อยากฝากเงินได้ดอกเบี้ยสูง ทำไมต้องต้องมีเงื่อนไขแอบซ่อนอยู่

“อยากฝากเงินดอกเบี้ยสูง แบบไม่มีเงื่อนไขอื่นแอบซ่อน …จะมีให้เรามั้ยน้า?”

เชื่อว่าคำถามนี้คงอยู่ในใจใครหลายคนที่มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่ก็ไม่อยากจะวุ่นวายกับเงื่อนไขมากมายร้อยแปดที่แอบซ่อนอยู่ในโปรโมชั่นคำว่า “ดอกเบี้ยสูง” จนรู้สึกอึดอัดกับการฝากเงินไปซะงั้น

ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าคุณได้รู้จัก…

“ตัวจริงเรื่องออมเงิน TMB No Fixed บัญชีเพื่อออม ฝากไม่ประจำ ถอนได้ ดอกสูง”

ไม่มีกำหนดระยะเวลา และไม่มีกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องฝาก แถมดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 1.3% และสูงถึง 1.6% ในเดือนถัดไปทันที เพียงแค่ใช้ TMB All Free อย่างน้อย 5 ครั้งต่อเดือน หรือมีเงินฝากเฉลี่ยคงเหลือตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

หากคุณอ่านข้อความข้างต้นอย่างตั้งใจ เราขอบอกว่านั่นคือเงื่อนไขทั้งหมดชนิดไม่หมกเม็ดของบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง TMB No Fixed ถ้าหากทำตามนี้ได้ล่ะก็ คุณจะได้รับดอกเบี้ยออมทรัพย์ 1.6% ทันที และไม่มีข้อจำกัดในการฝากถอนอะไรทั้งนั้น

เหตุผลที่ต้องใช้บัญชี TMB No Fixed ก็เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่คนยุคใหม่ต้องการคือความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน และไม่ควรมาเสียเวลากับเงื่อนไขที่เยอะแยะจนทำให้ชีวิตลำบาก เพราะเงินฝากก้อนนี้เราควรสามารถนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายในเรื่องเร่งด่วนก็ดี หรือจะเก็บไว้เพื่อลงทุนต่อก็ได้ เรียกได้ว่าไม่พลาดทุกโอกาสของชีวิตแบบง่ายๆ สบายๆ ในสไตล์ของ TMB ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ที่สุด

ย้ำอีกทีว่า!! ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา TMB No Fixed ขยายวงเงินฝากตั้งแต่ 1 ล้าน – 20 ล้านบาท ให้คุณได้รับดอกเบี้ยเป็น 1.6% ในเดือนถัดไปแค่ออม ทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ เพิ่มให้มียอดเงินฝากเฉลี่ยคงเหลือ ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป หรือ แค่ใช้ ทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี 5 ครั้งต่อเดือน พร้อมกับยังมีของแถมน่ารักมาฝากอย่าง เจ้าหมู Happy Pig Summer Collection สำหรับลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชี 25,000 บาทขึ้นไป อ๊ะ!! แต่ลูกค้าเก่าไม่ต้องน้อยใจไปนะครับ เพียงออมเพิ่มแค่ 50,000 บาทขึ้นไป และคงเงินในบัญชีไว้ถึง 15 ก.ค. 61 ก็มีสิทธิได้เจ้าหมูน่ารักนี้เหมือนกันจ้า หากสนใจก็สามารถดูรายละเอียดโปรโมชั่นได้ที่ https://www.tmbbank.com/AM/NFHP

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าการฝากเงินที่ดีนั้นอยู่ที่วินัยในการจัดการตัวเองเป็นหลัก จะเก็บเงินมากแค่ไหน เก็บอย่างไร วิธีไหนก็ตาม สิ่งที่คนฝากเงินทุกคนควรจะได้รับนั้นคือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากเงินก้อนเดิม โดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมมากวนใจ เพื่อให้สะดวกและสบายใจสมชื่อ NO FIXED ที่ตั้งไว้นั่นเองครับ

ใครสนใจสามารถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TMB ทุกสาขา หรือ ที่ https://www.tmbbank.com/AM/NFKV

บทความนี้เป็น Advertorial

4 บัญชีเงินฝากที่ช่วยเราจัดการเรื่องเงิน

“เงินฝากออมทรัพย์” เราจะนึกถึงอะไรบ้าง?

บัญชีเงินฝาก นอกจากภาพแรกที่คุ้นเคยจะเป็นเงินฝากดอกเบี้ยต่ำ 0 – 0.5% ต่อปีแล้วเรายัง ใช้บัญชีเดียวนี้จัดการทุกอย่างเรื่องเงินแบบ One stop service ตั้งแต่ “รับรายได้ – ออม  – ถอน – โอน – จ่าย” เพราะจัดการและควบคุมได้ง่าย แต่ความง่ายนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความยุ่งเหยิงทางการเงินได้ในอนาคต เพราะทำให้เราใช้จ่ายเงินมั่วกันไปหมด เช่น บางเดือนใช้จ่ายมากเกินไปก็ต้องถอนเงินที่ตั้งใจจะเก็บออมมาใช้จ่ายจนหมด ทำให้การออมเงินล้มเหลว

“แต่วันนี้ภาพของ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะแต่ละธนาคารพยายามสร้างความแตกต่างให้ตนเอง”

โดยการสร้างความพิเศษให้กับบัญชีเงินฝากให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราๆ นี่แหละที่จะมีทางเลือกในการจัดการเงินได้มากขึ้น

4 บัญชีเงินฝากที่ช่วยเราจัดการเรื่องเงิน

บัญชีเงินฝากแต่ละแบบนั้นเหมาะกับเป้าหมายการใช้เงินที่แตกต่างกัน เงินฝากแบบไหนเหมาะกับการจัดการเรื่องเงินอะไรบ้าง ดูได้ที่ตารางข้างล่างนี้ได้เลยจ้า

บัญชีเงินฝาก

*อ้างอิงข้อมูลตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2561
ข้อมูล : ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ https://bit.ly/2wlatj2

บัญชีเงินฝาก แบบที่ 1 : เงินฝากออมทรัพย์

  • ดอกเบี้ย : อัตราดอกเบี้ย 0.625% ต่อปี

  • จัดการเรื่องเงิน : เป็นบัญชีที่เหมาะกับสร้างสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ซื้อของใช้ต่างๆ เงินจ่ายค่าขนมให้ลูก ฯลฯ

  • ลักษณะของเงินฝาก : เงินฝากขั้นต่ำ 500 บาท สามารถฝาก ถอน โอน จ่ายได้ทุกวันไม่จำกัดจำนวนครั้ง รับดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี คือ สิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคม

ถ้าเราไม่ต้องการใช้เงินปะปนกัน ควรแยกเงินออมออกจากเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คือ ควรเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตามจำนวนเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละเดือน ส่วนเงินออมที่เหลือควรโอนไปเก็บรักษาไว้ในบัญชีอื่น เช่น เรามีรายได้เดือนละ 25,000 บาท มีรายจ่ายเดือนละ 15,000 บาท ควรเก็บเงินไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 15,000 บาท ส่วนเงินออมที่เหลืออีก 10,000 บาท นำไปเก็บไว้ที่บัญชีเงินฝากไม่ประจำหรือบัญชีเพื่อการลงทุนอื่นๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม : เงินฝากออมทรัพย์ คลิกที่นี่  https://bit.ly/2HVb40i

บัญชีเงินฝาก แบบที่ 2 : เงินฝากไม่ประจำ (ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง)

  • ดอกเบี้ย : อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 0.75 – 1.45% ต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินฝาก (ข้อมูลตามตารางข้างล่าง)

  • จัดการเรื่องเงิน : เป็นบัญชีที่เหมาะกับที่พักเงินชั่วคราวหรือสะสมเพื่อเป้าหมายระยะสั้น เช่น

    • เงินเก็บฉุกเฉิน เงินท่องเที่ยว เงินที่รอจังหวะการลงทุน (พักเงินเพื่อรอซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมในขณะที่มีราคาลดลง) 

    • ซ้อมผ่อนรถหรือผ่อนบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสร้างหนี้จริง เมื่อคุ้นเคยกับการใช้เงินที่เหลืออยู่ จึงตัดสินใจขอสินเชื่อ โดยนำเงินที่ซ้อมผ่อนและดอกเบี้ยเป็นเงินดาวน์ ฯลฯ

  • ลักษณะของเงินฝาก : เงินฝากขั้นต่ำ 5,000 บาท สามารถฝาก – ถอนได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง รับดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี คือ สิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคม

4 บัญชีเงินฝากที่ช่วยเราจัดการเรื่องเงิน

*อ้างอิงข้อมูลตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2561
ข้อมูลเพิ่มเติม : เงินฝากไม่ประจำ https://bit.ly/2Iex4iS

