ตามกระแส ice bucket อย่างไรไม่ให้เงิบ

วันนี้กรุจะมาพูดคุยเรื่อง Ice Bucket Challenge แบบเน้นๆในสไตล์ของพี่เกรย์ให้ฟังกันสัส ว่ามันดีไม่มีหรือมีปัญหาอย่างไร เพราะตอนนี้มันกลายเป็นกระแส Talk Of The Town ไปแล้วไงสัส และที่สำคัญเมื่อวันก่อนก็มีแควนเพจหลังไมค์มาถามว่า กรุมีความคิดเห็นกับกรณีนี้อย่างไรบ้าง

อันดับแรกนะสัส พวกมรุงต้องเข้าใจก่อนว่า Ice Bucket Challenge คืออะไร มันไม่ใช่เอาน้ำแข็งมาราดสาดกัน เหมือนที่พวกมรุงชอบทำกันในวันสงกรานต์ แต่มันเป็นโครงการช่วยเหลือ “ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)”  เพื่อรณรงค์ให้คนทั้งหลายตืนตัวและรู้ถึงอันตรายของโรคนี้ โดยคนเริ่มต้นแคมเปญนี้คือ Pete Frates อดีตนักกีฬาเบสบอลระดับมหาวิทยาลัยผู้ป่วยโรคนี้นั่นเอง และมันก็ลุกลามไปถึงดารา นักร้อง นักกีฬา นักแสดง และคนอื่นๆอีกมากมายจนถึงประเทศไทย

ทีนี้มาดูมุมมองกรุบ้างสัส มรุงรู้ไหมว่า Ice Bucket Challenge มันทำให้เราทุกคนมองเห็นอะไร

ข้อแรก ถ้าอยากตามกระแสแต่ต้องรู้วัตถุประสงค์

อย่างที่บอกไปสัส แคมเปญนี้มันไม่ใช่เอามาเล่นกันเล่นๆแต่มันทำให้เห็นว่า การเอาน้ำเย็นเจี๊ยบ (น้ำแข็ง) ราดหัวตัวเอง มันทำให้มรุงหนาวจนตัวสั่นและควบคุมไม่ได้ ซึ่งมันคืออาการคล้ายๆกับโรค ALS ที่ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้จนไปถึงระบบการหายใจได้ลำบาก เรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ชีวิตคนป่วยไงล่ะสัส

แต่ผลดีดกลับของกระแสก็คือ การสร้างความรู้สึกผิดบาปไงสัส คนดังบางคนแม่มอาจจะไม่ได้อยากทำ ลำพังงานแม่มก็ยุ่งจะตายห่าน แต่มันก็ต้องทำเพราะคำว่า “ความดี” มรุงลองคิดสิ ถ้ามีใครสักคนออกมาบอกว่า “ไม่ทำ” กระแสสังคมแม่มจะกลับด้าน และถ้ามรุงยิ่งเป็นคนของประชาชน กรุรับประกันได้เลยว่า มรุงเตรียมตัวโดนบูชายันได้เลยสัส ส่วนไอ้พวกตามกระแสทั้งหลายที่ทำไปโดยไม่รู้อะไร มรุงจงรีบไปบริจาคเหอะสัส

ข้อสอง อย่าด่าไปก่อนล่วงหน้า ระวังจะกลายเป็นหมาหน้าเงิบ

บางคนแม่มด่าก่อนเลยว่า ทำห่านอะไรไร้สาระ จริงอยู่มันอาจจะไร้สาระในสายตาของพวกมรุง แต่ถามว่ามันได้ประโยชน์ไหม แน่นอนสัส มันได้แน่นอน ทั้งเรื่องของเงินบริจาคที่มากขึ้นอย่างรวดเร็ว และการพูดปากต่อปากให้คนรู้จักเรื่องราวของโรคนี้อีกหลายทอด

สิ่งที่มรุงควรจะนำมาเตือนใจก็คือ การบริจาคมันทำได้เสมอโดยที่ไม่มีกิจกรรม ไม่ต้องมีแคมเปญ แต่มันต้องมาจากจิตใจที่อยากจะแบ่งปันให้กับคนอื่นแทนต่างหากสัส ไม่ว่าเค้าจะทำอะไรบ้าบอก็ตาม (โดยไม่ทำร้ายคนอื่น) แต่ถ้าผลที่ได้นั้นมันเป็นประโยชน์ มันก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ #สัสกรุแม่มพระเอกชัดๆ และกรุอยากจะย้ำว่า ที่พวกมรุงมีชีวิตแบบนี้ ได้อ่านบทความกรุ ได้เล่นเฟสด่ากรุ มันดีแค่ไหน ดังนั้นอย่าด่าทอสัส แต่คิดไปเลยว่า มรุงจะช่วยอะไรโลกห่วยๆใบนี้ได้บ้าง นอกจากคอมเม้นท์ด่าเรื่องภาษาของกรุไงดวกส์

