามารถใช้วิจารณญาณส่วนตัวในการตัดสินได้ แต่ข้อนี้บอกเลยครับว่า ต่อให้จ่ายจริง หลักฐานครบ เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นจนจบกับกิจการก็ตาม แต่ถ้าหากกฎหมายไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย นั่นแปลว่ายังไงก็ไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ครับ 

 

เป็นไงบ้างครับ กับ 3 ขั้นตอนชวนคิดให้เราพิจารณาเรื่องการเลือกใช้ค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีสำหรับธุรกิจ ผมบอกเลยครับว่าจริงๆแล้วหลักการในแต่ละข้อนั้น มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกมากมาย แต่วันนี้คงต้องขอพักกันไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ตอนต่อๆไป ผมจะมาอธิบายเพิ่มเติมเงื่อนไขแต่ละข้อที่สำคัญๆ ให้ฟังกันต่อไปคร้าบบ สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ 😀

ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

ถ้าหากลองสังเกตรายจ่ายในทุกๆวันของเราดู เรามักจะเห็นคำว่า “ใบกำกับภาษี” อยู่ในกระดาษที่ทางร้านค้าต่างๆส่งให้เมื่อชำระเงิน และเจ้าใบกำกับภาษีที่ว่าจะมีตัวเลขบอกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้น มี “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อยู่ในนั้นเป็นจำนวนเท่าไร เช่น ซื้อสินค้าในราคา 1,000 บาท เราจะเห็นตัวเลขค่าสินค้าราคา 1,000 บาทและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 70 บาท รวมทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายเป็น 1,070 บาท

 

ดังนั้นถ้าหากใครมีการใช้จ่าย (ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาก ก็แปลว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตรงนี้มากตามไปด้วยครับ ซึ่งปกติแล้วมักจะอยู่ในการใช้จ่ายของเราทั้งหมด ตั้งแต่เดินห้าง ซื้อของร้านค้า ไปจนถึงราคาค่าอาหารต่างๆ ล้วนมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ทั้งสิ้น

 

เสีย VAT แล้วทำไมยังเสียภาษีเงินได้อีก

 

หลายคนอาจจะนึกในใจว่า “เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว แล้วทำไมยังต้องเสียภาษีเงินได้อีก” ใช่ครับ ต้องเสียทั้งสองตัว เพราะ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ถือเป็น “ภาษีทางอ้อม” หรือ ภาษีที่สามารถผลัก “ภาระ” ไปให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นผู้ชำระแทนนั่นเองครับ

 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ออมมันนี่ จำกัด ได้ซื้อวัตถุดิบและวัสดุอุปกรณ์มาจำนวน 107 บาท โดยมีราคาสินค้าจำนวน 100 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายและขายให้บริษัท อินโฟกราฟฟิก จำกัด ในราคา 200 บาท บริษัทออมมันนี่ จะต้องเรียกเก็บภาษีขายจำนวน 14 บาท ทำให้มูลค่าสินค้าทั้งสิ้นกลายเป็น 214 บาท

 

และในแต่ละเดือน บริษัทออมมันนี่จะมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากรเฉพาะผลต่างระหว่างภาษีซื้อ (ที่จ่ายไป) กับภาษีขาย (ที่เก็บมา) จำนวน 14 – 7 = 7 บาท ให้แก่กรมสรรพากรครับ

 

แต่ถ้าหากคนที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้บริโภคอย่างเราๆที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมขอบอกเลยครับว่า ภาษีที่จ่ายไปนั้นไม่สามารถไปหักออกหรือขอคืนใครได้ เพราะเราต้องจ่ายเต็มๆทั้งจำนวนจ้า (แหม่ … ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภค)

 

ส่วนภาษีเงินได้นั้นถือเป็น “ภาษีทางตรง” หรือภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องเป็นผู้แบกรับภาระของภาษีนั้นทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยเก็บจากรายได้ (เงินได้สุทธิ หรือ กำไรสุทธิ) ซึ่งถือเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ผู้มีเงินได้ต้องจ่ายครับ

 

เมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

ทีนี้ในฐานะของการเป็นเจ้าของธุรกิจ มักจะมีคำถามต่อมาครับว่า แล้วเมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตรงนี้ผมขอให้ข้อสังเกตไว้เป็นขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ธุรกิจเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ คำถามแรกที่เราต้องถามก็คือ ประเภทการประกอบธุรกิจของเรานั้นได้รับสิทธิยกเวันภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้รับสิทธิยกเว้นก็แปลว่าไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ (ดูประเภทธุรกิจได้ที่ กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย)

 

2. ธุรกิจเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่ คำถามต่อมาก็คือ ถ้าหากเราไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี แล้วธุรกิจของเรานั้นมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าหากถึงเกณฑ์แล้วสิ่งทีต้องรีบปฎิบัติคือ การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน และเริ่มเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายได้ส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาทเป็นต้นไปครับ

 

 

แต่อีกทางหนึ่งที่อยากให้พิจารณาคือ ถ้าหากเรามองว่าธุรกิจของเรานั้นมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆแล้วล่ะก็ การเลือกจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่แรกก็เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งครับ เพราะบางกิจการอาจจะต้องการใช้สิทธิขอคืนในส่วนของภาษีซื้อในช่วงเริ่มดำเนินกิจการก็ได้ครับ

 

ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ใช่ต้นทุนของกิจการ

 

มีหนึ่งคำถามในเพจ ภาษีธุรกิจ101 ถามมาครับว่า กรณีที่กิจการเข้าหลักเกณฑ์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า เพราะหากกิจการของอีกฝ่ายไม่เข้าหลักที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางนั้นก็จะไม่มีต้นทุนในเรื่องนี้

 

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานครับ ในแง่การจัดการและการบริหารต้นทุน แต่ผมอยากให้มองแยกกันก่อนครับว่า ภาษีซื้อ ไม่ใช่ต้นทุน และ ภาษีขาย ไม่ใช่รายได้ แต่ละส่วนนั้นแยกจากกันครับ

 

จากตัวอย่างเดิมที่ยกมาในตอนแรกของบทความ จะเห็นว่าภาษีนั้นถูกแยกออกจากราคาของสินค้าและบริการ และวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทั่วไปนั้นจะเรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ หรือ ภาษีขายลบด้วยภาษีซื้อ และถ้าหากในเดือนไหนภาษีขายมีมากกว่าภาษีซื้อ ส่วนต่างนี้จะถูกนำส่งให้แก่กรมสรรพากร

 

ดังนั้น สำหรับการขายสินค้าที่ดีและถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายจึงควร “ตั้งราคา” ที่ไม่รวมภาษีไว้ก่อน แล้วจึงค่อยคำนวณ “ภาษี” เข้าไป “เพิ่ม” ครับ

 

ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าในราคา 1,000 บาท ต้องบวก “ภาษีขาย” เข้าไปอีก 70 บาท เมื่อเรียกเก็บจากลูกค้า จะต้องเรียกเก็บในราคา 1,070 บาท ซึ่งแปลว่าเราจะมีรายได้ 1,000 บาท ส่วน 70 บาทนั้นแยกเป็นส่วนของภาษีที่ต้องนำส่งสรรพากรหลังจากหัก “ภาษีซื้อ” ที่เราได้จ่ายไปให้กับผู้ผลิต 

 

ทีนี้ปัญหาที่ถามมาก็คือ ในกรณีที่บริษัทหรือคู่แข่งไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะได้รับสิทธิขายแค่ 1,000 บาทใช่ไหม? เพราะเวลาขายไม่ต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และถ้าเป็นกิจการที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับราคา ก็ยิ่งทำให้มีผลต่อการตัดสินใจไม่ใช่หรือ..

