9 วิธีดูแลพอร์ตกองทุนสไตล์คลินิกกองทุน

สวัสดีครับวันนี้พบกับ หมอนัทคลินิกกองทุนอีกครั้งนะครับ ใครที่กำลังอยู่ในช่วงลงทุนในกองทุนอยู่ หมอนัท อยากแนะนำให้มาลองมาอ่าน 9 วิธีในการจัดพอร์ตกองทุนดูครับ เพราะนี่ไม่ใช่เป็นเพียงข้อมูลที่นำมาเสนอเท่านั้นแต่ยังเป็นประสบการณ์ของผมด้วย หวังว่าบทความชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครหลายคนครับ

1. อย่าใส่เงินลงทุนเฉพาะช่วงที่กองทุนมีกำไร

ให้ทยอยลงทุน เนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่จะแห่กันเข้าไปซื้อกองทุนตอนที่เป็นขาขึ้น ทำให้เราได้ “ของแพง” ไปโดยปริยายครับ

แทนที่เราจะเลือกกองทุนที่ดี และลงทุนกับกองทุน ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลง ด้วยความกลัวเพียงชั่วคราว โดยเฉพาะกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ๆ อย่างกองทุนหุ้น

ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ทยอยซื้อทุกเดือนไปเลยก็ได้ จะช่วยลดความผันผวนได้ดีมาก แต่ถ้ามีเงินก้อนจะลงทุนอาจจะต้องพิจารณาการจัดพอร์ตการลงทุน หรือให้มีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย ผสม ๆ กันไป

2. ลงทุนกับ สินทรัพย์ที่มีรายได้สม่ำเสมอบ้าง

เช่น กองทุนแบบ Income, กองทุนอสังหา ฯ ซึ่งจะช่วยให้เรามีกระแสเงินสดกลับเข้ามาบ้าง เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจระหว่างลงทุน แต่ถ้าใครรับความเสี่ยงได้สูง ๆ แล้วละก็ จะลงทุนแบบไม่มีเงินปันผลก็ได้ อันนี้ไม่ว่ากันครับ

3. อย่าละเลย เรื่องประโยชน์ทางภาษี

ท่านไหนที่มีภาระทางภาษีอยู่แล้วละก็ การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอย่าง LTF/RMF นั้นก็เหมือนกับว่า เราได้ผลตอบแทนจากการลดภาษีมาเพิ่มเติมให้อย่างฟรี ๆ เลยะครับ

4. กระจายการลงทุนด้วยการจัดพอร์ต

อันนี้ง่ายเลยครับ ถ้าเรามีการกระจายการลงทุนไปยังกองทุนประเภทอื่น ๆ หรือ เป็นประเภทเดียวกัน แต่ต่างนโยบายการลงทุน ก็จะทำให้การลงทุนของเราไม่ผันผวนจนเกินไปครับ

5. ให้เวลา และ เข้าใจระยะเวลาการถือครองกองทุนแต่ละประเภท

เนื่องจากว่ากองทุนแต่ละประเภทนั้น ถ้าเราสมารถลงทุนได้ตามระยะเวลาที่ควรจะลงทุนแล้วละก็ โอกาสขาดทุนจะลดลงมาก ๆ เลย

เช่นกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง- ยาว (มีอายุตราสารหนี้เฉลี่ยในกองทุนประมาณ 1-3 ปี) ถ้าเราถือ ถือกองทุนให้นานขึ้น ตามอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนแล้วละก็ความเสี่ยงแทบจะหมดไปเลยละครับ

ส่วนกองทุนหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนได้ประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนก็จะลดลงมาก ๆ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องลงทุนกับกองทุน LTF ถึง 5-7 ปี ตามที่กฏหมายได้ปรับเปลี่ยนไปแล้วนั่นเองครับ

6. เลือกกองทุนที่ค่าธรรมเนียมไม่แพงจนเกินไป

ยิ่งเราถือกองทุนนาน ๆ ค่าธรรมเนียมรายปี ที่เรียกเก็บจากกองทุนนั้น ยิ่งมีผลต่อพอร์ตการลงทุนของเรา คือได้เงินที่น้อยลงนั่นเองครับ และอย่าลืมนะครับว่า ต่อให้กองทุนทำผลตอบแทนได้ไม่ดี ก็ยังคงมีการเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ดี

7. พิจารณาการลงทุนแบบ Passive

เนื่องจากว่าเราจะหากองทุนแบบ active ที่เอาชนะ Benchmark ได้น้อยลงเรื่อย ๆ การลงทุนแบบ passive fund ในระยะยาว ๆ อาจจะเป็นคำตอบที่ดีเช่นกัน ครับ แถมค่าธรรมเนียมก็ถูกอีกต่างหาก

8. ตั้งจุด Cut Loss ให้ชัดเจน

บางคนคิดว่า ไหน ๆ ก็เลือกกองทุนมาตั้งนาน แถมกองทุนนี้ก็ “เคยดี” ทน ๆ มันไปละกัน “ซักวันคงจะกลับมาดีเหมือนเดิม” หรือว่า อันนี้ต้องระวังให้มากครับ อย่าไปหลงรักกองทุนที่ถืออยู่เป็นอันเด็ดขาดนะครับ หลาย ๆ คน โดนกองทุนแบบนี้ ทำเสียพอร์ตมากนักต่อนักแล้ว ถ้าจะให้ดี ก็ตั้งจุดที่จะออกไว้ในใจบ้างนะครับ

บางคนคงมีคำถามต่อว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากองทุนจะยังดีอยู่หรือไม่ โอ้อันนี้คุยกันยาวครับ หน้ากระดาษไม่พอ เอาแบบสั้น ๆ คือ เวลาที่เราจะดูว่ากองทุนไหนดีอยู่ หรือ ไม่ดีแล้ว อาจจะดูได้หลายประการ เช่น ยังทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเกณฑ์มาตราฐานอย่างต่อเนื่องไหม ผิดพลาดหลายครั้งติดต่อกันไหม กองทุนอื่น ๆ เขาฟื้นตัวกันหมดแล้ว กองทุนนี้ทำไมยังไม่ฟื้น

ผู้จัดการกองทุนยังเป็นคนเก่าอยู่ไหม ยังชนะกองทุนอื่น ๆ ได้ต่อเนื่องหรือเปล่า ผลตอบแทนที่ทำได้นั้น เป็นไปตามที่เราคาดหวังหรือไม่ แนวโน้มในอนาคต ยังคงดีอยู่หรือไม่ พูดง่าย ๆ ว่า มีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมไปเยอะมากแค่ไหน เหมือนกับแฟนเราที่กำลังนอกใจอะครับ คือ ลองดูสิว่า มีอะไรที่ไม่เป็นเหมือนเดิมบ้าง

ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนกองทุน ก็อย่าเสียเวลาครับ ลองเริ่มหากองทุนดี ๆ กองทุนอื่น และลองพิจารณาดู หรือไม่ก็ทดลองใส่เงินลงทุนในกองทุนใหม่ ส่วนกองทุนเก่า ก็ค่อย ๆ ทยอยขายคืนออกมาก็ได้ครับ

9. เรียนรู้ให้มากขึ้น ติดตามการลงทุนบ้าง

แน่นอนครับ เราลงทุนไปแล้ว ก็ต้องติดตามข่าวสารบ้าง เพราะว่าส่วนใหญ่วิกฤตต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้นแบบที่เราไม่ค่อยรู้ตัวสักเท่าไหร่ และละเลยมัน

แต่ถ้าเราติดตามข่าวอยู่บ้าง อย่างน้อย ๆ ก็อาจจะช่วยให้เรา ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้บ้างครับ หรือ การที่เรามีความรู้ มีหลักเกณฑ์ที่เราได้ตั้งมาแล้วอย่างถูกต้อง ความรู้เล่านี้ก็จะทำให้เรา ลงทุนได้นานขึ้น หรือว่าสบายใจมากขึ้นครับ

ประเด็นภาษีสำหรับคนทำธุรกิจ e-Commerce มีอะไรบ้าง?