ข้อสาม เป็นโอกาสเรียนรู้เรื่อง marketing

แคมเปญนี้แม่มคือตัวอย่างของ Viral Marketing ชั้นดี เพราะกฏมันกำหนดให้ว่าเราต้อง Tag ชื่อเพื่อน 3 คนใน Social Network และมันต้องทำภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากถูก Tag แถมยังต้อง Tag ไปเรื่อยๆอีกต่อเนื่อง แถมที่มันดัง แม่มดังเพราะคนดังทำอีกต่างหาก มันก็ยิ่งสนุกสนานไปกันใหญ่

ตอนนี้ไปๆมาๆมันกลายว่าคนที่ทำไม่ได้บริจาคเพราะโรค ALS แต่ไปบริจาคให้องค์กรต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับแคมเปญนี้ ซึ่งถามว่ามันผิดไหม มันก็ไม่ผิดกฏหมายหรอกสัส แต่มันผิดวัตถุประสงค์ และมันยิ่งชี้ชัดไปอีกว่า วันหนึ่งถ้าสิ่งที่มรุงทำมันดัง มรุงไม่มีวันเป็นตัวของตัวเองได้ มันจะถูกบิดเบี้ยวเพี้ยนไปให้แล้วแต่ใจของ Viral นั้นปรารถนา

ก่อนนอนคืนนี้ พี่เกรย์อยากบอกพวกมรุงว่า
จงเรียนรู้อยู่อย่างแตกต่าง เพราะโลกกว้างนั้นมากกว่ากะลาที่ครอบมรุงอยู่

5 คำถามวัดใจ ถ้าเจอใครมาขายตรง

เอาล่ะสัส วันนี้กรุมีบทความกระแทกใจในสไตล์พี่เกรย์มาอีกแล้ว คราวนี้ขอเจาะเน้นๆในหัวข้อวิธีจัดการพวกขายตรงแบบผิดๆกันเลยดีกว่าสัส สำหรับคนที่สงสัยว่ามิตรภาพของมรุงถูกใช้ในทางที่ผิด หรืออิสรภาพทางการเงินที่มรุงสงสัยมันจะเป็นแบบที่มรุงหวังไว้ไหม กรุบอกเลยว่า ถ้ามรุงอยากรู้ว่าเพื่อนที่แสนดีที่ประกอบอาชีพขายตรงของมรุงนั้นมันหวังดีจริงๆกับมรุงหรือมันแค่หลอกใช้ความสัมพันธ์มาเพื่อหวังเงิน

นี่คือแบบทดสอบ 5 ข้อที่พี่เกรย์ให้มรุงเอาไปถามเพื่อวัดความสามารถเชิงคุณภาพของคนที่มันมาหลอกขาย เอ้ย มานำเสนอสิ่งดีๆให้มรุงไงล่ะดวกส์

ข้อแรก

ถามถึงต้นทุนของสินค้า เพราะว่าระบบขายตรงแม่มคือระบบในการขายโดยผ่านตัวแทนแทนที่จะโฆษณาเปลืองงบมาร์เก็ตติ้ง (เห็นบอกกันอย่างนั้น) แล้วเอาเงินมาแบ่งให้เครือข่ายกลุ่มจัดจำหน่ายสินค้าแทน ดังนั้นคำถามที่มรุงควรถามลำดับแรกก็คือ ของที่เธอเอามาขายเรานั้น หรือของที่เธอจะให้เราซื้อยกชุดนั้น มันมีต้นทุนเท่าไรหรอจ๊ะ ถ้าเธอไม่ทราบ แล้วทำไมเธอถึงไม่ทราบ พอถึงตรงนี้มรุงจงหยุดฟังเค้าอธิบาย ที่กรุเจอมากับตัวคือแม่มห่วยสัสขนาดที่ยังไม่รู้คุณสมบัติของสินค้าเลยว่ะสัส ดังนั้นถ้าแม่มไม่รู้ถึงเรื่องของสินค้า มรุงบอกซาโยนาระได้เลยครับดวกส์