บัญชีเงินฝาก แบบที่ 3 : เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต แผน 2 

  • ดอกเบี้ย : อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี (อ้างอิงตามประกาศดอกเบี้ยธนาคาร ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561)

  • จัดการเรื่องเงิน : เหมาะสำหรับคนที่ต้องการได้รับความคุ้มครองชีวิต เพื่อดูแลคนที่เรารัก และในกรณีที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจะมีเงินจากประกันชีวิตมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

  • ลักษณะของเงินฝาก : 

    • เงินฝากเริ่มต้น 100,000 บาท รับดอกเบี้ยรายเดือน ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย (กรณีดอกเบี้ยรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด)

    • ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 

    • คุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วโลก 24 ชั่วโมง

    • วงเงินความคุ้มครอง 3 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 วัน (สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท)

เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต

ตัวอย่าง

ฝากเงินผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต แผน 2 จำนวน 1,000,000 บาท ได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก 1.00% ต่อปี และกรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ได้รับความคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 3,000,000 บาท (3 เท่า ของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีก่อนเสียชีวิต 1 วัน) โดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม : เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 2 คลิกที่นี่ https://bit.ly/2rCo27Y

บัญชีเงินฝาก แบบที่ 4 : เงินฝากกระแสรายวัน แบบมีดอกเบี้ย

  • ดอกเบี้ย : อัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี

  • จัดการเรื่องเงิน : บัญชีเงินหมุนเวียนเพื่อสร้างสภาพคล่องของผู้ประกอบการ

  • ลักษณะของเงินฝาก :

    • เงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท มีดอกเบี้ยเงินฝาก

    • เงินหมุนในธุรกิจโดยการใช้เช็คเบิก-ถอน เงินสด โดยไม่ต้องถือเงินสดจำนวนมาก

เงินสดหมุนเวียนในธุรกิจนั้นเปรียบเสมือนลมหายใจที่ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างไหลลื่น บางครั้งต้องใช้จ่ายเงินสดเป็นจำนวนมาก การเขียนเช็คสั่งจ่ายจะทำให้ปลอดภัยเพราะไม่ต้องพกพาเงินสดเป็นจำนวนมาก สามารถสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจกับคู่ค้าได้ ในขณะเดียวกันแต่ถ้าคู่ค้าไม่ทำตามสัญญา เราสามารถระงับการจ่ายเงินได้ รวมทั้งมีหลักฐานที่ตรวจสอบการเบิกจ่ายย้อนหลังได้

ข้อมูลเพิ่มเติม : เงินฝากกระแสรายวันมีดอกเบี้ย คลิกที่นี่ https://bit.ly/2rAQMyZ

วิธีไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงิน

ความเจ็บปวดที่เคยต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินข้ามเขต การโอนข้ามธนาคารหรือว่าการชำระค่าสินค้าหรือบริการ เป็นรายจ่ายที่เก็บหยุมหยิมเต็มไปหมด แม้ว่าแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่พอนับรวมกันทั้งปีกลายเป็นเงินหลักพันได้เหมือนกัน

แต่ว่าตอนนี้ความเจ็บปวดที่ต้องเสียเงินนั้นรักษาได้ด้วย “การฟรีค่าธรรมเนียมผ่านการทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์” ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด จึงทำให้หลายธนาคารต้องปรับตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ การแข่งขันครั้งนี้ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้บริการก็จะได้รับประโยชน์เพราะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็เช่นกัน ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้ประกาศฟรีค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 61 เฉพาะผู้ที่ใช้บริการผ่าน 2 ช่องทางนี้ คือ

  • LH Bank M Choice (แอปพลิเคชั่นบนมือถือ)

  • LH Bank Speedy (อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง)

ฟรีค่าธรรมเนียม

4 บัญชีเงินฝากที่ช่วยเราจัดการเรื่องเงิน

ทางเลือกของเงินฝากมีมากขึ้น ทำให้เราจัดการเรื่องเงินได้อย่างมีระบบมากขึ้น รวมถึงการฟรีค่าธรรมเนียมของการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์นั้น ทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นด้วย ถ้าสนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2wlatj2 โทรสอบถาม 02-359-0000 หรือติดต่อที่ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ทุกสาขา

บทความนี้เป็น Advertorial

กฎ 3 ข้อ ที่เพิ่มรายได้และความสุข

ทุกคนอยากมีชีวิตแบบที่เราเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ความสุข และ ความอิสระ นี่คือที่มาของหัวข้อ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่เพิ่มรายได้และความสุขสำหรับตัวเอง ทั้งหมดถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ของมาดามเองค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ต้องพูดและเขียนขึ้นมาเพื่อให้คุณค่าเหล่านี้แพร่ออกไปให้ไกลที่สุด เพื่อที่ทุกคนจะได้มองเห็นคุณค่าของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นความรัก และการเคารพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือความสำคัญต่อชีวิตที่ทำให้เราเลือกที่จะปฏิบัติกับคนอื่นในทางที่ดี และคนอื่นก็เลือกที่จะปฏิบัติกับเราในทางที่ดีเช่นกัน ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากกฏกติกาบางอย่างที่คนอยากมีชีวิตที่เลือกนิยมทำกันค่ะ

ข้อแรก ถ้าเรามองเห็นคุณค่าตัวเอง เราจะไม่รับสิ่งไม่ดีเข้ามา

ต้องยอมรับว่า ทุกคนเคยมีช่วงชีวิตที่ตกต่ำค่ะ หากมองย้อนกลับไปเราจะเห็นตัวเองเดินก้มหน้าก้มตา เหมือนยอมรับชะตากรรมต่อเหตุที่ไม่ดีกับตัวเองเลย เมื่อเหตุการณ์แย่ๆ เกิดขึ้นกับตัวเองนั้น เราควรสันนิษฐานก่อนเลยว่า ก่อนที่คนอื่นไม่ชอบเรานั้น เราคือคนที่ไม่ชอบตัวเองก่อนใช่ไหม

ยิ่งถ้ามีคนอื่นมารังแกคุณอย่างน้อยคุณต้องโทษตัวเองก่อนว่า เราไม่สตรองพอ ยิ่งถ้าเราอับจนทางความคิดแถมยอมรับต่อคำพูดที่คนอื่นดึงเราให้รู้สึกแย่ลง แถมหากมีอาการเดินไปหาคนที่แย่กว่าด้วยกันอีก ทีนี้ละชีวิตจะจมดิ่งไปกันใหญ่

ดังนั้น หลายๆ อย่างเกิดขึ้นจากตัวเราเอง และหลายอย่างดีขึ้นด้วยตัวเราเช่นกัน ถ้าไม่เชื่อลองสำรวจสถานการณ์ในชีวิตรอบๆ เราสิค่ะ ว่าเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ถ้าคิดได้แล้วก็ค่อยๆ ประคองสติให้สตรองและพยุงชีวิตขึ้นมาอีกครั้งค่ะ

ข้อสอง ทุกคนมีค่า จงให้เกียรติตัวเองและทุกคน

มาดามขออนุญาตให้ลองคิดตามนะคะ หากลองจินตนาการเล่นๆ ว่า วันหนึ่งอุกกาบาตกำลังพุ่งชนโลก เราจึงต้องหลบอยู่ร่วมกัน เหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีการแบ่งชนชั้นระหว่างความรวยและความจนทันที ดังนั้น ทุกคนจึงมีค่าเท่ากัน

ความหมายของการมีค่าที่เท่ากัน คือการสร้างประโยชน์ให้แก่คนอื่นๆ ได้ไม่ยาก เพียงแค่เริ่มต้นทำชีวิตไม่ให้เป็นภาระใคร แต่ถ้าพิการหรือเกิดอุบัติเหตุก็อย่าน้อยใจ เพราะนั่นคือบททดสอบของผู้ที่มีมากกว่าว่าจะรู้จักให้ และเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพดูแลคนที่มีน้อยกว่าได้อย่างไร

ซึ่งคนที่มีน้อยกว่าก็ใช่ว่าจะหมดคุณค่าไปเลย แต่พวกเขาอาจจะสร้างอะไรบางอย่างได้พิเศษกว่าคนที่มีมากกว่าก็ได้นะ คุณค่าในตัวเองสามารถเกิดขึ้นได้เสนอค่ะ เมื่อเรารู้ว่าตัวเองมีค่าจงแสดงออก และเคารพตัวเองอย่างมีขอบเขต 

ข้อสาม กล้าที่จะขอ

การต่อรองคือศิลปะการเติบโตในชีวิตอย่างหนึ่ง เช่น วันหนึ่งคุณรู้ว่างานที่ทำอยู่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานเกินไป คุณควรจะมีการชวนหัวหน้าหรือนายจ้างคุยเสียหน่อย แต่ก่อนเข้าไปคุยต้องมีการเตรียมการ หรือสร้างผลงานก่อน ซึ่งนี่คือการสร้างคุณค่าในตัวเราผ่านตัวงาน ก่อนคุยเรื่องผลตอบแทนที่คาดหวังตามความเหมาะสมที่เราควรได้รับ