ภาษีเงินได้ ขึนอยู่กับประเภทของธุรกิจ หรือรูปแบบนั่นเอง

ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดทะเบียนใดๆ จะถือเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

แต่ถ้ามีการจดทะเบียนนิติบุคคล เช่น บรีิษัท ห้างหุ้นส่วน จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ครับ

ซึ่งทั้งสองกรณีมีวิธีการคำนวณภาษีที่แตกต่างกันไป สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เวปไซด์ https://biztaxthai.co/

ธุรกิจต้องมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายไหม คำตอบขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจของเรานั้นเป็นการขายหรือให้บริการ

ถ้าเป็นการขายอย่างเดียว จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายใด ๆ แต่ถ้ามีการบริการเข้าร่วมด้วยจะต้องดูว่า การบริการนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการขายหรือไม่ ถ้าใช่และไม่มีการแยกค่าบริการออกมาเรียกเก็บต่างหาก ก็ยังถือว่าไม่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จายอยู่ดีครับ

แต่ถ้าเป็นการบริการที่ชัดเจน หรือมีการแยกการเรียกเก็บในส่วนของค่าบริการ จะถูกหักภาษี ณ ทีจ่ายไว้ในกรณีที่ผู้จ่ายเป็นนิติบุคคลอย่างแน่นอนครั

และในกรณีที่เราเป็นผู้จ่ายก็ใช้หลักการเดียวกันตามที่ว่ามานี้ครับ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ขึ้นอยู่กับสองกรณีต่อไปนี้ คือ
1. ธุรกิจได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เช็คตามนี้ได้เลยครับ http://www.rd.go.th/publish/7052.0.html

2. ธุรกิจเรามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่

ถ้าเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ คือ ไม่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยนะครับ 

บางคนมีการนำเข้าสินค้าต่างๆจากต่างประเทศ อาจจะมีการเสียในส่วนของ อากรขาเข้าเพิ่มเติมด้วยในส่วนของการนำเข้าสินค้าที่อยู่ในรายชื่อ (พิกัด) ของศุลกากรครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ยืืนภาษี #ภาษีธุรกิจ #ecommerce
#ภาษีเงินได้ #ขายของออนไลน์
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 7-11 พฤษภาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมขอแนะนำตลาดที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่น และ ยุโรปครับ ส่วน A-SHARE ตอนนี้ชะลอไปก่อนนะครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด และติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ กับ สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 7-11 พฤษภาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 7- 11 พฤษภาคม 2561

สัปดาห์นี้ยังแนะนำตลาด “ยุโรป” เหมือนเดิม เพิ่มเติมด้วย “ญี่ปุ่น” ครับผม

  • Focus : ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่น อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ สวนทางกับญี่ปุ่นและยูโรโซน
  • ความน่าสนใจ : ค่าเงินเยนและยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่า สนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกของยุโรปและญี่ปุ่น

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สถานการณ์ตอนนี้ ขอแนะนำให้ซื้อ หุ้นยุโรปและญี่ปุ่น จากระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของ FED สวนทางกับเงินเฟ้อในประเทศญี่ปุ่นและยูโรโซนที่ยังทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายของ BOJ และ ECB ครับ ผมมองว่า FED จะออกมาส่งสัญญาณ hawkish เพื่อจัดการเงินเฟ้ออย่างเด็ดขาด มากกว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นและยุโรป ทำให้ค่าเงินเยนและยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่า และสนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกในตลาดทั้งสองนี้ครับ
  • ส่วนอีกด้านหนึ่งฝั่งเอเชีย ผมแนะนำชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นจีน A-share เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ แม้ว่าสถานการณ์เหมือนจะดีขึ้น แต่ควรจะติดตามต่อไป  รวมถึงชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลี เนื่องจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของการค้าโลก ทำให้เกาหลีซึ่งพึ่งพาการส่งออกสูงอาจได้รับผลกระทบ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯต่อไปครับ แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็ตามแต่ภาพรวมระยะยาวยังเป็นไปได้อยู่ครับ ดังนั้นเป็นโอกาสทยอยสะสมไปเรื่อยๆ ของเราครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรป หลังจากราคาได้ลงมามากครับ ตอนนี้ก็ยังเป็นโอกาสอยู่ครับ เพราะผลประกอบการมีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ Valuation ของหุ้นยุโรปกลับมามีความน่าสนใจในตอนนี้ครับ

นอกจากนี้ ค่าเงินยูโรอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจาก ECB ส่งสัญญาณ dovish ผ่อนปรนเกี่ยวกับเงินเฟ้อกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกให้ได้รับประโยชน์ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้เป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นครับ เนื่องจากค่าเงินเยนอาจอ่อนค่าลงต่อเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งสนับสนุนผลประกอบการหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกเหมือนกันกับหุ้นยุโรป นอกจากนั้น BOJ คงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอีกระลอกหนึ่ง ในขณะที่ตลาดเริ่มกลับมากังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวขึ้นเร็ว

สรุปอีกที ทยอยสะสมได้ครับ ตอนนี้โอกาสดีจ้า

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ตอนนี้เหมือนว่าจะมีราคาผันผวนลงมาเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน ซึ่งยังสะท้อนว่าในระยะยาวแล้ว ภาพรวมของหุ้นอินเดียยังดูน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

ช่วงนี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นเกาหลีก่อนนะครับ จากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลงเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเกาหลีมีแนวโน้มชะลอลง นอกจากนี้ สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สถานการณ์ตอนนี้ยังเป็นเหมือนเดิมครับผม แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทย จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สนับสนุนผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นเช่นกัน

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมไปจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ลมเหมือนจะเปลี่ยนทิศครับ แนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นจีน A-share เพื่อรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ของการเจรจาจะทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีความผันผวนอยู่ครับ แบบนี้ไม่ค่อยจะดีแน่ และในวันที่ 15 พ.ค.ที่จะถึงนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการจัดประชาพิจารณ์ในการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตาต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอไปก่อนนะครับ

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกต่างๆ ที่ทำให้กลุ่มนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : กลุ่มนี้ไปได้จ้า

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นยุโรป ญี่ปุ่น ทยอยสะสมได้ทุกตลาด ยกเว้นเกาหลีกับ A-SHARE
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ ส่วน
  • ตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 3 เม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อายุเท่าไรก็ต้องรู้…เป็นไลฟ์โค้ชหรือกูรูก็ต้องเสียภาษีทุกคนนะจ๊ะ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในทุกช่วงอายุ คือ เรื่องของภาษีนี่แหละครับ เพราะไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ถ้ามีรายได้ต้องมาคำนวณเพื่อเสียภาษีครับ วันนี้พรี่หนอมเลยมีตัวอย่างของการจัดการภาษีสำหรับอาขีพที่ฮอตฮิตช่วงนี้อย่างไลฟ์โค้ชมาฝากกันครับผม