ข้อสอง

ค่าคอมมิชชั่นของแต่ละส่วนคือเท่าไร ข้อต่อมามรุงจงถามมันต่อไปว่า “แล้วค่าคอมมิชชั่นที่มรุงได้รับคือเท่าไร” มีระบบการจ่ายเงินอย่างไร และถามย้ำต่อไปว่า “แล้วส่วนของ Upline ล่ะ” แล้วส่วนของ “เจ้าของระบบ” คือเท่าไร ไล่แม่มเข้าไปให้มันจนมุมกันไปเลยครับสัส แล้วมรุงจะรู้ว่า เพื่อนของมรุงคนนั้นแม่มรู้จริงจัง หรือหวังฟันกำไรจากมรุงเท่านั้น

ข้อสาม

Business Model ของธุรกิจและแนวโน้มในอนาคตคืออะไร การถามถึง “อนาคต” เพื่อที่ว่ามรุงต้องให้เพื่อนมรุงระบุให้ชัดว่า ผลตอบแทนที่มรุงจะได้จากธุรกิจของมันนั้นแตกต่างจากเจ้าอื่นอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจที่ควรทำนอกจากคำว่า “อิสรภาพการเงิน” และ “มรุงอยากมีชีวิตที่ดีไหม อยากเป็นลูกจ้างไปจนตายหรือ” อะไรแบบนี้ ตรงนี้กรุแนะนำให้ลองถามถึง 5-Force Model และ SWOT Analysis ประกอบไปด้วยนะสัส และถ้าจะให้แจ๋ว ลองลงไปยัง Benchmark ของธุรกิจเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม ดู Sale Growth, ROE ประกอบกัน

ข้อสี่

เจ้าของบริษัท ประวัติโดยย่อ ข้อมูลทางกฎหมายและบัญชี ต่อมามรุงต้องลงลึกไปยังข้อมูลว่า เจ้าของบริษัทคือใครเป็นอะไรที่ไหน เงินทุนหมุนเวียนมาจากไหนยังไงบ้าง มีการกู้เงินบ้างไหม ผู้ถือหุ้นมีใคร บ้างและที่สำคัญ มรุงควรลองของบการเงินของบริษัท การนำส่งภาษี ข้อมูลคดีความการฟ้องร้อง การจ่ายผลตอบแทนที่เป็นธรรม ไปจนถึงข้อมูลนายจ้างนำส่งกระทรวงแรงงานและประกันสังคม

ข้อสุดท้าย

ธุรกิจนี้อยู่ได้ด้วยอะไร คำถามสุดท้าย คือ ธุรกิจนี้อยู่ได้เพราะการขายสินค้า หรือการหา Network วะสัส ถ้ามรุงอยู่ได้โดยการหลอกฟาย เอ้ย สร้างเครือข่ายขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีตัวสินค้า หรือสินค้าจับต้องไม่ได้อยู่ในอากาศ อันนี้น่ากลัวสัสๆ เพราะมันจะเข้าข่ายผิด พรบ.ขายตรงและตลาดแบบตรงหรือไม่ ที่สำคัญต้องดูไปด้วยอีกว่าธุรกิจนั้นมีปัญหากับ สคบ. ด้วยหรือเปล่า มีการอนุญาตที่ถูกกฎหมายไหม แต่ถ้าไม่มรุงก็ระวังว่ามันจะเป็นธุรกิจที่ผิดพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งตรงนี้ต้องขอหลักฐานมาให้ดูด้วยนะสัส ไม่ใช่บอกลอยๆว่าผ่านแล้ว แล้วมรุงก็เชื่อซะงั้นนะดวกส์

สุดท้ายนะสัส ธุรกิจทุกธุรกิจมีทั้งคนดีและคนเลว มีทั้งคนประสบความสำเร็จและล้มเหลว ดังนั้นมรุงจะคิดสิคิดพินิจพิจารณาให้ดีไม่ใช่เอาแต่เชื่อวิมานในอากาศที่ใครยัดมาใส่สมองแบบนั้น เดี๋ยวคนเค้าจะหาว่าเราอยากรวยทางลัดแต่ไม่มีสมองนะจ๊ะสัส พี่เกรย์เตือนด้วยความหวังดีจากหัวใจด้วยภาษาจังไรแบบนี้แหละจ๊ะ อ้อ ลืมบอกไป ถ้าเพื่อนมรุงมันตอบได้ทั้งห้าข้อ แต่มรุงไม่อยากทำ ก็ชมมันว่าเก่งจังเลยไปสักหนึ่งทีแล้วยกมือไหว้ขอโทษดีๆ พร้อมกับบอกว่า เออโทษทีเราคงไม่ทำ แค่นี้เพื่อนกันคงไม่โกรธใช่ไหม เราแค่อยากฟังสิ่งดีๆที่เธอนำเสนอเฉยๆ ไปก่อนนะบายยยยย