ฉะนั้น เราต้องไปหาวิธีพูดอย่างไรไม่น่าเกลียด และอย่าโวยวายโดยใช้อารมณ์เปรียบเทียบกับที่อื่นอย่างไร้เหตุผลจนฟังไม่ขึ้น แต่ควรค่อยๆ หาวิธีเปรียบเทียบ เช่น เปรียบเทียบอุตสาหกรรม หรือตลาดเดียวกัน ขอบเขตความรับผิดชอบที่ต้องทำ ว่าตอนนี้เขาได้กันเท่าไหร่ นี่คือการต่อรองที่เราควรจะได้ตามคุณค่าและความสามารถที่เรามีอย่างแท้จริง

สุดท้าย มาดามอยากเตือนว่าโลกนี้มันแคบนะคะ อย่าอยู่แบบมีศัตรูโดยไม่จำเป็น ทุกคนเคยดีและไม่ดีได้ ฉะนั้น อย่าไปยึดติดกับปัญหาเก่า จงอยู่กับปัจจุบันอย่างมีจุดยืนและทำอะไรไม่ผิดแผกไปจากตัวเรา เพราะสุดท้าย ถ้าเราดำเนินชีวิตที่ผิดแผกไปจากตัวตนของเรานั้น เราจะไม่มีแนวทางในการเลือกใช้ชีวิตที่เราหวังไว้ได้ค่ะ

3 วิธีเอาชนะการเงินแบบไม่น่าเบื่อ

ความน่าเบื่อคืออารมณ์ ถ้าเราตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ เราจะแก้ไขปัญหาไม่ได้เลยถ้าเอาแต่โวยวาย ดังนั้น วันนี้เราจะมาจัดการเรื่องอารมณ์กันก่อน และสิ่งแรกที่เราต้องรู้คือ เราไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว! เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็เจอ แต่เราจะไม่ปล่อยให้มันอยู่กับเราตลอดไปเมื่อเราไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก สุดท้ายเราจะแก้ไขได้ค่ะ

การแก้ไขต้องเริ่มที่กำลังใจ ถ้าเราไม่มีกำลังใจ เราจะสู้อะไรไม่ได้เลย เพราะต่อให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุดมาครอบครอง เราก็จะไม่มีเรี่ยวแรงในการลุกขึ้นจากเตียงไปแก้ไขปัญหาได้เลยค่ะ  มนุษย์ทำหลายๆ อย่างในโลกใบนี้ได้จากกำลังใจ คนเราสามารถสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้

ส่วนเรื่องของความเหนื่อย ความท้อนั้นมันเกิดขึ้นได้ และเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เราสามารถหายจากภาวะเหล่านั้น แค่พัก และตั้งสติคุยกับตัวเอง กำลังใจสร้างเองได้ เช่น ถ้าเรามีลูก จงมองหน้าลูก ลูกไม่ใช่ภาระแต่คือกำลังใจ ถ้าเรามีพ่อแม่ที่แก่ชรา หรือเจ็บไข้ได้ป่วย จองบอกับตัวเองว่าพวกท่านคือกำลังใจไม่ใช่ภาระ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีคิดและมุมมอง ชีวิตต้องมีความเชื่อ และลองมือทำ แม้ไม่ต้องให้คนอื่นเห็น แต่เราควรรู้ตัวว่าเราทำเพื่ออะไร และไปให้ถึงไหน

หยุดเสียเวลากับความเบื่ออันน่าเหนื่อยหน่ายแล้วชีวิตจะก้าวหน้าไปพร้อมกับอนาคตทางการเงินด้วย 3 วิธีนี้ค่ะ

เบื่อเรื่องเงินเพราะจัดการไม่ได้

เราต้องย้อนไปดูที่นิสัยก่อนว่าทำไมถึงจัดการไม่ได้ ลองสำรวจอะไรที่นอกเหนือเรื่องเงิน เช่น วินัยการกิน การออกกำลังกาย การดูแลครอบครัว การดูแลบ้านช่อง สิ่งเหล่านี้เรามีวินัยไหม ถ้าเรามีก็ลองปรับใช้ให้สอดคล้องกับเรื่องเงิน เพราะมันไม่ได้ต่างกัน เมื่อคุณเริ่มจัดการได้ เราจะเห็นว่าเรามีข้อเสียตรงไหน แต่ถ้าพื้นที่ชีวิตอื่นจัดการไม่ได้ เช่น กินมากจนอ้วน ถ้าเรื่องเงินเราพังก็ไม่แปลก เพราะเราควบคุมตัวเองไม่ได้ ชีวิตทุกส่วนเราจะไม่สามารถควบคุมได้เลย 

เบื่อที่เรื่องเงินเปลี่ยนแปลงตลอด

ข้อนี้ทำให้เรารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงตลอดทำให้เราจัดการไม่ได้ ต้องยอมรับก่อนว่าชีวิตมีทั้งเรื่องที่ควบคุมได้และไม่ได้ ดังนั้นเราควรเอาอารมณ์ที่รู้สึกหงุดหงิดกับการเปลี่ยนแปลงบ่อย มาทำความเข้าใจว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว และหัดตั้งคำถามว่า เราควรตั้งรับมือยังไงกับมัน ชีวิตก็เป็นแบบนี้ การเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนคือเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเสมอในชีวิต

เบื่อที่รู้สึกไม่พออยู่ตลอดเวลา

คำถามที่สำคัญคือ เรารู้แล้วหรือยังว่าจุดพอของเราอยู่ตรงไหน เช่น ชีวิตหลังเกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่ เราต้องหัดคำนวณความต้องการของเราให้เป็น เพื่อให้เราหาจุดพอของตัวเองให้เจอ เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกดีเมื่อไปถึงจุดพอแล้วเท่านั้น หลายๆ คนมีความสงบในจิตใจด้วยหลักการง่ายๆ คือ 1. รู้ว่าจุดพอของเราอยู่ตรงไหน 2. รู้ว่าเรากำลังเดินทางไปสู่จุดไหน  เราก็แค่อยู่บนเส้นทางของเรา แต่หากออกนอกทางก็แค่บังคับให้ตัวเองกลับเข้ามา ความรู้สึกที่ขาดแคลนจะหมดไปเมื่อเราหาจุดพอเจอ หาเส้นทางของตัวเองเจอ ถ้าเราทำได้ทุกเดือนเราก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอวันที่มีความสุขในวันที่เราเกษียณหรอก

สุดท้าย เอาพลังงานและความใส่ใจไปโฟกัสทำในสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น เริ่มจากหาจุดหมายปลายทาง จากนั้นหาเส้นทางไหนที่เราจะไป และเพื่อให้อยู่บนเส้นทางนั้นเราต้องทำอะไรบ้าง เอาสติและพลังงานไปโฟกัสกับสิ่งที่เราต้องทำ

ถ้าตอนนี้เรามีเวลาว่าง ลองไปหาความรู้เรื่องวัยเกษียณ แต่ถ้าเราบอกว่าไม่มีเวลา แสดงว่าอนาคตเรื่องเงินของเรานั้นไม่มีความสำคัญ อะไรก็ตามในชีวิตนี้ที่มันสำคัญ เราจะให้เวลา เหมือนที่เราไปหลงรักใครสักคน เราจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาเพื่อไปจีบ

ดังนั้น ในวันนี้ถ้าในอนาคตเรื่องเงินของเราสำคัญ เราต้องให้เวลากับเรื่องนี้ แล้วทำอะไรสักอย่าง

หลงรักเรื่องอนาคตและการเงิน เหมือนที่เราตกหลุมรักกับใครสักคน แล้วชีวิตเราจะดี…

หัดตกหลุมรักชีวิตด้วยการให้เวลากับอนาคตตัวเองด้วยนะจ๊ะ

(Review) ความสุขอยู่รอบตัวจากการเจอบ้านที่ถูกใจ พบกับทาวน์เฮาส์แนวคิดใหม่ สิริ เพลส ทาวน์เฮาส์คุณภาพจากแสนสิริ

กรุงเทพฯ เมืองที่มีคนอยู่อาศัยและเดินทางมาท่องเที่ยวติดอันดับโลก ต้องรองรับปริมาณคนเพิ่มขึ้นทุกปีบนผืนดินที่ไม่สามารถขยายออกไปได้ ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หันมาซื้อคอนโดมากกว่าบ้าน