อันดับแรก… ตอบให้ได้ก่อนว่า
 หน้าที่ของโค้ชเหล่านี้ เขาทำอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้ว หน้าที่ของโค้ช คือ การให้คำแนะนำและปรึกษา ซึ่งเท่าที่พรี่หนอมสังเกตดูจะเห็นว่าวิธีการให้คำปรึกษานั้นมีอยู่ 2 รูปแบบคือ บริการปรึกษาตัวต่อตัว กับ เรียนการสอนในงานสัมมนา ซึ่งแหล่งรายได้กลุ่มนี้จะเสียภาษีอย่างไรนั้น หลักการคร่าวๆมีดังนี้

จะเห็นว่าภาษีที่ต้องเสียหลักๆ มีอยู่ 2 กลุ่มจากการทำงานให้บริการที่ว่านี้ ซึ่งถ้ามองแยกในส่วนของวิธีการคำนวณภาษีเงินได้ เราต้องมามองกันต่อครับว่า จะมีวิธีคำนวณแตกต่างกันอย่างไร? โดยเราต้องดูว่าโค้ชที่ว่าทำธุรกิจในรูปแบบไหนระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้ตามประเภทของบุคคล

กรณีที่โค้ชที่เลือกเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา ในการตีความเรืองของค่าที่ปรึกษาเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 เหมือนกับฟรีแลนซ์ทั่วไปครับ เพราะเป็นลักษณะของการใช้แรงงานแลกเงิน โดยหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (หักได้แบบเหมาเท่านั้น)

ส่วนในแง่ของการจัดสัมมนาหรือการจัดการต่างๆ หากตัวโค้ชเป็นผู้ดำเนินการด้วยตัวเองทั้งหมด ส่วนนี้อาจจะถูกตีความเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ถ้าหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงและสามารถที่จะเก็บเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายตามจริงได้ (หักได้ตามจริงเท่านั้น)

โดยรายได้ทั้ง 2 ประเภทนี้จะเป็นรายได้คนละประเภทกันครับ จะเห็นว่าหากโค้ชมีการรับปรึกษาแก่คนจำนวนมากจนได้รับค่าบริการที่สูงแล้วล่ะก็ จะเห็นว่ามีโอกาสเสียภาษีในจำนวนที่มากกว่า เพราะว่าไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เหมือนกับการจัดสัมมนาเลยครับ แต่ถ้ามีรายได้จากการจัดสัมมนาเน้นว่าต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายตามจริงเพื่อให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นครับ

ถ้าสังเกตให้ดี โค้ชที่มีรายได้มากในระดับหนึ่ง มักจะเลือกทำธุรกิจในรูปแบบของบริษัทฯมากกว่า เพราะว่าจะได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามจริงที่กฎหมายกำหนดได้ทุกประเภทของรายได้ ประกอบกับอัตราภาษีที่น้อยกว่าและความคล่องตัวในการจัดการรูปแบบบริษัท จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากกว่าและระบุค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนกว่าอีกด้วยครับ

ถ้าหากจะเอาเรื่องภาษีมาเป็นข้อสังเกตว่าโค้ชคนไหนมีรายได้เยอะเพียงพอและมีความมั่นคงในด้านการเงิน การรับเงินในรูปแบบของบริษัทหรือนิติบุคคลก็เป็นหนทางหนึ่งที่แสดงความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ได้นะครับ แต่ว่าอันนี้คือความน่าเชื่อถือด้านการเสียภาษีนะครับ ไม่เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล เพราะพรี่หนอมคงไม่อาจทราบได้ครับว่าแต่ละคนน่าเชื่อถือหรือไม่เชื่อถืออย่างไร แต่เชื่อว่าคนที่สอนคนส่วนใหญ่ให้มีชีวิตที่ดีและมีรายได้สูงๆ น่าจะเสียภาษีถูกต้องกันอยู่แล้วล่ะครับ

เห็นไหมครับว่า ถ้าหากเราเอาเรื่องภาษีมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับชีวิตจริงแล้วล่ะก็ มันจะช่วยให้เรามีความเข้าใจในเรื่องภาษีมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

5 คาถาวิเศษ ป้องกันการหมดตัวจากการช้อปปิ้ง

“ถ้าใครเห็นป้าย sale แล้วใจสั่น”

“รู้สึกแปลกๆ เวลาไม่มีของติดมือกลับบ้าน”

หรือ “รู้สึกหายเครียดเวลาได้ช้อปปิ้ง”

แสดงว่าเจ้ามะนุดมีแนวโน้ม เข้าใกล้โรค Shopaholic แล้วล่ะ

ซึ่งไอโรค Shopaholic หรือ โรคเสพติดการช้อปปิ้งเนี้ย
เป็นศัตรูตัวสำคัญของการเงินเราเลย
เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ว่าจะเก็บเงินก็ต้องพังทลายลงเมื่อเจอป้ายเซลล์
ยิ่งเป้ามหมายในการลงทุนนะ ไม่ต้องหวังเลย

วันนี้พ่อมดถุงเงิน มีคาถาวิเศษมาแนะนำ
เพื่อป้องกันตัวเองจากโรค Shopaholic
แท็กเพื่อนมะนุดนักช้อปมาท่องไปพร้อมๆ กันเลย

1. “ตั้งมั่นในงบที่ตั้งไว้”

ใช่ว่าเราจะไม่ควรช้อปปิ้งเลยเน้าะ แต่การช้อปปิ้งของเราต้องได้ประโยชน์ และไม่ทำให้ตัวเราเดือดร้อน

การตั้งงบไว้อย่าเหมาะสม จะช่วยให้เราควบคุมรายจ่ายตรงนี้ได้ดีเลยแหละ จะตั้งไว้ที่ 20 หรือ 30% ของเงินเดือน หรือตั้งเป็นเงินคงที่ เช่น 3000 บาทต่อเดือน ก็ได้หมดนะ

แต่ถ้าใครมีค่าใช้จ่ายในการช้อปปิ้งอยู่ในปัจจุบันสูงมาก เกิน 50% ของเงินเดือน อันนี้เริ่มวิกฤตและ ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ ลด  จาก 50% เหลือ 40% เหลือ 30%

แล้วสักวันนึง เราจะตกใจที่มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นมาเยอะเลยแหละ

2. “อดทนอดกลั้นให้พ้น 14 วัน”

สำหรับคนที่ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าอันไหนคือของที่เราอยากได้จริงๆ หรือเปล่า ตอนก่อนซื้อก็ชอบอยู่หรอก แต่พอซื้อมาไม่ชอบละ ไม่ได้ใช้เลย เสียเงินไปเปล่าๆ เลยใช่มั้ยหล่ะ

ใครที่กำลังเป็นแบบนี้อยู่ ลองใช้วิธีนี้ของถุงเงินดูสิ่

ถ้าชอบของชิ้นไหนแล้ว แต่ยังลังเลให้จดเอาไว้ก่อน แล้วรอสักสองสัปดาห์หรือ 14 วันถ้าเรายังอยากได้อยู่ นั่นก็อาจจะหมายความว่า เราชอบของชิ้นนั้นจริงๆ