ใช้จ่ายยังไงให้รวย ฉบับมาดามซูซี่

สวัสดีค่ะ วันนี้เจ๊ก็มีเรื่องราวดีๆมาฝากเช่นเคยเกี่ยวกับการใช้จ่ายยังไงให้รวย รวยจริงๆนะค่ะ อย่าไปรวยแต่… บ้า ทะลึ่ง ไม่เอา ที่เจ๊คิดจะทำบทความนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ไปอ่านเจอเรื่องราวของพวกฝรั่งมั่งค่าในหัวข้อ How to Spend Smart and Live Rich พวกฝรั่งเนี่ยมันช่างสรรหานะคะ เอามาเป็นตัวอย่างดีๆ เลิศๆให้พวกเธอลองนำไปใช้ได้ชิมิ

############# ใช้จ่ายยังไงให้รวย #############

วิธีแรก ลดการใช้ นำใช้หลายๆที เอาไปรีไซเคิล

เดี๋ยวนะ! พวกหล่อนคงฉลาดพอที่รู้ใช่ไหมว่าของบางอย่างมันใช้ตามแพทเทิ่นนี้ ไม่ใช่มาถามเจ๊ว่า “เจ๊ๆๆๆแล้วนู๋จะเอาภาชนะปลากระป๋องมาบรรจุใหม่ได้ไหมค่ะ” บร้าหรอ หล่อนก็ต้องพิจารณา เรื่องพวกนี้มันคือ มันสมองต่อยอดไปทางเครเอทิวิตี้ ของหล่อนด้วย ขำขันนะคะ มาฟังของเจ๊ก่อนดีกว่า ที่ทำงานเจ๊ที่อโศกเนี่ยจะมีการลด นำไปใช้หลายๆที และก็เอาไปรีไซเคิลนะคะ 

ซองจดหมาย กระดาษปริ้นท์ : ใช้ได้ทั้งข้างหน้าและข้างหลังนะค่ะ ซองจดหมาย โดยเฉพาะที่เวียนในออฟฟิศขนาดใหญ่ พนักงานหลายหมื่นหลายแสน พวกหล่อนก็ขีดๆฆ่าๆก็ได้ว่าจะให้ไปถึงใคร ขีดเส้นแบ่งมันเป็นช่องๆค่ะ วนกันในออฟฟิศประหยัดดีค่ะ ใช้ได้ตั้งหลายครั้ง แล้วกระดาษทั้งหมดเวลาไม่ใช้แล้วเอาไปทำอะไรได้อีกเยอะแนะนะคะ อิพวกทำงานออฟฟิศชองจัดกิจกรรมกันอยู่แล้ว หล่อนก็เอาไปสรรหาไอเดียแข่งกันเลย ใครคิดอะไรได้ก็ให้รางวัลกันไปค่ะ ที่ออฟฟิศทำแบบนี้กันค่ะ คิดไม่ออกก็เอาให้ลูกกลับไปวาดรูปเล่นแล้วกันนะคะสำหรับกระดาษที่ใช้แล้วแต่ไม่เป็นความลับ

วิธีที่ 2 ให้ความสำคัญของการใช้จ่ายแต่ละสิ่ง

เวลาพวกเธอซื้อของมานะ เธอต้องคิดดีๆและใช้จ่ายกับมันอย่างสำคัญ มันก็มี 2 สิ่งที่ต้องคิดเสมอก็คือ

1. ซื้อมากก็ต้องดูแลมาก

จริงๆนะคะ จริงๆๆๆ หล่อนมีหมาอยู่แล้วซื้อแมวมาเลี้ยงอีกตัว มันเป็นภาระบ้านมากเลยนะคะ เจ๊นึกอะไรไม่ออกค่ะเลยนึกถึงน้องชายเพศหญิงของเจ๊ที่ชอบเลี้ยงสัตว์เต็มบ้าน บางครั้งเราคิดว่าเราซื้อๆมาเถอะวางไว้เฉยๆก็ได้ ทุกอย่างมันต้องดูแลนะคะ ถ้าไม่ดูแลมันก็จะเสื่อมคุณภาพ หากเธอซื้อของมาวางไว้เฉยๆ รอมันเสื่อม อย่างงี้ไม่ต้องซื้อมาก็ได้ค่ะ ชะนีบางนางรองเท้า 500 คู่ เจ๊ตกใจมาก เจ๊ว่ากางเกงบอลใส่แมนๆที่บ้านเจ๊เยอะแล้วยังสู้พวกนางไม่ได้เลย