 

แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่สามารถเอาภาษีซื้อมาใช้ได้เช่นเดียวกัน เช่น ซื้อสินค้าราคา 500 บาท มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 35 บาท รวมจ่ายไปทั้งสิ้น 535 บาท ซึ่งจำนวนนี้จะแตกต่างกันตรงที่ คนที่จะทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะสามารถนำภาษีซื้อจำนวน 35 บาทมาหักออกจากภาษีขาย 70 บาทและนำส่งสรรพากรได้ ในขณะที่คนที่ไม่ได้จดจะต้องแบกรับต้นทุนจำนวน 535 บาท

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

ถ้ามองภาพรวมในระบบภาษีแล้ว จะเห็นว่าฝ่ายที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้เปรียบมากกว่า ถ้าหากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เพราะเงิน 70 บาทนั้น เรียกเก็บจากลูกค้า และภาษีซื้อจำนวน 35 บาทสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ (ไม่เสียอะไรเพิ่ม)

 

แต่ถ้ามองอีกภาพหนึ่ง สิ่งที่น่ากังวล คือ ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันจำนวน 70 บาท จะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจหรือไม่ในการซื้อ ซึ่งถ้าหากลองปรับให้เป็นราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ 1,000 บาท สิ่งที่เปลี่ยนไปจะเป็นดังนี้ครับ

 

002-VAT

ดังนั้นจะเห็นว่า ถ้าหากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะพยายามแข่งขันทางด้านราคา กำไรขั้นต้นจะต่ำกว่าร้านค้าที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีครับ

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ร้านจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้รับ นั่นคือ โอกาสในการขยายกิจการที่จะมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีและการเติบโตในอนาคต ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะเลือกทางเหมาะสมทางไหนให้กับธุรกิจของตัวเองครับ

 

มาถึงตรงนี้ ใครหลายคนอาจจะเลือกตัดสินใจจะไม่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและใช้วิธีกระจายรายได้ให้แต่ละคนไม่เกิน 1.8 ล้านบาทแทนเพื่อความสะดวกและสบาย แต่ผมขอยกคำถามที่เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความ เพราะภาษีไม่ได้ทำให้กำไรของธุรกิจลดลงเพียงอย่างเดียว ว่า การเลือกที่จะทำแบบนี้อาจจะเป็นการตัดโอกาสในการเติบโตของธุรกิจเราอยู่หรือเปล่า และสุดท้ายเรานี่แหละจะต้องกลายเป็นคนเสียภาษีมากขึ้นกว่าเก่าโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

 

สุดท้ายแล้ว ผมหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่กำลังตัดสินใจจะเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและถูกใจ เพื่อที่ธุรกิจของทุกคนจะได้ก้าวไกลสู่ AEC ได้อย่างสบายใจคร้าบบ

ธุรกิจให้เช่า “อสังหาริมทรัพย์” ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

โดยคำว่า “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ที่ผมพูดถึงนั้น ขอให้คำจำกัดความในส่วนของ ธุรกิจที่มีรายได้อยู่ 2 ประเภท คือ รายได้จากการให้เช่า (ค่าเช่า) และ รายได้การขายอสังหาริมทรัพย์ (กำไรจากการขาย)

 

และเมื่อพูดถึงคำว่า “ธุรกิจ”  เมื่อไร สิ่งหนึ่งที่จะตามมาอย่างว่องไวนั่นคือเรื่องของ รูปแบบของธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบ 2 ประเภทเช่นเดียวกัน คือ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ซึ่งการเลือกรูปแบบของธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ที่สูงสุดของเรานั้น ผมเคยเขียนหลักการอยู่ในบทความ ทำธุรกิจยังไงให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ

 

สำหรับในตอนนี้ เรามาเริ่มต้นกันที่ตัวแรก คือ รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์กันก่อนครับ โดยขอแบ่งประเภทตามวิธีการคำนวณภาษีตามรูปแบบของทำธุรกิจ ดังนี้

 

1. บุคคลธรรมดา วิธีการคำนวณภาษีจะมาจากการคำนวณตาม เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) และวิธี เงินได้พึงประเมิน (0.5% x รายได้) เปรียบเทียบกันและเลือกเอาภาษีที่คำนวณได้สูงกว่า 

 

โดยวิธีการคำนวณโดยละเอียดนั้นอ่านได้ในบทความ ไขทุกปัญหาภาษี สำหรับคนที่ทำธุรกิจปล่อยเช่าคอนโด! อีกทีหนึ่งครับ