วิธีนี้จะช่วยกรองของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ ได้จำนวนหนึ่ง

ถุงเงินใช้วิธีนี้กับเจ้านายบ่อยก็ได้ผลอยู่นะ

3. “รู้จักที่ใดควรไป ที่ใดไม่ควรไม่ไป”

เมื่อเห็นแล้วอยากได้ ก็ไม่ต้องไปเห็นมันซะเลยสิ

การผ่านร้านค้าบ่อยๆ จะช่วยกระตุ้นความอยากได้ของในตัวเรา ด้วยสินค้าที่ถูกใจ ด้วยป้าย sale ขนาดใหญ่การหลีกเลี่ยงการเดินผ่านร้านค้าต่างๆ จึงทำให้ลดความยากของเราลงได้ ทั้งร้านค้าในห้างและร้านค้าออนไลน์ เลยนะ Hind ร้านค้าไว้ อย่าให้มันขึ้นใน feed หรือ notification เรา

4. “จิตใจที่แข็งแกร่ง นั้นสำคัญที่สุด”

ถึงแม้จะทำทุกทางแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือใจเรานั่นแหละ ถ้าใจไม่แข็งพอเราก็จะแอบไปช้อปปิ้งอีกจนได้ คำว่า “นิดเดียวไม่เป็นไรหรอก” คงจะได้พูดกับตัวเองบ่อยๆ

คิดถึงความสำคัญของเงินไว้ ว่าเอาไปทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง ถ้าป่วยจะทำไง จะเอาเงินไหนไว้สำรองรักษา
ถ้าแก่แล้วจะทำไง จะเอาเงินไหนไว้เลี้ยงชีพ

เงินที่จะใช้ซื้อของไม่กี่พันในปัจจุบัน
ผ่านการเวลา การสะสม และการลงทุน
อาจจะกลายเป็นเงินหลายล้านในอนาคตก็ได้นะ

5. “ตัดได้ก็ตัด ตัดไม่ได้ก็ซื้อ”

ซื้อสิ่ เลิกไม่ได้ก็ซื้อมันซะเลย แต่ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ได้นะ ต้องซื้อสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนในอนาคตต่างหาก ช้อปหุ้น ช้อปทอง ช้อปกันให้เต็มที่เลย คันไม้คันมืออยากซื้อของเมื่อไหร่ ก็เข้าไปกด

ถ้าซื้อแบบไม่ต้องใช้ความรู้เยอะ ถุงเงินแนะนำ ให้ซื้อทองเก็บไว้ หรือถ้าจะซื้อตลาดหุ้น  ลองมองหาหุ้นที่มีพื้นฐานดีๆ แล้วถือยาวๆ กันไปเลย ซื้อหลักทรัพย์ก็เหมือนซื้อเสื้อผ้า ถ้าไม่ดูให้ดี ก็อาจขาดทุนได้ เหมือนเสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใส่

แต่ถุงเงินไม่ห่วงหรอก เพราะเจ้ามะนุดนักช้อปปิ้ง
จะต้องมีเซ้นด้านนี้กันอยู่แล้วใช่มั้ยหล่ะ

ถ้าพร้อมแล้วละก็ไปเปิดพอร์ต
เตรียมช้อปปิ้งเพื่ออนาคตกันเล้ยยยย

5 คาถาวิเศษ ป้องกันการหมดตัวจากการช้อปปิ้ง

และที่สำคัญเจ้ามะนุดทุกคนสามารถเรื่องราวทางการเงินดีๆ อีกมายมาย ได้ที่ Page Money Ideas

https://www.facebook.com/moneyideasth/photos

ทำไม คนเจนวาย ถึงไม่รวยสักที

“ความมั่งคั่งทางการเงิน”

สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการมาทุกยุคทุกสมัย แต่ที่แตกต่างกัน ก็คงเป็นเรื่องของวิธีการได้มาซึ่งความมั่งคั่งนั้น

ในยุคสมัยก่อน ยุคของคนที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปในปัจจุบัน หรือที่หลายๆ คน รู้จักกันว่ายุค babyboomer ยุคสมัยที่สงครามพึ่งสิ้นสุด ร่วมด้วยกับเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศโตไวอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

หลายคนเลยได้ลืมตาอ้าปาก ได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่งคั่งทางการเงิน” อย่างไม่คิดไม่ฝัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เข้าสู่ยุคของคน GEN Y (เจนวาย) การที่จะได้สัมผัส “ความมั่งคั่งทางการเงิน” ด้วยตัวเอง เหมือนรุ่นพ่อรุ่นนั่นเป็นไปได้ยากเหลือเกิน ในยุคที่เศรษฐกิจเริ่มโตจนใกล้เต็มที่แล้ว ในยุคที่ทุนนิยมครอบครองเศรษฐกิจแทบทั้งหมด ยุคที่ธุรกิจใหม่ๆ เติบโตได้ยากเหลือเกิน

“คนที่รวยก็รวยมากขึ้น แต่จำนวนคนที่รวยกลับลดลง”

ถึงแม้การเป็นมนุษย์เงินเดือน จะมีค่านิยมด้านลบมากมายในกลุ่มคนเจนวาย แต่พอเรียนจบกันมา
ต่างก็ก็มานั่งอยู่หน้าจอคอมในออฟฟิตเย็นๆ แบบไม่มีทางเลือกเท่าไหร่นั

ปัญหาสำคัญของการไม่ประสบความสำเร็จทางการเงิน คงไม่เกี่ยวกับว่าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า แต่ถุงเงินว่าอาจจะเป็นกับดักทางความคิดต่างๆ ของคนเจนวายอย่างเราๆ มากกว่า

— ความคิดว่าออมอย่างเดียวก็รวยได้ —

ออมเงิน ออมเงิน ออมเงิน
เป็นสิ่งที่คนยุคเจนวายแทบทุกคน ถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่การออมเงินอย่างไม่มีการวางแผนเลยนั่นไม่ช่วยให้รวยหรอกนะ จะวางแผนเกษียณแต่เริ่มเก็บเงินตอนอายุ 40 ปี จะวางแผนซื้อรถแต่เก็บเงินเดือนละแค่ 1,000 บาท แล้วเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมายล่ะเนี้ย

— คิดว่าเก็บเงินไว้ในธนาคารนั่นคือการลงทุนแล้ว —

เงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 3 – 4% ถ้าเราถือเงินไว้เฉยๆ นั่นเท่ากับว่ามูลค่าเงินขอเรากำลังลดลงทุกๆ ปี การฝากประจำในธนาคารที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เกิน 1% นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้เราชนะเงินเฟ้อได้ การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนนอกจากจะช่วยเอาชนะเงินเฟ้อได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มเงินที่เรามีอยู่ได้อีกด้วย ยิ่งเวลายิ่งมาก ผลตอบแทนจากการทบต้นก็ยิ่งมีมูลค่ามาก

— แนวคิดกล้าได้กล้าเสีย กับการลงทุน —

ด้วยความกดดันที่น้อยกว่า ทำให้ความเสี่ยงของการศูนย์เงินจึงแทบไม่มีผลเลยสำหรับชาวเจนวายอย่างเรา และ ด้วยแนวคิดพื้นฐานส่วนใหญ่ของคนเจนวาย ที่ชื่นชอบการแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต ทำให้การลงทุนของพวกเขาที่ไม่ค่อยจะคำนึงถึงความเสี่ยง จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก

— ความสุขตรงหน้าสำคัญกว่าสิ่งใด —

เงิน ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เมื่อโอกาสในการหาความสุขมาอยู่ตรงหน้า คนเจนวายจึงไม่ลังเลที่จะใช้เงินเพื่อแลกมันมา

แนวคิดใกล้เคียงสุขนิยมแบบนี้ เป็นกับดักทางความคิดที่เป็นศัตรูตัวฉกาจกับความมั่งคั่งทางการเงินอย่างเต็มตัว การจะมีความมั่งคั่งทางการเงิน จำเป็นที่จะต้องมีทุน การสะสมทุนก็จะต้องมีพื้นฐานมาจากออมเงิน การยอมสละความสุข ณ ปัจจุบันเพียงไม่เท่าไหร่ อาจจะหมายถึงความสบายอย่างมากในวัยชราได้

— แรงผลักดันทางความคิดน้อยกว่าคนยุคก่อนมาก —

น้อยคนนักในยุคเจนวายจะเกิดมาลำบาก ความกลัวและแรงผลักดันที่จะหนีความลำบากจึงน้อยกว่าคนในยุคก่อนมากนัก ความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตของคนเจนวาย อาจจะเพื่อต้องการการยอมรับทางสังคม ซึ่งนั่นจะไม่มีทางเทียบเท่ากับแรงผลักดันเพื่อต้องการหนีจากความลำบากได้เลย

ถ้าคนเจนวายคนไหนมีนิสัยเสียเหล่านี้ควรแก้ซะนะ ใช้พลังด้านบวกเสริมเข้าไป เพราะคนเจนวายมีพลังด้านบวกทางความคิดสร้างสรรค์ มีความทะเยอทะยาน เพียงแค่ต้องรู้จักตัวเอง รู้จักถึงปัญหาของตัวเอง และปรับปรุงแก้ไขมัน “ทันที” !!!

“เพราะสำหรับเรื่องการเงิน ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งได้เปรียบ”

ถุงเงินขอเป็นกำลังใจให้กับมะนุดเจนวายทุกคน ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินนะครับ

และที่สำคัญเจ้ามะนุดทุกคนสามารถเรื่องราวทางการเงินดีๆ อีกมายมาย ได้ที่ Page Money Ideas

https://www.facebook.com/moneyideasth/photos

เป็นหนี้ ก็ชีวิตดีได้ !!

การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐก็จริง
แต่ถ้าบริหารหนี้ให้เป็นประเสริฐยิ่งกว่า

ก่อนจะไปสู่การสร้างหนี้ใดๆ ก็แล้วแต่
ถุงเงินอยากให้เจ้ามะนุดทุกคนเข้าใจคำว่า “หนี้ดี” และ “หนี้เสีย” ก่อน

ไม่ว่าจะหนี้แบบไหน ก็คือการกู้ยืมมาแล้วต้องชำระคืนในอนาคตทั้งนั้น
แต่มันจะแตกต่างกันตรงที่ว่า หนี้เหล่านั้น เราเอาไปใช้ทำอะไรต่างหาก

ถ้าพูดง่ายๆ หนี้ดีก็คือ “หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้” ตัวอย่าง เช่น 

— การกู้ยืมเงินเพื่อมาลงทุน —

ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจต่างๆ หรือลงทุนในระยะสั้นที่มีผลตอบแทนสูง ก็ถือเป็นหนี้ดีทั้งสิ้น อย่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ถือเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนระยะยาวที่ดีอีกทางหนึ่งเลยแหละ

— การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา —

การลงทุน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น ความรู้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าลงทุน ถ้าเจ้ามะนุดมีความรู้เยอะๆ ผลตอบแทนจากการลงทุนตรงนี้มากมายแน่นอน แถมยังยั่งยืนอีกด้วย

— การกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย —

ถึงแม้การกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยจะไม่ก่อให้เกิดรายได้ในทางตรง แต่มันสามารถช่วยให้เราลดรายจ่ายไปได้มากเลย คิดดูสิ่ ถ้าเราไม่มีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง ค่าใช้จ่ายทุกเดือนๆ สำหรับหอพัก มันก็หลายบาทอยู่น้า และเมื่อเราผ่อนจนครบได้เป็นเจ้าของแล้ว จะปล่อยเช่าหรือขายต่อก็นับว่าสร้างรายได้ได้แล้ว

ส่วนหนี้เสีย ความหมายก็คือ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้”

ถุงเงินของแบ่งหนี้เสียออกเป็น 2 แบบนะ คือ

— การกู้ยืมที่ไม่จำเป็น — 

เช่น รถ ผ่อนโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ซื้อน้ำหอม ซื้อของขวัญ หรือ การกดเงินสดออกไปเพื่อเที่ยว ล้วนแต่เป็นหนี้ที่ไม่ควรสร้างเลย

— การกู้ยืมเพื่อความจำเป็น —
เช่น การรักษาพยาบาลต่างๆ ของตัวเราเองหรือคนในครอบครัว

จริงๆ แล้วความจำเป็นของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน สำหรับบางคน
รถ อาจจะจำเป็น
โทรศัพท์ อาจจะจำเป็น
การสังสรรค์ ก็อาจจะจำเป็นได้
ถุงเงินว่าเจ้ามะนุดแบ่งได้อยู่แล้วแหละ ว่าอันไหนจำเป็นไม่จำเป็น

มีหนี้เสียก็เปรียบได้ดัง “ภาระ”
มีหนี้ดีก็เปรียบได้ดัง “การลงทุน”

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนี้ดี หรือ หนี้เสีย
ก็ไม่ควรสะสม จนมีหนี้เกินตัวมากเกินไป

คำนวณจากความสามารถในการผ่อนชำระ
ให้ไม่เกินสัก 40% ของรายได้น่าจะกำลังดี

ถ้าเจ้ามะนุดทำได้ตามที่ถุงเงินบอกมา
บริหารหนี้ให้เป็น จัดการมันให้ได้
ถึงจะมีหนี้ ก็ชีวิตดีได้นะจ๊ะ

กดติดตามเพจ Money Ideas เพื่อรับไอเดียดีทางก่อนเงินได้ก่อนใคร

https://www.facebook.com/moneyideasth/photos/

 

[REVIEW] จะเลือกรถครอบครัวให้ตอบโจทย์ทุกมิติ ต้อง “เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71”

สวัสดีครับทุกท่าน ผม Kevin’s Daddy คุณพ่อนักวางแผนการเงิน ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาชีวิตผมก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะได้เปลี่ยนสถานะจากคนโสดไม่ต้องดูแลใครมาก กลายมาเป็นคนมีครอบครัว แล้วตอนนี้ก็มีตัวน้อยเป็น 2 คนเรียบร้อย ดังนั้นทุกวันนี้เวลาจะคิดทำอะไร ก็จะต้องรอบคอบมากขึ้น ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเราเองแล้ว แต่ต้องคิดถึงคนที่เราต้องดูแลอีกด้วย ทั้งภรรยา และ ลูกอีก 2 คน โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องรู้จักวางแผนให้ครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น