2. ซื้อแต่ละอย่างจำเป็นแค่ไหน

บางอย่างมันไม่จำเป็นเลยขอบอก หล่อนต้องไม่ลืมนะคะว่าหล่อนมีเงินแค่ไหน มันสามารถเอามาใช้จ่ายอะไรได้บ้าง และสุดท้ายหล่อนได้ใช้อะไรที่มันเรี่ยราดหรือเปล่า เพื่อนเจ๊คนนึงในออฟฟิศมันเป็นโรคชอบซื้อของไปเรื่อย พอเห็นอะไรอยากได้ก็ซื้อๆ เจ๊ถามว่ามันจำเป็นไหมคะ มันก็ตอบว่า ##ไม่รู้ เห็นถูกเลยซื้อมาก่อน## ไม่ไหวจะเคลียร์นะค่ะ ปัจจุบันนางก็ไม่มีเงินเก็บหรอกค่ะ มีแต่สินทรัพย์รอการขายตั้งแต่ เครื่องสำอางค์ยันรองเท้าแก้ว อย่างงี้แก่ไปไม่มีเงินเก็บนะคะ ควรจะรู้ไว้นะค่ะว่า ใช้จ่ายอย่างไรให้รวย

อะไรไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อค่ะ ของไม่ซื้อวันนี้ วันหน้ามันก็มีให้ซื้อ ถ้ามันหมดตลาดมันก็มีรุ่นใหม่ ถ้ามันขาดตลาดเดี๋ยวเขาก็นำเข้ามาให้หล่อนซื้อเองล่ะค่ะ

วิธีที่ 3 ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

บางทีเราใช้เงินไปไม่รู้หรอกว่าใช้ไปขนาดไหน ชิมิ อิพวกแบงค์ 20 เนี่ย ใช้ไปซื้อโน้นนี่หายไป 10 ครั้ง ก็ 200 แล้วเธอ บางทีเราไม่รู้เลยว่ามันหายไปขนาดไหน ต้องจดบันทึกไว้บ้างนะคะว่าหล่อนจ่ายไปกับอะไร บางทีหล่อนจะเห็นเลยว่า แม่ม จ่ายห่าอะไรวะเนี่ยเยอะแยะ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะทำให้หล่อนสามารถหาสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็นอย่างอิข้อ 2 ได้นะคะ แล้วก็เลิกลากับสิ่งไม่จำเป็น ดูว่าจ่ายกับอะไรกำลังพอดีแล้วคุ้มค่าค่ะ

วิธีที่ 4 ดูแลสุขภาพก็ประหยัดได้นะเธอ

การดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย ซึ่งมันไม่เคยทำร้ายใคร มันทำให้หล่อนๆสุขภาพดี หล่อนออกบ้างก็ดีนะคะ เจ๊ไปเล่นโยคะทุกวันศุกร์กับบรรดาเพื่อนชะนี การออกกำลังกายทำให้หล่อนสุขภาพแข็งแรง ลองคิดสิยะ หากหล่อนต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลทีนี่แม่มจ่ายกันบิลละ 1,000 นึงอย่างต่ำแล้ว หมอเขามีค่าวิชาชีพแพงนะคะ บางคนนอนโรงพยาบาลทีเป็นแสน เป็นล้านบาทเลย ไปวิ่งๆ ยกน้ำหนัก ว่ายน้ำหรืออะไรก็ได้นะเธอ

นอกจากออกกำลังกายการกินอยู่ ก็ต้องระวังนะคะ กินเนื้อดิบ เนื้อมันๆแผลบๆนี่มะเร็งนะคะ แล้วถ้าเป็นโรคอะไรที่มันร้ายแรงแล้วทำให้จิตตก ร่างกายอ่อนแอ ต้องอยู่ในโรงพยาบาล เสียตังเยอะไม่เท่าไหร่ หล่อนทำงานกันไม่ได้นี่เรื่องใหญ่กว่า จะเอาเงินที่ไหนไปให้เมียน้อย เมียหลวงกันละคะ