เพราะต้องการความรวดเร็วในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจนเกิดคอนโดผุดขึ้นมาทุกหนแห่งรายล้อมรอบสถานีรถไฟฟ้า แม้ว่าจำนวนคอนโดจะมีมากกว่าความต้องการแต่ราคาคอนโดกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้ขนาดห้องเดิมก็เล็กอยู่แล้วเฉลี่ย 30 ตร.ม. ต้องถูกหั่นให้เล็กลงเหลือเพียงแค่เฉลี่ย 25 ตร.ม. เพื่อให้ราคายังพอรับไหวสามารถซื้อได้

ในใจลึกๆ แล้วผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากอยู่บ้านมากกว่าคอนโด และหลายครอบครัวที่มีสมาชิกเกิน 2 คนอยากย้ายสัมมโนครัวจากการอยู่อาศัยในคอนโดมาเป็นบ้านแทน เพราะพึ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘SPACE’ การมีพื้นที่ส่วนตัวไม่อึดอัด มีพื้นที่เก็บของไม่คับแคบ และมีพื้นที่ไว้ปลูกต้นไม้ได้

มันเป็นความสุขที่อยู่รอบตัวที่คอนโดมิอาจให้ได้ สมัยก่อนราคาคอนโดเพียงแค่ 1 ล้านต้นๆ เองแต่ทุกวันนี้ราคาคอนโดทะลุ 3 ล้านบาทแล้ว ซึ่งเป็นราคาที่สามารถเป็นเจ้าของทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นได้เลย ต้องลองคิดทบทวนดูว่าที่อยู่อาศัยแบบไหนตอบโจทย์ชีวิตมากกว่ากัน

นอกจากนี้ ผมขอเล่าถึงประเทศสิงคโปร์ เมืองบนเกาะที่พัฒนาแล้วขนาดใกล้เคียงกับภูเก็ต และมีคนอาศัยอยู่หนาแน่นมาก ประชากรส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยอยู่ในคอนโด ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของบ้านบนดิน เพราะต้องรวยจริงๆ ถึงสามารถครอบครองได้ หากมองกรุงเทพฯ ในอนาคตผมเชื่อว่าจะเป็นอย่างประเทศสิงคโปร์ ใครมีบ้านบนดินถือว่าโชคดีมาก ประกอบกับโครงการรถไฟฟ้า 10 สายแล้วเสร็จจะเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายที่สมบูรณ์ ช่วยให้เดินทางได้สะดวกสบายอย่างแท้จริง

ผมขอแนะนำให้รู้จักทาวน์เฮาส์แนวคิดใหม่ใส่ใจในรายละเอียดด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้มีชื่อว่า สิริเพลส(SIRI PLACE) ทาวน์เฮาส์คุณภาพจากแสนสิริ แบรนด์ที่ผมให้ความไว้วางใจจากประสบการณ์โครงการที่ผ่านมา และการบริการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเปิดโครงการทาวน์เฮาส์ สิริเพลสใหม่ใน5 ทำเลแรก ในเดือน พฤษภาคมนี้ จึงอยากชวนมารู้จักว่าแนวคิดเป็นยังไง ทำเลอยู่ที่ไหน และราคาเท่าไรครับ

โดยโครงการสิริ เพลสเป็นทาวน์เฮาส์2 ชั้นมีดีไซน์สวยงามสไตล์ Modern Loft เน้นลวดลายหินอิฐไม่ให้ดูเรียบจนเกินไป ทั้งดีไซน์ที่ทันสมัยและยังออกแบบพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว ด้วยขนาดบ้านเริ่มต้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. ใหญ่กว่าคอนโดถึง 3 เท่า และหน้ากว้างบ้านเริ่มต้นที่ 5.2 เมตรช่วยให้เข้าออกได้อย่างสะดวกสบาย

จุดเด่นที่สำคัญของ SIRI PLACE เป็นสถานที่เติมเต็มการอยู่อาศัยให้สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงด้วย 3 แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการ ดังนี้

1. SIRI LIVING

ดีไซน์ที่สวยงามต้องมาพร้อมประโยชน์การใช้งานได้จริง เช่น ห้องเอนกประสงค์ชั้นล่างที่จะปรับเปลี่ยนเป็นห้องอะไรก็ได้ที่ชอบ (My World) ลงเสาเข็มหลังบ้านเพื่อการต่อขยาย ช่องรับแสงระหว่างทางขึ้นบันไดที่ช่วยให้บ้านสว่างและประหยัดไฟ รวมถึงออกแบบสนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ใน(Educational Playground) จัดพื้นที่ส่วนกลางให้เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยและเน้นบรรยากาศร่มรื่น (Green Living & Universal Design)

2. SIRI LIFETECH

นวัตกรรมเพื่อชีวิตการอยู่อาศัยแนวใหม่ ที่ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่น Free WIFI ในพื้นที่ส่วนกลาง ระบบ Solar Cell ประหยัดพลังงานในส่วนกลาง ติดตั้ง LAN ให้เชื่อมต่อความชอบไร้ขีดจำกัด รวมถึงบริการ Home Service Application สำหรับลูกบ้านและเข้าออกโครงการด้วยระบบ Key Card

3. SIRI EXPERIENCE

เติมเต็มชีวิตให้ครบสมบูรณ์แบบ ผ่านทุกช่วงเวลาให้กับลูกบ้านคนสำคัญ ด้วยการมีบริการซื้อขายปล่อยเช่าผ่าน Plus Property มีระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานแสนสิริพร้อมกล้อง CCTV รปภ ผ่านการฝึกฝนจากระบบ SSI รวมถึงเติมเต็มประสบการณ์ความสุขและสิทธิพิเศษจาก Sansiri Family กับ Sansiri Lounge

โครงการสิริ เพลสเปิดตัวใหม่5 ทำเลรอบกรุงเทพฯ ให้เลือกได้ตามสะดวก ด้วยราคาที่เอื้อมถึง รายละเอียดดังนี้

พรีเซลล์ 12-13 พฤกษาคม 2561

  • สิริเพลส รังสิต ราคาเริ่มต้น 1 ล้านปลาย ทำเลอยู่แถวรังสิต-ปทุมธานี ใกล้ฟิวเจอร์พาร์ครังสิตและทางด่วนด่านบางพูนโทลเวย์
  • สิริเพลส นวนคร ราคาเริ่มต้น 1 ล้านกลาง  ทำเลอยู่แถวนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด

พรีเซลล์ 19-20 พฤกษาคม 2561

  • สิริเพลส ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ ราคาเริ่มต้น 2 ล้านกลาง ทำเลอยู่แถวบางกรวย-ไทรน้อย สามารถออกถ.กาญจนภิเษก ถ.ราชพฤกษ์ ถ.รัตนาธิเบศร์ และถ.ชัยพฤกษ์
  • สิริเพลส สุขสวัสดิ์-พระราม 3 ราคาเริ่มต้น 2 ล้านปลาย พรีเซลล์ 19-20 พฤกษาคม 2561 ทำเลอยู่แถวสุขสวัสดิ์ สามารถออกถ.สุขสวัสดิ์ ถ.พระราม 2 ถ.ประชาอุทิศ และถ.พุทธบูชา
  • สิริเพลส กัลปพฤกษ์-สาทร ราคาเริ่มต้น 2 ล้านปลาย พรีเซลล์ 19-20 พฤกษาคม 2561ทำเลอยู่ในแถวกำนันแม้น สามารถออกถ.กัลปพฤกษ์ กับถ.เทอดไท

งานพรีเซลล์สิริเพลสทั้ง5 โครงการมีข้อเสนอส่วนลดพิเศษ ด้วยราคาผ่อนเริ่มต้น 999 บาทต่อเดือน* (เงื่อนไขเป็นไปตามโครงการกำหนด) และลุ้นรับส่วนลดมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ใครที่สนใจเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://goo.gl/LwF7hj

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 14-18 พฤษภาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านนะครับ กลับมาพบกับอัศวินกองทุนประจำสัปดาห์กันอีกครั้ง สำหรับสัปดาห์นี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของตลาดทุนในประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่าง สหรัฐ จีน อินเดีย เกาหลี และไทย เช่นเคย พร้อมกับปัจจัยแนวโน้มที่นำมาให้นักลงทุนได้ตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือชะลอการลงทุนเอาไว้ก่อนดี ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 14-18 พฤษภาคม 2561

สัปดาห์นี้ขอเน้นๆไปที่ญี่ปุ่นแบบจัดหนักจัดเต็มครับ

เหตุผล : อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ สวนทางกับญี่ปุ่น เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่า

Focus : ตลาดญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ : ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่า สนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกเป็นหลัก แถม ฺBOJ (Bank of Japan) ยังคงอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

สถานการณ์ตอนนี้ ขอแนะนำให้ซื้อหุ้นญี่ปุ่นเป็นหลักครับ เนื่องจากระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ สวนทางกับเงินเฟ้อในประเทศญี่ปุ่นและยูโรโซน ที่ยังทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายของ BOJ (Bank of Japan) ซึ่งเป็นโอกาสดี ที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเติบโตไปต่อครับ