ตั้งแต่บริหารรายรับรายจ่าย ยังไงก็ต้องให้พอเพียงและมีเงินเหลือเก็บ จากนั้นก็มาดูเรื่องของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา ทั้งในส่วนทรัพย์สินและชีวิตโดยต้องจัดการอย่างรอบคอบ โดยสำหรับผมแล้วสิ่งที่ผมมักจะกังวลกับครอบครัวก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา ทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน โดยเราก็ควรจะต้องมีการโอนความเสี่ยงไปให้ทั้งบริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัย อย่างดีพอซึ่งก็คงทำให้เราสบายใจได้บ้าง

แต่สำหรับผมแล้ว นอกเหนือจากเรื่องบริหารเงินและความเสี่ยง ก็ยังมีเรื่องอีกเรื่องที่กำลังกังวลเพิ่มขึ้นก็คือเรื่องของ“การเดินทางของครอบครัว”

ต้องคิดว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนกันยังไงดี เพราะเวลาเดินทางเราไม่ได้ไปกันแต่สามี-ภรรยาอีกแล้ว แต่เรายังมีลูกเล็กๆอีก 2 คน จะไปไหนต้องมีผู้ใหญ่มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา เป็นต้น ไปช่วยดูแลด้วย กลายเป็นไปไหนก็กลายเป็น 5-7 คน เลยทีเดียว แล้วอย่าลืมว่ายังต้องมีอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้ดูแลเลี้ยงลูกๆ อีกไหนจะ ต้องติดคาร์ซีท ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ้าขนหนู เสื้อผ้าเด็กสำรอง นมกล่อง และอาจจะรวมไปถึงที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่มอีก ที่ต้องขนกันไปเวลาจะเดินทางไปไหนด้วยกัน ซึ่งทำให้รถที่ตอบโจทย์คนที่มีครอบครัว ก็น่าจะเหมาะกับรถประเภท รถ SUV อเนกประสงค์ ที่สามารถนั่งได้ 5-7 ที่นั่ง นั่นเองครับ

และที่ผ่านมา ผมก็ได้ติดตามหาข้อมูล รถสำหรับครอบครัวประเภท SUV มาหลากหลายยี่ห้อ โดยสิ่งที่ผมเน้นมากๆกับรถครอบครัวนี้ ก็คือ “ต้องมีความปลอดภัย” โดยตัวรถต้องมีความแข็งแรง และควรมีระบบดูแลความปลอดภัยที่ดีพอ รวมไปถึงสามารถรองรับการทำงานในยุคนี้ ด้วยการ “ต้องมีระบบเทคโนโลยี” รวมทั้งต้องใช้งานได้อย่าง “คุ้มค่า” อีกด้วย

ซึ่งล่าสุดได้ไปเจอรถครอบครัวที่น่าจะตอบโจทย์ต่างๆ ที่เราต้องการได้อย่างครบครัน ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความทันสมัยด้วยการมีระบบเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพ รวมไปถึงมีความคุ้มค่าในการใช้งาน ซึ่งก็คือ “รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71

รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71

รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71” ที่ว่านี้ เป็นรถ SUV ที่สามารถรองรับได้ถึง 7 ที่นั่งครับ โดยมีทั้งหมด 3 แถว โดยแถว 2 จะนั่งได้ 3 ที่นั่ง  และแถว 3 นั่งได้อีก 2 ที่นั่ง ซึ่งทำให้สามารถนั่งได้ครบทั้งครอบครัว แถมรวมพี่เลี้ยงหรือปู่ย่าตายาย ได้อีกด้วย(แหม่ ตอบโจทย์ครอบครัวผมจริงๆ) จึงทำให้รถคันนี้ตอบโจทย์คนที่มีครอบครัวได้อย่างแน่นอน ซึ่งผมได้รวบรวมจุดเด่นของรถคันนี้ที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 เรื่องที่ผมต้องการ มาให้ดูแล้วดังนี้

1. ความปลอดภัย : แน่นอนว่าความปลอดภัยคือสิ่งที่เราทุกๆคนต้องการมากที่สุด เพราะ หากรถที่เราใช้มีความปลอดภัยสูง ก็ทำให้เราสบายใจ อุ่นใจมากๆขึ้น และยังเป็นการลดความสูญเสีญที่อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุแบบไม่คาดฝันก็เป็นได้

ดังนั้น “ความปลอดภัย” จึงเป็นสิ่งแรกที่หัวหน้าครอบครัวที่กำลังจะเลือกรถ นั้นต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

โดย “รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71” นั้นมีระบบรองรับความปลอดภัยที่ผมชอบมากๆก็คือ ระบบการช่วยเตือนจุดอับสายตา (Side Blind Zone Alert)

เพราะ บางทีเวลาเราต้องการจะเปลี่ยนเลนส์ บางทีเราอาจจะเจออุปสรรคคือมองไม่เห็นคันข้างๆ เพราะ บางครั้งอาจจะอยู่ในจุดอับสายตาพอดี หรืออาจจะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักมองข้างๆไม่ชัด ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้เพราะเราไม่เห็นคันข้างๆ ดังนั้นระบบนี้ก็จะช่วยเตือนเราว่ามีรถข้างๆ เราหรือไม่ ซึ่งถ้ามีแบบนี้ก็สบายใจได้ว่าจะไม่ชนคันข้างๆแน่นอน นอกจากนั้นยังมีระบบเสียงเตือนเวลารถออกนอกเลนส์ ซึ่งต้องยอมรับว่าระบบนี้เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวจริงๆ เพราะ เป็นไปได้ว่า เวลาขับรถทางตรงนานๆ อาจจะเกิดการหลับใน ก็เป็นได้เนื่องจากพักผ่อนน้อยเพราะเลี้ยงลูกเล็กๆ ทำให้รถเริ่มออกนอกเลนส์ตัวเอง แต่น่าจะอุ่นใจไปได้บ้าง หากรถเราออกนอกเลนส์แบบผิดปกติวิสัยเมื่อไหร่ ก็จะมีเสียงเตือนทันทีซึ่งทำให้โอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อยลงด้วย

และนอกจากนั้นที่ผมชอบ ก็คือ มีระบบแจ้งเตือนลมดันยาง กรณีที่ความดันลมเกิดผิดปกติ เพราะเดิมทีที่ผ่านมา เราก็มักจะมารู้ว่าลมยางเรามีปัญหา หรือ รถยางรั่ว ก็ตอนที่เราจอดรถทิ้งไว้นานๆ พอจะมาขับ ก็สายเสียแล้ว เพราะ ยางรถเราแบนเสียแล้ว ก็ต้องเสียเวลาเรียกช่าง หรือต้องหาแม่แรงมาเปลี่ยนยางอะไหล่ก่อนแล้วค่อยไปร้านปะยาง ซึ่งปัญหานี้จะหมดไปเลย เพราะถ้าเราขับๆอยู่เกิดแรงดันลมผิดปกติ ก็จะมีการแจ้งเตือนทันที แบบนี้ก็ทำให้ไม่ต้องเสียเวลา สามารถขับรถไปปะยางได้เลย ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นระบบที่จะมาเสริมความปลอดภัยของการขับขี่ ได้แก่ ระบบช่วยการออกตัวเวลาขึ้นเขา หรือ ระบบการเตือนชนคันหน้าเป็นต้น

ซึ่งก็ถือว่าระบบความปลอดภัยดังที่กล่าวมา ก็น่าจะทำให้คนที่มีครอบครัวอุ่นใจได้อย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องต่อมาที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้แล้ว ก็คือ 