อย่าลืมเรื่องการพักผ่อนด้วยค่ะ โดยเฉพาะคนทำงานประจำ ที่ทำงานเพื่อเอาโบนัสสุดริด เจ๊ไม่สนับสนุนให้พวกหล่อนทำงานจนตัวตายนะคะ หล่อนรักบริษัทมากขนาดไหน ถ้าหล่อนตายไป เขาก็แค่หาคนใหม่มาทำงานแทนเท่านั้นเองค่ะ

วิธีที่ 5 ทำอะไรได้เองก็ทำเถอะค่ะ

บางคนซื้อทุกอย่างเพื่อความสบาย ไม่ได้ๆๆๆ ไม่ดีๆๆๆ เปลืองตังมากคะ เธอต้องรู้ว่าใช้จ่ายยังไงให้รวย จริงอยู่นะคะที่พวกหล่อนสามารถจ้างคนเพื่อนำเวลาไปใช้ทำอย่างอื่นได้ แต่หล่อนก็ต้องมองก่อนนะคะว่ามันเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายหรือเปล่า บางครั้งแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สามารถตอบความต้องการหลายๆอย่างได้มากกว่า 1 เรื่องได้เช่นกันนะคะ เช่น แบบแว่ หล่อนอยากออกกำลังกาย ก็เปลี่ยนถูกบ้าน ซักผ้า แทนที่จะจ่ายเงินกับค่าเดินทางไปเข้าฟิตเนส หล่อนก็มาทำงานบ้านแทน ใช้แรงได้เหงื่อเหมือนกัน แถมไม่ต้องไปจ้างคนมากวาดถูกที่บ้านด้วย ประหยัด ชิมิ

งานอดิเรกหล่อนทำอะไรก็ทำไปเลยคะ เจ๊เชื่อว่าคนเรามีสิ่งที่ชอบทำเสมอ แล้วเราจะใช้เวลาทำในช่วงที่ว่างๆ เพื่อประหยัดและต่อยอดรายได้ บางคนชอบถักตุ๊กตา หล่อนก็ถักแล้วไม่ต้องซื้อตุ๊กตา แถมยังเอาตุ๊กตามาขายได้ ทำเลยค่ะ มีอีกหลายสิ่งที่หล่อนทำได้ ทำอาหาร ทำขนม แล้วก็ทำกินเองที่บ้านได้ สวยค่ะ ชิมิ หล่อนชอบทำอะไรทำไปเลย 

4 เหตุผลที่คุณไม่ควรออมเงิน

หลายร้อยเหตุผลที่ทำให้คุณไม่ควรออมเงินอาจจะมาจากภาระส่วนตัวหรือสภาพแวดล้อมภายนอกที่คุณเห็นจากคนรอบข้าง ทำให้คุณไม่คิดที่จะเริ่มออมเงินและมีความสุขอยู่กับการใช้เงินในปัจจุบัน สิ่งต่างๆที่คุณคิดนั้นมันเป็น “เหตุผลหรือเป็นเพียงข้ออ้าง” ที่ทำให้คุณสบายใจกับการใช้เงินกันแน่

เหตุผลที่ 1 “ไม่ควรออมเงิน” เพราะชีวิตคนเรามันสั้นนะ

คิดว่า…

มีชีวิตอีกไม่กี่ปีก็ตาย คุณอาจจะเคยเห็นคนรอบข้างที่ขยันทำงานเก่งมาก อดออมทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวแต่กลับเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่มีโอกาสได้ใช้เงินที่ตัวเองหามาเลยสักบาทเดียว ยังไม่ทันใช้เงินให้มีความสุขก็ตายซะแล้ว ชีวิตคนเรามันสั้น มันไม่แน่นอนแบบนี้จะเก็บเงินไปทำไมให้เสียเวลา สู้มีความสุขกับปัจจุบัน ใช้เงินซื้อความสุขใส่ตัวไม่ดีกว่าหรือ

แต่ว่า…

ชีวิตคนเราล้วนเกิดมาแตกต่างกัน ไม่มีใครคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องไปหมดทุกอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่นอาจจะไม่เกิดกับคุณก็ได้ เคยคิดไหมว่าการใช้เงินซื้อความสุขในปัจจุบันจนหมดไม่เหลือเพื่อในอนาคต หากคุณเกิดเป็นผู้โชคดีที่อายุยืนมากกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะโชคดีที่แก่แล้วสุขภาพดีเดินเหินไปไหนเองได้ การใช้ชีวิตประจำวันก็จะไม่ลำบาก แต่ถ้าหากคุณเป็นผู้สูงอายุที่รวมสารพัดโรคตั้งแต่เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ที่แต่ละเดือนต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลตัวเองแพงมาก

ลองนึกเล่นๆว่าหากคุณไม่เก็บเงินไว้ถึงตอนนั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ลำพังแค่ป่วยนอนโรงพยาล 2-3 วันขยับตัวไม่ได้ยังเบื่อเลย แต่ก็ยังดีที่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ถ้าเกิดเป็นโรคชราแล้วนอนอยู่บนเตียงเดือนๆแถมไม่มีเงินใช้ด้วยนี่เหงื่อตกเลยนะจ๊ะ

ใช้เงินซื้อความสุขระยะสั้นได้

แต่อย่าลืมเก็บเงินไว้เผื่อว่าอายุยืนด้วยหละ

เหตุผลที่ 2 “ไม่ควรออมเงิน” เพราะเงินเดือนชนเดือน ไม่มีเหลือออม

คิดว่า…

เงินเดือนที่มีตอนนี้แทบจะใช้ไม่ถึงเดือน ข้าวของเครื่องใช้ก็แพงขึ้น แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาออมได้หละ รอให้เงินเดือนมากขึ้นกว่านี้ น่าจะมีเงินเหลือออมมากขึ้น ตอนนั้นค่อยมาคิดเรื่องออมเงินละกัน

แต่ว่า…

หากเงินจำนวนเล็กน้อยยังดูแลไม่ได้ แล้วเงินจำนวนมากๆหละจะจัดการยังไง หากคุณคิดว่าให้เงินเดือนมากขึ้นแล้วค่อยออมเงิน พอวันนั้นมาถึงก็ต้องมีเรื่องที่ต้องใช้เงิน ทำให้คิดเรื่องออมเงินตอนนี้ไม่ได้ ไว้รอให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นกว่านี้ค่อยออม หากคุณคิดแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆแล้วเงินเดือนเท่าไหร่ดีหละถึงจะเริ่มออม เพราะการออมเงินนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินมากหรือน้อย แต่การออมมันอยู่ที่ “วินัย” ของเรามากกว่า

แม้ว่าเงินเดือนชนเดือนคุณมีเงินออมได้

เพียงแค่เริ่มออมจากเศษเงินตั้งแต่วันนี้

เหตุผลที่ 3 “ไม่ควรออมเงิน” เพราะหนี้ท่วมหัว

คิดว่า…

ชีวิตตอนนี้หาเงินได้เท่าไหร่ก็โป๊ะหนี้ให้หมด อยากเป็นไทเร็วๆ มีหนี้แล้วมันอึดอัดต้องรีบหาเงินเพื่อไปชำระหนี้ให้หมด นี่ก็ผ่อนบ้านมาหลายปีละอีกสิบปีกว่าจะหลุด จะออมเงินไปทำไมสู้เอาเงินมารีบชำระหนี้ให้หมดจะดีกว่านะ

แต่ว่า…

ลองคิดดูว่าหากคุณเสียเวลาหาเงินไปชำระหนี้อย่างเดียว เช่น วันนี้คุณอายุ 30 ปี กู้เงินมาซื้อบ้านที่ต้องชำระภายใน 20 ปี คุณก็จะชำระหนี้หมดตอนอายุ 50 ปี แล้วจึงเริ่มออมเงิน อืมมมม แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ ความจริงเราสามารถทำ 2 เรื่องในเวลาเดียวกันได้ทั้งเรื่องการชำระหนี้กับการออมเงิน ซึ่งภายในระยะเวลา 20 ปี คุณจะมีหนี้ลดลงพร้อมกับเงินออมที่นำไปลงทุนก็เติบโตขึ้น

มีหนี้ก็มีเงินออมได้

ทำเป็นคู่ขนาน เมื่อหนี้ลดลง

ก็จะมีเงินออมมากขึ้น

เหตุผลที่ 4 “ไม่ควรออมเงิน” เพราะนำเงินมาหมุนในธุรกิจ

คิดว่า…

เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวและกำลังไปได้ดี มีโอกาสใหม่ๆที่สร้างรายได้เข้ามาตลอดเวลา ลูกค้าเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น อาจจะต้องหาเงินไปลงทุนมากขึ้น เพราะคุณมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น เป็นธุรกิจก็ต้องหาเงินมาหมุน จะให้เอาเงินมาออมไว้เฉยๆแบบนี้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวได้กำไรช้าและก็ล้าหลังคู่แข่งซิ