 

2. นิติบุคคล สำหรับนิติบุคคลแล้ว วิธีการคำนวณภาษีนั้นจะมาจาก กำไรสุทธิคูณด้วยอัตราภาษี ซึ่งต้องใช้วิธีรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลรัษฏากรกำหนดไว้ และมีการจัดทำบัญชีและรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆเพิ่มเติมอีกมากมายครับ

 

โดยหลักการคำนวณภาษีนั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

โดยบทความนี้จะพูดถึงแค่ในส่วนของรายได้จากการให้เช่าก่อนนะครับ สำหรับการซื้อและขายนั้นจะพูดถึงในบทความต่อๆไป (ฝากกด Like ติดตามเพจ ภาษีธุรกิจ101 ด้วยนะครับ^^) ซึ่งความแตกต่างนั้นเราจะพบเรื่องที่แตกต่างกันอยู่ 3 เรื่องในการคำนวณภาษีดังนี้ครับ

 

1. ฐานภาษีเงินได้ เรื่องแรกคือความแตกต่างด้านการคำนวณภาษีครับ โดยถ้าเราทำธุรกิจปล่อยเช่าในรูปแบบบุคคลธรรมดา อัตราภาษีที่เราต้องเสียคือ 5-35% แต่ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล อัตราภาษีเราจะเสียลดลงเหลือ 20% และอาจจะลดลงกว่านั้น ถ้าหากเราเข้าข่ายเป็นธุรกิจประเภท SMEs ตามกฎหมาย เมื่อมีทุนชำระจำนวน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี เราจะได้สิทธิยกเว้นภาษีจากกำไรสุทธิจำนวน 300,000 บาทแรก และกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาทจะเสียภาษีในอัตรา 15% แล้วจึงค่อยกลับมาเสียในอัตรา 20% ตามปกติสำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทครับ

 

2. เกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณ เกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณภาษีของบุคคลธรรมดานั้น จะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่าเกณฑ์เงินสดครับ นั่นคือได้รับเงินเมื่อไรถือเป็นรายได้เมื่อนั้น แต่ในขณะที่เกณฑ์ในการคำนวณภาษีของนิติบุคคลนั้น จะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่าเกณฑ์สิทธิ นั่นคือสิทธิที่จะรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อไร เราต้องรับรู้ทันทีแม้จะเก็บเงินไม่ได้ก็ตามครับ

 

3. วิธีการคำนวณภาษี สำหรับวิธีการคำนวณภาษีนั้น ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา จะเลือกคำนวณโดยสามารถใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาๆโดยที่ไม่มีเอกสารได้ทันทีในอัตรา 30% หรือจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแบบที่จำเป็นและสมควรก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งสะดวกและประหยัดเวลากว่ามาก แต่ในขณะที่นิติบุคคลนั้นจะต้องเลือกคำนวณตามวิธีกำไรสุทธิ โดยใช้รายได้และค่าใช้จ่ายตามกฎหมายมาคำนวณภาษี พร้อมทั้งต้องมีการจัดเก็บเอกสารหลักฐานมากมายรวมถึงการจัดทำบัญชีอีกด้วยครับ

 

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากให้เป็นเคล็ดลับสำหรับคนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็คือการจัดการเลือกรูปแบบธุรกิจให้เหมาะสมกับรายได้ที่มีและขนาดของกิจการที่ทำครับ ซึ่งถ้าหากขนาดธุรกิจของเราเป็นขนาดใหญ่ มีรายได้มากและมีค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องเสียในการทำธุรกิจเยอะแยะ แบบนี้เราควรเลือกที่จะทำในรูปแบบนิติบุคคล เพราะเราจะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีมากที่สุด แต่ถ้าหากกิจการของเรายังเป็นการให้เช่าเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ การตัดใจทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาก็เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งครับ

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราต้องถามตัวเองทุกครั้งในการทำธุรกิจก็คือ กิจการของเรามีภาษีประเภทไหนและอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง เพื่อที่จะได้จัดการให้ถูกต้องตามกฎหมายคร้าบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save