2. ความทันสมัยกับเทคโนโลยี : ซึ่งต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้การใช้อินเตอร์เนตผ่านสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องเกิดขึ้นทั่วไป ซึ่ง “รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71” ก็มีระบบรองรับเทคโนโลยีที่ดีมากๆ รับรองว่าถูกใจทุกคนในครอบครัวแน่นอน

โดยระบบที่ผมชอบมาก ก็คือ ระบบนำทาง (Navigation system) เพราะว่าเราสามารถไปไหนได้โดยไม่หลงเลย เพราะระบบนี้จะมีบอกเส้นทางให้เราทราบว่าต้องไปทางไหน โชว์ทางหน้าจอ Chevrolet MyLink  เลย และเรายังสามารถดูหนัง หรือฟังเพลงที่เราชอบได้อย่างตามใจ

เพราะรถรุ่นนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับมือถือสมาร์ทโฟนของเราได้ ดังนั้นถ้ามือถือสมาร์ทโฟนของเราต่ออินเตอร์เนตแล้วเปิดเพลง หรือ เปิดหนัง ก็ต่อดูในรถได้เลยครับ ถูกใจเจ้าตัวเล็กเวลาเดินทางแน่นอน

และสุดท้ายนี้ที่รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71 จะเหมาะกับเป็นรถครอบครัวของผม ก็คือ…

3. ความคุ้มค่า : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเรื่องของความคุ้มค่านั้น ก็อาจจะไม่ได้พิจารณาเฉพาะประเด็นราคาเสมอไป แต่อาจจะพิจารณาเกี่ยวกับการประหยัดน้ำมัน หรือการใช้งานที่หลากหลาย รวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ค่อนข้างถูกมากๆ โดย “รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71” นั้นสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ เพราะหากต้องการบรรทุกของเยอะ ก็สามารถพับเบาะแถวที่ 3 เก็บได้ และที่เป็นจุดเด่นที่ผมชอบมากๆ ก็คือ มีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาดูแลกรณีเข้าศูนย์ที่ค่อนข้างถูกมากๆ

โดยมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาในระยะ 5 ปีแรก หรือ ระยะทาง 100,000 กิโลเมตรแรก รวมประมาณ 24,000 บาท หรือ คิดเป็นเฉลี่ยประมาณ 24 สตางค์ต่อกิโลเมตร เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมที่เรียกว่า “เชฟโรเลต คอมพลีต แคร์” ได้แก่ มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง, ศูนย์บริการเชฟโรเลตเคลื่อนที่ และ รับประกันคุณภาพรถยนต์ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรก ให้อีกด้วย แบบนี้สิที่เค้าเรียกว่าคุ้มค่าสบายใจได้เลยทีเดียวครับ

ดังนั้นจากจุดเด่นของ “รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71” ที่ผมเอามาเล่าให้ฟังทั้งหมดแล้ว ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีครอบครัว หรือกำลังมีครอบครัว หรือผู้ที่กำลังสนใจมองหารถครอบครัว หรือ รถ SUV 7 ที่นั่ง ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของครอบครัว ทำให้เกิดความอุ่นใจ และความสบายใจขึ้นอย่างแน่นอน โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,499,000 บาทเท่านั้น

ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองขับได้ที่ : http://www.chevrolet.co.th/cars/trailblazer/model-overview.html

บทความนี้เป็น Adverotrial

เราใช้ความรู้การเงินมาช่วยเลือกซื้อสกินแคร์ได้อย่างไร?

วันก่อนพรี่หนอมโพสลงเฟสบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งคำถามว่า ถ้าเอาความรู้การเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปยังไง แบบไหนบ้าง? แล้วยกตัวอย่างเรื่องของการเลือกซื้อสกินแคร์ของคุณผู้หญิงให้ฟัง พอคิดๆไปคิดๆมา เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆคน เลยตัดสินใจเอามาเขียนเจาะประเด็นแบบละเอียดให้อ่านกันครับ

ประเด็นแรก ก่อนที่จะซื้อสกินแคร์หรือเครื่องสำอางต่างๆของคุณผู้หญิง (หรือคุณผู้ชาย) นั้น เราต้องตั้งคำถามก่อนว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นรายจ่ายจำเป็นหรือสิ้นเปลืองกันแน่นะ ซึ่งถ้าเราตัดสินใจได้ว่า มันจำเป็นและต้องใช้ เราค่อยมาคิดต่อยังไงว่าจะทำให้มันประหยัดที่สุดและคุ้มค่าที่เราจ่ายไป

อ่อ พรี่หนอมลืมบอกไปว่าตรงนี้คิดดีๆนะครับ การตัดสินใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือสิ้นเปลืองนั้น ควรมองจาก สถานะการเงิน (ความสามารถในการจ่าย) และ คุณค่าทางจิตใจ (ซึ่งแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน) ดังนั้นเราไม่ควรเหมารวมว่า การจ่ายเงินของใครสักคนนั้นเป็นเรื่องที่โง่เง่า ตราบเท่าที่เขาจ่ายไหว ไม่ลำบาก และไม่เอาเงินของเรามาจ่ายน่ะครับ (ฮ่าๆ)

ทีนี้พอตัดสินใจว่าจะซื้อแล้ว ประเด็นที่สองคือ ไอ้สกินแคร์หรือเครื่องสำอางที่เราจะซื้อนั้น มันมีโอกาสจะ “แพ้” ไหม ควรไปทดลองใช้ก่อนที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง (บางเจ้าสามารถไปขอตัวอย่างทดลองฟรีได้เลย เช่น Kiehls หรือถ้าไม่มีก็อาจจะต้องเลือกซื้อตัวอย่างขนาดทดลองมาใช้ก่อน) ถ้าไม่เคยใช้ รี่หนอมไม่แนะนำให้ซื้อขนาดใหญ่มาเลยนะครับ (นี่เอ็งเป็นบีเอกับเขาด้วยเหรอ?) เพราะถ้าแพ้ขึ้นมาแปลว่า เงินที่เราจ่ายไปทั้งหมดนั้นมันสูญเปล่า หน้าและผิวไม่ดีขึ้นยังไม่พอ แถมยังต้องมาเสียเงินอีกต่อหนึ่งด้วย โอ้ว เรื่องมันเศร้าชัดๆ 

ถ้าผ่านทั้งสองประเด็นที่ว่าไป นั่นคือ เรามีปัญญาซื้อและไม่มีอาการแพ้ สิ่งที่ต้องมาดูต่อคือ แล้วไอ้ตัวสกินแคร์ที่เราเลือกไว้น่ะ จะซื้อที่ไหนดีเพื่อให้คุ้มค่าเงินในกระเป๋าที่สุด

ลองยกมาตัวอย่างการซื้อสกินแคร์สักยี่ห้อหนึ่งเอาเป็น น้ำตบ SK-II ยอดฮิตละกันครับ เนื่องจากมีชื่ออยู่ในตลาดมาระยะหนึ่งจนเชื่อได้ว่ามีการขายมากมายตั้งแต่เวปหลักของแบรนด์และเวปอื่นๆ ที่เป็นของหิ้วหรือของลดราคาจากเคานเตอร์อะไรก็ว่าไป