ส่วนอีกด้านหนึ่ง แนะนำทำกำไรในน้ำมัน (สำหรับคนที่มี) หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเร็ว จากการที่สหรัฐฯกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง และยังขอให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นจีน A-share และ ตลาดหุ้นเกาหลีต่อไป

เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจส่ง สัญญาณถึงการชะลอตัวของการค้าโลก ทำให้เกาหลีซึ่งพึ่งพาการส่งออกสูงอาจได้รับผลกระทบอยู่เรื่อยๆ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ ยังสามารถทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปได้ครับ แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ แต่ดูแล้วทางสหรัฐฯ ค่อนข้างได้เปรียบมากกว่า ทั้งภาวะเศรษฐกิจและภาพรวมระยะยาวยังเป็นไปได้อยู่ครับ ดังนั้น เป็นโอกาสทยอยสะสมไปเรื่อยๆ ครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ เพราะถ้ามองกันแล้ว ตอนนี้ Valuation ของหุ้นยุโรปน่าสนใจมากครับ รวมถึงผลประกอบการที่คาดว่าจะดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ครับ

ประกอบกับการมีแนวโน้มอ่อนค่าของเงินยูโรหลังจาก ECB (European Central Bank) ส่งสัญญาณ dovish ผ่อนปรนเกี่ยวกับเงินเฟ้อกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกให้ได้รับประโยชน์ครับ สถานการณ์ในสัปดาห์นี้คล้ายกับสัปดาห์ก่อนครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้เป็นโอกาสในซื้อหุ้นญี่ปุ่นครับ หลังจากที่สะสมมาเรื่อยๆ ผมมองว่าตอนนี้เป็นอีกช่วงหนึ่งที่เรียกได้ว่าโอกาสดีครับ เนื่องจากค่าเงินเยนอาจอ่อนค่าลงต่อเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งสนับสนุนผลประกอบการหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกเหมือนกันกับหุ้นยุโรป

นอกจากนั้น BOJ (Bank of Japan) คงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอีกระลอกหนึ่ง ในขณะที่ตลาดเริ่มกลับมากังวลว่า FED (Federal Reserve Bank) อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวขึ้นเร็ว

สรุปอีกที ซื้อรัวได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ตอนนี้เหมือนว่าจะมีราคาผันผวนอยู่เหมือนเช่นเคยครับ แต่ในระยะยาวแล้ว ผมยังคงยืนยันว่าภาพรวมของหุ้นอินเดียยังดูน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

ช่วงนี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นเกาหลีไปเรื่อยๆ ก่อนนะครับ กลับมาเมื่อไรเดี๋ยวจะบอกกันอีกที สาเหตุยังเหมือนเดิมครับ เนื่องจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลงเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเกาหลีมีแนวโน้มชะลอลง

นอกจากนี้ สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สถานการณ์ตอนนี้ยังเป็นเหมือนเดิมครับผม แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทย จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สนับสนุนผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลังงาน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นเช่นกัน

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมไปจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

แนะนำอีกทีนะครับว่า ควรชะลอการลงทุนในหุ้นจีน A-share เพื่อรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไปอีกสักพักครับ โดยความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ของการเจรจา จะทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีความผันผวนอยู่ครับ แบบนี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร และในวันที่ 15 พ.ค.ที่จะถึงนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการจัดประชาพิจารณ์ในการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตาต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอไปก่อนนะครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อญี่ปุ่น ทยอยสะสมสหรัฐฯ และยุโรป

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ 

ตราสารหนี้ไทย : แนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี

สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำ แต่ชะลอการลงทุนในน้ำมัน

คำแนะนำเพิ่มเติม : แนะนำหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกต่างๆ ที่ทำให้กลุ่มนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือระวังน้ำมันหน่อยนะครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 2%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

หมายเหตุ: “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 11 พ.ค 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไปโดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561

    เก็งหวยงวดวันพืชมงคล กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือเพื่อนบ้านบอกกล่าวหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวที่กำลังเป็นที่พูดถึง และน่ายินดี อย่างข่าวการพบปะกันครั้งแรกระหว่างสองผู้นำเกาหลี นายมุน แจอิล และนายคิม จองอึน

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2561

    หากตีเป็นตัวเลขอาจจะได้เลขตรงๆอย่างเลข 27 จากวันที่พบกันที่เส้นแบ่งพรมแดน หรือเลข 38 ที่มาจากจุดนัดพบ และเลข 68 จากระยะเวลาของเหตุการณ์ที่ผ่านมา

   หรือเอาตัวเลขวันที่ และเดือนมารวมกันเป็น 274 หรือจะกลับเลขเป็น 427  หรือจะนำตัวเลขในเนื้อหาข่าวมารวมกันเป็น 27+38+68 = 133 หรือจะกลับเลขเพิ่มความซับซ้อนเป็น 131 หรือ 331 ก็ได้

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรมีวิจารณญาณในการซื้อเลข และควรซื้ออย่างพอเหมาะ คำนึงถึงตนเอง และคนรอบข้างด้วยนะ

CREDIT : https://voicetv.co.th/read/Sy9EFZ16f

   http://www.korhuay.com

ถ้าค่าเล่าเรียนแพงขนาดนี้ วันนี้ผู้ปกครองควรเก็บเงินอย่างไร

แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีลูก เราก็อยากจะหาข้อมูลค่าเล่าเรียนของเด็กๆเตรียมไว้ก่อน จะได้วางแผนคร่าวๆว่าควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ แต่ถ้าสุดท้ายเก็บเงินไว้แล้วไม่มีลูก เงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นเงินเกษียณของครอบครัวของเราได้ หลังคลิกหาข้อมูลไปเรื่อยๆก็ไปเจอเว็บไซด์หนึ่งที่รวบรวมภาพเอกสารค่าเทอมของแต่ละโรงเรียนไว้ แม้ว่าอาจจะไม่ครบทุกโรงเรียนในประเทศ แต่ก็ทำให้เราพอเห็นภาพรายจ่ายค่าเล่าเรียนในอนาคตได้

ยิ่งเห็นก็ยิ่งเหงื่อตก เพราะแต่ละโรงเรียนแพงม๊ากกกกกก ทำให้เราเข้าใจหัวอกของพ่อแม่มากขึ้นว่าทำไมช่วงใกล้เปิดเทอมมักจะหมุนเงินไม่ทัน ส่วนตัวมองว่ารายจ่ายค่าเทอม เรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องใช้จ่ายตอนไหนและใช้เท่าไหร่ ถ้าเราวางแผนและจัดการเงินอย่างเป็นระบบ น่าจะทำให้ปัญหาเงินช๊อตลดลงได้

ตัวเลขที่เราจะเห็นในบทความนี้ อภินิหารเงินออมยกตัวอย่างเฉพาะค่าเล่าเรียนเท่านั้น ไม่รวมรายจ่ายอื่นๆที่พ่อแม่จะเพิ่มให้กับลูกของตัวเอง เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าเรียนพิเศษ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ โดยเริ่มจากเป้าหมายการเงินว่าจะต้องเตรียมค่าเล่าเรียนเท่าไหร่ ไปจนถึงแนวทางการวางแผนเก็บเงินเพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้

วิธีการทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผู้อ่านควรนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตนเองนะคะ

3 ขั้นตอนการเก็บเงินค่าเล่าเรียน

ขั้นตอนที่ 1 เลือกโรงเรียนเป้าหมาย

แต่ละโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันทั้งรัฐ เอกชนและต่างประเทศ ถ้าเราไม่เคยมีแผนคร่าวๆไว้เลยว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน วันนี้เราก็จะไม่รู้ว่าควรเก็บเงินเท่าไหร่ แม้ว่าอนาคตลูกอาจจะไม่ได้เรียนในสถาบันที่เราตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเราก็มีเงินเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว

ถ้าสถาบันใหม่มีค่าเล่าเรียนมากกว่าเงินที่เตรียมไว้ เราจะได้วางแผนว่าวันนี้จะต้องเก็บเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ แต่ถ้าสถาบันใหม่ใช้เงินน้อยกว่าที่เตรียมไว้ก็จะมีเงินเหลือไปสนับสนุนลูกทางด้านอื่นมากขึ้น นี่แหละข้อดีของการวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เอาล่ะ!! ตอนนี้เราก็ต้องไปคัดเลือกแล้วว่าต้องการให้ลูกเรียนที่ไหนบ้าง ทำเป็นข้อมูลใส่ไว้ใน Excel หรือเขียนใส่กระดาษไว้ก็ได้ เพื่อเอาไว้ดูเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละสถาบันได้ เขียนไว้ด้วยว่าทำขึ้นตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ จะได้กลับมาอัพเดทข้อมูลใหม่ได้

ภาพนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆเท่านั้น อาจจะเพิ่มข้อมูลให้มากกว่านี้ เช่น

  • ค่าเล่าเรียนแต่ละระดับชั้น เราเก็บไว้ในสินทรัพย์การเงินแบบไหนบ้าง (เช่น ฝากประจำ สลากออมสิน กองทุนรวม สหกรณ์ ฯลฯ) ให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงเท่าไหร่ 
  • ค่าเล่าเรียนในปัจจุบันจะกลายเป็นเท่าไหร่ในอนาคต เพื่อจะได้รู้ต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไหร่ (มีวิธีคำนวณในขั้นตอนที่ 2)
  • เก็บข้อมูล ที่อยู่ เบอร์โทร เว็บไซด์ FB ของโรงเรียน หรือเข้ากลุ่มไลน์ผู้ปกครองของโรงเรียน เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ 

ขั้นตอนที่ 2 รวมจำนวนเงินค่าเล่าเรียนทั้งหมด

เคยมั๊ยที่เราถามเพื่อนว่า “กลางวันนี้จะกินอะไรดี” แล้วเพื่อนมักจะตอบว่า “อะไรก็ได้” พอเราบอกว่ากินโน้น นี่นั่นไหม เพื่อนก็บอกว่าไม่กินเพราะเพิ่งกินมา แต่พอเราถามอีกครั้งว่าจะกินอะไร เพื่อนก็จะตอบว่า “กินอะไรก็ได้” แล้วก็ใช้เวลาอีกนานกว่าจะตัดสินใจได้

ถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน การกระทำก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย

การเก็บเงินค่าเล่าเรียนก็เช่นกัน ถ้าเราไม่เคยรู้ว่าจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนทั้งหมดเท่าไหร่ ตอนนี้เราก็จะเก็บเงินไปเรื่อยๆโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าควรนำเงินไปลงทุนเท่าไหร่เพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น เอาล่ะ!! ตอนนี้เรามาตั้งเป้าหมายกันก่อนนะคะ เริ่มจากควรรู้ว่า…

ค่าเล่าเรียนแพงขึ้นเท่าไหร่?

อภินิหารเงินออมเปิดลิงค์หาข้อมูลค่าเล่าเรียนไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง

  • ค่าเรียนระดับชั้น ป. 1 ปัจจุบันปีละ 38,000 บาท พอสอบถามกับศิษย์เก่าที่เคยเรียนที่นี่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาบอกว่าตอนนั้นเรียนปีละ 5,000 บาท ค่าเล่าเรียนสูงขึ้นปีละ 6.99% 
  • ค่าเรียนระดับชั้น ม. 1 ปัจจุบันปีละ 46,000 บาท ศิษย์เก่าบอกว่าเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ค่าเล่าเรียนอยู่ที่ปีละ 8,000 บาท ค่าเล่าเรียนสูงขึ้นปีละ 8.28%

นั่นแสดงว่า…

ค่าเล่าเรียนที่เห็นอยู่ตอนนี้ จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งค่าเล่าเรียนแพงขึ้นปีละ 6 – 9% 

เรามาดูวิธีการคำนวณว่าตัวเลขนี้ออกมาได้อย่างไร สิ่งแรกที่เราควรเข้าใจ คือ “เวลาแตกต่างกัน มูลค่าของเงินก็แตกต่างกันด้วย” ทั้งหมดนี้เป็นพราะเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าของเงินลดลงเรื่อยๆ เช่น ปี 2510 เงิน 50 สตางค์ ซื้อผัดไทได้ 1 จาน แต่ตอนนี้จะต้องใช้เงิน 30 – 60 บาท ซื้อผัดไทได้ 1 จาน เรียกง่ายๆว่า ซื้อของได้เท่าเดิม แต่ต้องใช้เงินมากกว่าเดิม #ค่าเล่าเรียนก็เช่นกัน

การคำนวณจะต้องใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน แต่ไม่ต้องตกใจเพราะตอนนี้มีแอพฟรีให้โหลด คำนวณเองได้ง่ายมากๆ แอพนี้มีชื่อว่า Ez calculators แล้วกดที่ TVM Calculator (การคำนวณมูลค่าเงินตามเวลา) หน้าจอจะเป็นแบบนี้ ส่วนตัวอักษรสีเขียวและตารางเส้นสีดำ เราใส่เพิ่มขึ้นมาเองเพื่ออธิบายว่าแต่ละเมนูใส่ข้อมูลอะไรบ้าง

จากตัวอย่างเมื่อกี้ เราอยากรู้ว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วค่าเล่าเรียน 5,000 บาท ปัจจุบันกลายเป็น 38,000 บาท นั้นแพงขึ้นปีละกี่ % เราก็ใส่ข้อมูลลงในช่อง ตามนี้นะคะ

  • PV = 5,000
  • FV = -38,000 (ใส่เครื่องหมายลบ เหมือนการถอนเงินออก)
  • Periods = 30 
  • Compounding = Annually (รายปี)

ใส่ทุกอย่างครบแล้วก็กด Rate ตัวเลขก็จะขึ้นมา 6.99% แล้วถ้าเราอยากรู้ว่าโรงเรียนที่อยากให้ลูกเข้านั้น ในอนาคตค่าเล่าเรียนจะกลายเป็นเท่าไหร่ ก็ใช้เครื่องคิดเลขนี้คำนวณได้เช่นกัน ดูตัวอย่างการคำนวณได้ที่ภาพต่อไปจ้า สูดหายใจลึกๆแล้วค่อยเลื่อนลงไปดูนะจ๊ะ ^^

ค่าเล่าเรียนที่เห็นตอนนี้จะกลายเป็นเท่าไหร่ในอนาคต ข้อมูลอยู่ในตารางสีเขียว ตารางนี้คำนวณจากค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นปีละ 6% ในขณะที่เงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ 0.5% ต่อปี เรียกง่ายๆว่า ดอกเบี้ยเงินฝากโตไม่ทันเงินเฟ้อค่าเล่าเรียน แล้วจะทำอย่างไรให้โตทันเงินเฟ้อค่าเล่าเรียนล่ะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะคะ

จากขั้นตอนแรกที่เราเก็บข้อมูลโรงเรียนที่จะให้ลูกเข้าไปเรียนว่าแต่ละชั้นต้องจ่ายปีละเท่าไหร่บ้าง ต่อไปเราต้องมาคำนวณว่าเงินจำนวนนี้เพิ่มขึ้นปีละ 6% ค่าเล่าเรียนจะกลายเป็นเท่าไหร่ในอนาคตที่สุดท้ายจะกลายเป็นเป้าหมายการเก็บเงินของเรา

สมมติว่าโรงเรียนที่ผู้ปกครองอยากจะให้ลูกเรียนนั้น มีเป้าหมายค่าเล่าเรียนทั้งหมด 2,023,580.76 บาท แบ่งเป็น

  • ระดับประถม : เราเก็บข้อมูลมาว่าปี 2561 ค่าเล่าเรียนปีละ 10,000 บาท อีก 7 ปีข้างหน้า ลูกจะเข้า ป.1 จะกลายเป็น 15,036.30 บาท รวมตั้งแต่ ป.1 – ป.6 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 104,883.00 บาท
  • ระดับมัธยม : เราเก็บข้อมูลมาว่าปี 2561 ค่าเล่าเรียนปีละ 40,000 บาท อีก 13 ปีข้างหน้า ลูกจะเข้า ม.1 จะกลายเป็น 85,317.13  บาท รวมตั้งแต่ ม.1 – ม.6 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 595,114.16 บาท
  • ระดับปริญญาตรี : เราเก็บข้อมูลมาว่าปี 2561 ค่าเล่าเรียนปีละ 100,000 บาท อีก 19 ปีข้างหน้า ลูกจะเข้าเรียนจะกลายเป็น 302,559.95   บาท รวมตั้งแต่ปริญญาตรีปี 1 – 4 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1,323,583.60  บาท

ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าแต่ละช่วงเวลาจะต้องใช้เงินเท่าไหร่บ้าง ต่อไปจะเป็นวิธีออกแบบว่าจะต้องเก็บอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น

ขั้นตอนที่ 3 เลือกวิธีการเก็บและการรักษาเงิน

ตอนนี้เรารู้เป้าหมายแล้วว่าจะต้องเตรียมเงินค่าเล่าเรียนทั้งหมด 2,023,580.76 บาท ต่อไปก็จะต้องมาออกแบบว่าควรเก็บแบบไหน สะสมปีละกี่บาท เครื่องคิดเลขทางการเงิน Ez calculators ก็ช่วยเราคำนวนเงินเก็บรายปีได้นะจ๊ะ

วิธีกดเครื่องคิดเลขทางการเงิน

  • FV = 2,023,580.76 (เป้าหมายเงินที่ต้องการจะเก็บ)
  • Rate = 3% (ผลตอบแทนที่เรานำเงินไปลงทุน)
  • Periods = 15 ปี (ระยะเวลาเก็บเงิน)
  • Compounding = Annually (รายปี)