จากข้อมูลจะเห็นว่าเวปตรงแพงกว่าในระดับหลักหลายร้อยไปจนถึงพัน แต่ข้อดีของการซื้อจากเวปไซด์โดยตรงคือมั่นใจว่าเป็นของแท้ มีการสะสมแต้ม (แล้วแต่แบรนด์) มีโปรพิเศษ คอร์สพิเศษ ของแถมเยอะฝุดๆ (ตามโอกาส) ถ้าลองดูดีๆ บางแบรนด์เรียกได้ว่าแถมคุ้มเลยทีเดียวครับ อันนี้ต้องรอดูตามแต่ละเทศกาลและโอกาสของเราครับ

แต่สำหรับคนที่เลือกซื้อเวปอื่นๆ ก็อาจจะมองว่า แม้ว่าจะอยากได้ของแถมก็ตาม แต่งบไม่พอ จะให้ถ่อซื้อไปถึงหลักหลายพันหลายหมื่นก็ไม่ไหว ซึ่งปัญหาของการเลือกซื้อเวปต่างๆ เหล่านี้นั้น เราต้องมั่นใจก่อนว่ามันเป็นของแท้ เพราะถ้าซื้อมาเป็นของปลอมแล้วล่ะก็บอกได้เลยว่าชีวิตจบแน่นอนครับ ทั้งได้ของปลอม มีโอกาสแพ้ และเสียเงินไปฟรีๆจนรู้สึกแย่กับชีวิตไปเลยทีเดียว

สรุปจากประสบการณ์ตรง พรี่หนมอมองว่าคนที่มีการใช้แบรนด์ไหนแบรนด์หนึ่งเป็นประจำจะได้เปรียบกว่าครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เวปแบรนด์โดยตรงมักจะมีโปรโมชั่นในการซื้อเป็นเซ็ทหรือชุดร่วมกันหลายตัว ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่ภักดีและชอบแบรนด์นั้นๆกว่าการซื้อจากเวปอื่นๆอีกทางหนึ่งครับ

อย่าให้ขนาดและราคามาหลอกเรา

เรื่องทั้งหมดนั้นน่าจะจบที่ตรงนี้ใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่พรี่หนอมยังสงสัยอยู่ คือ ถ้าหากเราลองมาคำนวณเปรียบเทียบสัดส่วนปริมาณของสกินแคร์ (ML) ในจำนวนที่เท่าๆกัน ราคาที่ได้นั้นมันจะต่างกันหรือเปล่านะ หรือวาซื้อขนาดใหญ่น่าจะประหยัดกว่า

*ลองคิดราคาโดยแปลงสัดส่วน 30ML เป็น 75ML = โดยการคูณด้วย x 2.5 และลองคิดสัดส่วน 30ML เป็น 160ML = โดยการคูณด้วย x 5.33

จากข้อมูลจะเห็นว่า ถ้าเราซื้อขนาดเล็กสุด (30ML) จะมีความคุ้มค่าในเรื่องของราคามากกว่า เพราะว่าถูกกว่าขนาดใหญ่เสียด้วยซ้ำ (อาจจะมีการเสียค่าส่งเพิ่มเติมในแต่ละกรณี ต้องเช็คดีๆนะครับ) และที่สำคัญเราการเปลี่ยนสกินแคร์ใหม่ๆ จะได้ความคุ้มในแง่ของการเสื่อมสภาพหรือหมดอายุมากกว่า (โดนอากาศน้อยกว่าตอนเปิดใช้ มีโอกาสได้ของใหม่กว่าเพราะกลุ่มนี้จะมีคนซื้อเยอะ ทำให้มีการหมุนเวียนที่เร็วกว่าของชิ้นใหญ่)

สำหรับคนที่ตัดสินใจซื้อเวปอื่นๆที่ไม่ใช่ของแบรนด์ แนะนำให้ลองเปรียบเทียบโปรโมชั่นต่างๆ การสะสมแต้มแลกส่วนลด จ่ายบัตรเครดิตไม่ชาร์ต % เพิ่ม คูปองลดราคา หรือราคาโปรโมชั่น Clearance Sale ประกอบกันครับ

เดี๋ยวนะ… เราจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า เราจะต้องทำขนาดนี้เลยเหรอในการซื้ออะไรสักชิ้นหนึ่ง อันนี้ก็ต้องบอกว่าถ้ารู้สึกว่าราคาไม่ต่างกันมาก (จ่ายไหว) ความสบายใจที่ได้มา (ของแท้) และเวลาที่เสียไป ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นก็เลือกตามที่สบายใจได้เลยครับ

บทความทั้งหมดพรี่หนอมนี้เขียนขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า ถ้าหากคุณเอาเรื่องการเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน มันจะช่วยให้คุณประหยัดได้มากขึ้นไม่มากก็น้อยสำหรับการใช้จ่าย แม้แต่เรื่องของการใช้สกินแคร์หรือเครื่องสำอางก็ตาม หรือบางทีอาจจะกลายเป็นว่าทำให้คุณเป็นคนคิดมากเรื่องเงินมากเกินไปจนไม่มีความสุขก็ได้นะครับ

สุดท้ายแล้ว… การเลือกใช้เงินแบบที่ถูกจริตกับชีวิตเราและไม่ลำบากใครนี่แหละ พรี่หนอมว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วล่ะครับ 🙂

“บัญทึกรายรับ-รายจ่าย” ทำง่าย ๆ รวยได้ด้วย 6 แอปฯ

อย่างที่รู้ๆ กัน การทำ “บัญทึกรายรับ-รายจ่าย” นั้นเป็นพื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ทุกคนควรทำ หากมีเป้าหมายต้องการลงทุนเพื่ออนาคต แต่คุณดั๊นไม่รู้ว่ากระแสเงินสดในกระเป๋าของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ก็คงยากหน่อยล่ะที่จะได้เริ่มต้น หรือลงทุนได้สำเร็จ

วันนี้ aomMONEY อยากจะชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาทำ “บัญทึกรายรับ-รายจ่าย” กันครับ!

อ้อ! ถ้ารู้สึกว่าการกางสมุดขึ้นมา “บันทึกรายรับ-รายจ่าย” มันยุ่งยากเกินไปล่ะก็ มานี่ครับ! เรามีแอปพลิเคชันดีๆ มาแนะนำ ที่จะช่วยคุณบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวันได้ง่ายๆ ผ่านมือถือ แถมบางตัวใช้ง่าย มีไอคอนให้เลือกใช้สำหรับบันทึกเตือนความจำ แถมมี Pie Chart / Bar Graph แสดงผลรวมของรายจ่ายในแต่ละเดือนให้ด้วย ทำให้การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของคุณไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

เรามาลองดูกันดีกว่าว่ามีแอปฯอะไรบ้างที่น่าลองใช้!

Oh My Cost

iOS: https://apple.co/2w6SNHQ

Fast Budget

iOS: https://apple.co/2KzGI0K

Android: https://shorturl.at/bKLWZ

Kapao

Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.rashata.jamie.spend

บันทึกรายรับ-รายจ่าย

Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=appinventor.ai_parichat.Income

Money Book บันทึกรายรับรายจ่าย

iOS: https://apple.co/2jngCBM

Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.dimo.moneybook2&hl=th

Expense Manager

Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.expensemanager&hl=en

ลองไปโหลดมาใช้กันนะครับ เพื่อรากฐานการเงินที่ดี เฮงๆ รวยๆ 🙂

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save