จากนั้นกดช่อง PMT ควรเก็บเงินให้ได้ปีละ 108,801 บาทหรือเฉลี่ยเดือนละ 9,066.75 บาท (คิดง่ายๆจาก 108,801 หาร 12) จากตารางเราจะเห็นแล้วว่าเป้าหมายเดียวกัน คือ 2,023,580.76 บาท “ระยะเวลาการเก็บเงินและผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้เราเก็บเงินรายเดือนแตกต่างกัน” ถ้าเรารู้จักแต่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ยประมาณ 1% นิดๆ ก็จะต้องสะสมเงินเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 10,476.49 บาท

ตัวอย่างนี้ใช้วิธีการลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินอีกเยอะมากที่เรานำมาใช้ได้ มันขึ้นอยู่กับการออกแบบวิธีการเก็บเงิน และความเข้าใจในการลงทุนแบบต่างๆ เช่น

  • แบ่งช่วงเวลาการเก็บเงิน 
    • อีก 1 – 3 ปี ลูกจะเข้าโรงเรียน ควรเก็บเงินไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้เงินต้นปลอดภัย เช่น ฝากประจำ เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง สลากออมสิน สลาก ธกส. กองทุนรวมตลาดเงิน
    • ลูกอายุ 1 ขวบ แต่จะเก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนมัธยมไปถึงปริญญาโท ซึ่งเป็นการเก็บเงินระยะยาว มีเวลามากพอที่เก็บไว้ในที่ทีมีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น เช่น กองทุนรวมผสม กองทุนรวมหุ้น ในขณะที่บางคนใช้ประโยชน์จาก LTF (ขายได้ทุก 7 ปี) เพื่อลดหย่อนภาษีและเก็บเป็นเงินค่าเล่าเรียนของลูก

การรักษาเป้าหมาย

พ่อของอภินิหารเงินออมเป็นข้าราชการบำนาญ ที่อยู่ได้ไม่นาน พ่อต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ 3 เดือน ก็เสียชีวิตไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในขณะที่เรายังเรียนไม่จบ ยังจำได้แม่นเลยว่า วันนั้นหมอเรียกให้เราไปดูใจพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไปไม่ทัน เราเดินตามรอยเลือดที่พื้นไปถึงเตียงของพ่อ ใช้มือขวาของเราปิดตาพ่อเบาๆแล้วคิดในใจว่า “หลับให้สบายนะคะ พวกเราดูแลตัวเองได้”

หลังจากเผาศพของพ่อแล้ว เย็นวันนั้นเราต้องรีบกลับเข้ากรุงเทพเพื่อไปสอบปลายภาค ส่วนแม่ก็จัดการเรื่องเงินก้อนสุดท้ายของพ่อ เราขอแบ่งเงินนั้นมาส่วนหนึ่ง เพื่อจ่ายค่าเทอมที่เหลืออยู่ ส่วนค่ากินอยู่ ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ต้องไปทำงานหาเงินใช้เอง กว่าจะเรียนจบมันไม่ง่ายเลยจริงๆ…

จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีสติ ทำใจยอมรับ เมื่อมีการเสียชีวิต ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับคนที่มีชีวิต โชคดีที่เรายังมีเงินก้อนสุดท้ายมาใช้จ่ายเพื่อประคองให้ครอบครัวผ่านช่วงดราม่าออกมาได้ แล้วผู้อ่านล่ะคะ เตรียมแผนฉุกเฉินให้ครอบครัวของเราบ้างแล้วรึยัง?  #มีแผนฉุกเฉินแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วมันไม่มี

อยากเห็นอนาคตครอบครัวของเราเป็นอย่างไร เราออกแบบได้ตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเรามีเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน เก็บสะสมเงินได้ สุดท้ายเราควรรักษาเป้าหมายนั้นไว้ให้ได้ด้วย ซึ่งเครื่องมือทางการเงินชนิดเดียวที่ให้ความคุ้มครองได้ คือ ประกันชีวิต

กรณีที่ 1 มีประกันชีวิต

ถ้าเราทำประกันชีวิตครอบคลุมค่าเล่าเรียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหากเราเสียชีวิตไป เงินก้อนสุดท้ายนี้จะส่งให้ลูกเรียนจบตามที่วางแผนไว้แน่นอน แต่ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นทุนเริ่มต้นให้ลูกหลังเรียนจบได้ เช่น ประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยประกัน 10 ปี คุ้มครอง 15 ปี ซึ่งภายใน 15 ปี

เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นมี 2 แบบ

  1. หากพ่อหรือแม่เสียชีวิตกระทันหัน ลูกจะได้รับเงินก้อนจากประกันชีวิตเป็นทุนการศึกษา เรียนจนจบตามที่พ่อหรือแม่ตั้งใจไว้
  2. พ่อหรือแม่มีชีวิตอยู่ ครบปีที่ 15 เงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นเงินทุนการศึกษาให้ลูก หรือ กลายเป็นเงินทุนเริ่มต้นให้ลูกหลังเรียนจบ เขาอยากสร้างธุรกิจอะไรก็เริ่มได้จากเงินก้อนนี้

กรณีที่ 2 ไม่มีประกันชีวิต

ถ้าเราสะสมเงินลงทุนเอง เงินเติบโตเป็นที่น่าพอใจ แต่ไม่เคยป้องกันความเสี่ยงชีวิตตัวเอง หากเสียชีวิตไปทั้งที่เป้าหมายการเก็บเงินยังไม่สำเร็จ ภาระทั้งหมดก็จะตกอยู่กับคนที่มีชีวิตอยู่ ทั้งหนี้สินและรายจ่ายต่างๆในครอบครัว ส่วนเงินเก็บสะสมที่ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียนของลูกอาจจะกลายเป็นรายจ่ายเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อก็ได้

บทความนี้ค่อนข้างยาว อภินิหารเงินออมขอสรุปสั้นๆตามภาพนี้ คือ  “เลือก – รวบรวม – เก็บรักษา” เพื่อเป็นแนวทางวางแผนเก็บเงินค่าเล่าเรียนให้ลูก เห็นแค่นี้ก็เหงื่อตกแล้ว นี่ยังไม่รวมเงินที่ต้องสำรองไว้กับอาการเจ็บป่วยของลูกที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ใจเย็นๆ วันนี้ค่อยๆวางแผนทีละเรือง ตามกำลังความสามารถในการหารายได้ของตนเอง อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพิ่มหรือลดรายจ่ายส่วนไหนได้บ้างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วจะได้ไม่ช๊อตช่วงใกล้เปิดเทอมอีกนะคะ

**ขอย้ำว่า แนวคิดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว 

ผู้อ่านที่รักควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองนะคะ

ข้อมูล

รวมค่าเทอมโรงเรียนดังในเชียงใหม่ปี 60

http://www.thaijobsgov.com/jobs/177821

การไม่ลงทุนมีความเสี่ยง : ฝันพังไม่รู้ตัว ถ้ายังกลัวเรื่องการลงทุน

ฝันพังไม่รู้ตัว ถ้ายังกลัวเรื่องการลงทุน เพราะ “การไม่ลงทุนมีความเสี่ยง”

เชื่อมั้ยครับว่า “การไม่ลงทุนมีความเสี่ยง” ?

วันก่อนนั่งคุยกับเพื่อนๆ สมัยมัธยม อัพเดทชีวิตแล้วก็คุยกันเรื่องเก่าๆ สมัยเรียนและการใช้ชีวิตของเด็กยุค 90 แทบไม่อยากเชื่อเลยว่า การย้อนอดีตราคาข้าวของที่ซื้อกันสมัยนั้นมันช่างต่างจากวันนี้เหลือเกิน ตัวอย่างเช่น

“ข้าวราดแกง 2 อย่างจานละ 12-15 อะไรงี้ ค่ารถเมล์ 3.50 บาท ขนมห่อละ 2-5 บาท การไปโรงเรียนแต่ละวัน ค่ารถเมล์ ค่ากินข้าวกินขนม วันนึงมีเงินแค่ 30-40 บาทก็ใช้ได้อย่างสบาย แต่!! สมัยนี้จะซื้อข้าวราดแกงราคานั้นได้หรอ เดี๋ยวนี้ 40-50 บาทกันแล้ว!”

และถ้าถามว่าจะออกจากบ้านไปทำงานทีต้องมีเงินเท่าไหร่? แค่ออกจากปากซอยก็จ่ายพี่วิน 10-20 บาทแล้วจ้า อีก 20 บาทนั่งรถเมล์-รถตู้ไปทำงานพอไหว สรุปว่าสมัยนี้เอาเงินจำนวนเท่ากันไปทำงานได้แต่เอาตัวกลับบ้านไม่ได้ แถมยังไม่มีกินกลางวันอีก จบข่าว

พอมานั่งคิดๆดู บางทีข้าวของมันแพงขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะเราอาจจะเคยชินในการใช้ชีวิตประจำวัน การทยอยปรับขึ้นราคาทีละนิดๆ เราก็จ่ายไปปกติและไม่ได้สังเกตจนเรามามองย้อนหลังหลายๆปี นี่ล่ะพอไปฟังรุ่นแม่รุ่นยายบอกว่าเมื่อก่อนข้าวจานละ 1-2 บาท ก็คงจะจริง

แล้วพอนึกถึงอนาคตของตัวเองว่าในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็คงไม่ต้องถามแล้วล่ะว่าของจะแพงขึ้นกว่านี้อีกไหม? แพงขึ้นแน่ๆอยู่แล้ว และคำถามที่ต้องมาก่อนข้อสงสัยว่าตายแล้วไปไหน ก็คงเป็นคำถามที่ว่า “เกษียณแล้วจะอยู่ยังไง?” รวมถึงฝันต่างๆที่เราต้องการมันจะเป็นจริงได้หรือถ้าเราไม่ได้วางแผนเอาไว้?

พอมานั่งนึกๆดูแล้วหลายคนอาจจะแอบกรี๊ดในใจเบาๆและจินตนาการได้ว่า “ในอนาคตเราอาจจะต้องกินข้าวแกงจานละ 100 บาทแน่ๆ น้ำกระป๋องละ 30 บาท บ้าน รถ คอนโด ราคาก็จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ เงินเก็บที่เรามีในวันนี้อาจจะซื้อได้แค่ประตูรถกับฝากระโปรงรถในวันหน้าได้เท่านั้น” ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นหมอดูก็ทำนายได้อยู่แล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าในอนาคตเราอยากจะลดความฝันให้เล็กลงหรือจะมีชีวิตที่ฝันเป็นจริงได้ตามเป้าหมาย

แน่นอนถ้าเราอยากมีชีวิตที่ทำได้ตามเป้าหมายจะต้องทำอย่างไร?

  1. เราต้องยอมรับก่อนว่า ราคาที่เราต้องจ่ายกับข้าวของและความฝันที่อยากเป็นนั้น มันจะแพงขึ้นเรื่อยๆตามค่าครองชีพที่สูงขึ้นในแต่ละปี และเงินฝากที่อยู่ในบัญชีออมทรัพย์จะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป
  2. เราต้องรู้จักการนำเงินออมที่มีอยู่ไปสร้างความมั่งคั่งให้งอกเงยด้วยวิธีการในรูปแบบใหม่ด้วย การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้, กองทุนรวม หรือ หุ้น ที่สามารถให้ผลตอบแทนมากกว่า สามารถเอาชนะเงินเฟ้อที่ทำให้ของแพงได้ และสามารถต่อยอดความฝันของเราให้เป็นจริงได้ในอนาคต
  3. เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หลายคนไม่ได้ต้องการจะรวยก็เลยไม่ได้ลงทุน แต่เดี๋ยวนี้คงต้องเปลี่ยนเป็นถ้าไม่อยากจนลงก็ต้องลงทุน และนิยามการลงทุนก็ต้องเพิ่มเป็น การลงทุนแม้จะมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยงต่อความฝันและอนาคตเช่นเดียวกัน
  4. การเริ่มต้นจากศูนย์ก็ควรมีเพื่อนคู่คิดที่ช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุน ผมแนะนำให้ลองเข้าไปติดต่อพูดคุยกับทาง SCB Investment Center เขาจะมีข้อแนะนำและมีเครื่องมือในการลงทุนเยอะมาก เดี๋ยวนี้ก็มีแฟนเพจหลายๆคนไปจัดพอร์ต DCA ในกองทุนรวมและเปิดบัญชีออมหุ้นกับทาง SCB กันหลายคนแล้วนะครับ ที่นี่ให้บริการอย่างครบวงจรเลย สนใจลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์นะครับ https://investmentcenter.scb.co.th

ท้ายสุดผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า การลงทุนจะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญในอนาคต อย่ากลัวการลงทุนจากการที่เงินต้นหายไป เพราะปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้จากการที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ

“การไม่ลงทุน อาจทำให้เราไม่สามารถพาชีวิตไปสู่ความฝัน และชีวิตทางการเงินที่ดีในอนาคตได้”

ดังนั้นเริ่มการลงทุนตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ…

แน่นอนว่าผมเองก็มีคลิปดีๆที่น่าสนใจอยากจะให้เพื่อนๆได้เห็นภาพว่าหากเราไม่ลงทุนในอนาคตความฝันของเรามันจะเหลือแค่ไหนจากทาง SCB ครับ ชมคลิปได้เลยที่ https://youtu.be/ZOTLjHTuI_c

บทความนี้เป็น Advertorial

รักจะทำธุรกิจ อย่าลืม!! เข้าใจวิธีคิด “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” (ตอนแรก)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ อะไร ?

 

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” ต้องหักไว้จากเงินได้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ “ผู้รับเงิน” และถือเป็น “เครดิตภาษี” ของผู้รับเงิน (ผู้มีรายได้) ในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยจะมีหลักฐานที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ที่ผู้จ่ายเงินมอบให้แก่ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน

WT

การหักภาษี ณ ที่จ่าย กับการเสียภาษี

สมมุติว่า นายบักหนอม มีรายได้ที่ต้องเสียทั้งหมดในปี จำนวน 15,000 บาท แต่เรามีภาษีหัก ณ ที่่จ่ายที่ถูกหักไว้แล้วระหว่างจำนวน 10,000 บาท แปลว่าในปีนั้นเราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมแค่เพียง 15,000 – 10,000 = 5,000 บาทเท่านั้นเอง (10,000 บาทที่ถูกหักไว้ นำไปเครดิตออกจากภาษีที่ต้องชำระตอนปลายปี)

 

แต่สำหรับบทความของภาษีธุรกิจในวันนี้ ผมมีเรื่องราวอีกมุมหนึ่งสำหรับเจ้าของกิจการ หรือ “ผู้ที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งมีหน้าที่ หักภาษีไว้ และ นำส่งภาษี แก่พี่ๆ สรรพากร ซึ่งถ้าหากไม่นำส่งแล้ว จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายด้วยนะครับ

 

ทีนี้เมื่อรู้ว่ามีหน้าที่ทีต้องหักและนำส่งภาษีไว้แล้ว คำถามต่อมาก็คงจะเป็นว่า แล้วจะหักและนำส่งยังไงดี จะรู้ได้ไงว่าค่าใช้จ่ายไอ้นี่ต้องหัก ค่าใช้จ่ายไอ้นั่นไม่ต้องหัก หักเสร็จแล้วต้องไปไหน แบกเงินไปให้พี่สรรพากรเลยไหม หรือจะยังไงกับชีวิตต่อไป โว๊ะ!! คิดแล้วปวดหัว … มาครับ วันนี้จะอธิบายให้สั้นๆง่ายๆแบบใช้ได้จริงในสไตล์ #TAXBugnoms ครับ

ผมให้ขั้นตอนพิจารณาสั้นๆง่ายตามนี้ครับ…

1. คนจ่ายเป็นใคร ระหว่าง “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล”
2. ผู้รับเงินเป็นใคร ระหว่าง “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล”
3. เงินที่เราจ่ายไปนั้น คือ เงินได้ประเภทไหนตามกฎหมาย (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ เข้าใจเงินได้ 8 ประเภทใน 2 นาที)
4. กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษีหรือไม่

 

สำหรับข้อมูลของกฎหมายนั้น เราสามารถหาดูได้ง่ายๆจากรายละเอียดในเวปไซด์สรรพากรเลยครับ ซึ่งวิธีการดูนั้นคือ เราจะเริ่มจากดูตาม 1-4 และเปรียบเทียบดูว่ากฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราเท่าไรครับ

 

WT2

 

เมื่อหักเสร็จแล้ว ให้นำส่งพี่ๆสรรพากร ซึ่งโดยปกติจะใช้แบบแสดงรายการประเภทต่างๆ ตามประเภทของเงินได้ครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ แบบ ภ.ง.ด. 1 ภ.ง.ด. 3 และ ภ.ง.ด. 53 นั่นเองครับ

 

เห็นไหมครับว่า ถ้าเราเข้าใจเพียง 4 ข้อนี้พร้อมกับนำส่งภาษีได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เรื่องของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายนั้นกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีปัญหาและทำให้ไม่ต้องมีปัญหาย้อนหลังกับพี่ๆสรรพากรอีกด้วยครับ แต่สำหรับตอนนี้คงต้องพักไว้เท่านี้ก่อนครับ ไว้ในตอนต่อไปผมจะมาอธิบายวิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายพร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียดให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ

 

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆพีๆน้องๆ ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้องกันทุกคน และไม่มีปัญหาใดๆกับทางสรรพากรนะคร้าบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save