แต่ว่า…

หากมีบางช่วงเกิดวิกฤตขายของไม่ได้เลยหละ เงินลงทุนอยู่ในของที่ซื้อเก็บไว้ขาย พอขายไม่ได้ก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือซื้อของใหม่เข้าร้าน คราวนี้เงินมันไม่หมุนไปแล้วจะทำยังไง ถ้าคุณมีเงินออมเก็บไว้บ้างก็จะเข้ามาช่วยตอนที่ธุรกิจเกิดการสะดุด วิกฤตหรือขาดสภาพคล่องแบบนี้ได้ เพราะเป็นเงินออมฉุกเฉินเข้ามาสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินการผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปได้

ควรแบ่งเงินจากการขายของบางส่วน

มาเป็นเงินออมเพื่อไว้ใช้ในช่วงที่ขาดสภาพคล่อง

4 ที่สุดของวิธีออมเงินขั้นเทพ

เราเคยแชร์ไอเดียออมเงินเด็ดๆไป 2 กระทู้ หลายคนชอบมากเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจในการออมเงิน ทำให้คิดว่าน่าจะรวมสุดยอดวิธีออมเงินเด็ดๆไว้ในบทความเดียวกัน เพื่อเป็นตัวอย่างว่าการออมเงินนั้นไม่ยากอย่างที่คิดไว้ เป็นเรื่องที่เราทุกคนทำได้ง่ายจากสิ่งเล็กๆในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งหลักการของการออมเงินที่สำคัญคือ การสะสมจะสิ่งเล็กๆเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

ทำงาน ==> ออมเงิน ==> ลงทุนให้เงินเติบโต

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าจากวิธีทำให้เงินเติบโตด้วยการลงทุนได้นั้นจะต้องมาจาก “การออมเงิน” ก่อนถึงจะนำเงินไปต่อยอดได้ หากเราไม่มีแรงบันดาลใจให้เริ่มออมเงิน ขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น สำหรับบางคนแค่มีเงินเก็บได้ก็รู้สึกดีมากแล้ว เราต้องการปรับวิธีคิดจากคนที่มีสารพัดข้ออ้างว่าออมเงินไม่ได้ อ่านบทความนี้แล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากออมเงิน แล้วทดลองออมเงินด้วยวิธีการเหล่านี้ก็จะรู้สึกว่าการออมเงินนั้นทำได้ง่ายมาก เมื่อเริ่มออมเงินได้ เห็นตัวเลขเงินออมมากขึ้นจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองระดับหนึ่งว่าเราก็ทำได้เหมือนกันนะ แล้วจะเกิดความคิดต่อมาว่า “จะทำยังไงให้เงินออมของเรามากขึ้นกว่านี้” จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดให้เงินออมเติบโตขึ้น

สำหรับวิธีนอกเหนือจากนี้จะเป็นการออมเงินแบบอัตโนมัติผ่านการตัดบัญชีธนาคารสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเก่าที่ลิ้งค์นี้นะจ๊ะ  “3 ขั้นตอนตั้งงบสยบรายจ่าย” http://bit.ly/XguYam หากอ่านจบแล้วทำให้คนอ่านเริ่มออมเงินได้ทันที ถือว่าบทความนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้อ่านควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิตของตนเอง ถ้ามีวิธีการออมแบบอื่นที่แหวกแนวกว่านี้ก็ส่งมาให้ดูบ้างนะคะ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไปเรื่อยๆค่ะ

เริ่มต้นสร้างแรงบันดาลใจอยากออมเงิน…

คุณเคยเจอข้ออ้างแบบนี้จนทำให้ออมเงินไม่ได้ใช่หรือไม่?

  • มีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวเยอะมาก ออมเงินตอนนี้ไม่ได้หรอก
  • มีหนี้ท่วมหัวแบบนี้จะออมเงินได้ยังไง
  • ออมเงินไม่ได้หรอกเพราะต้องใช้เงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ
  • ใช้เงินเดือนชนเดือนแบบนี้จะออมเงินได้ยังไง

ลบสารพัดข้ออ้างที่ออมเงินไม่ได้ให้หมดไป

ด้วย “4 ที่สุดของวิธีออมเงินขั้นเทพ”

1. เป้าหมายชัดเจนที่สุด : เขียนป้ายและจดบันทึก

ภาพทางซ้าย : เขียนเป้าหมายแปะไว้ชัดเจนว่าเงินแต่ละกระปุกจะนำไปทำอะไรบ้าง

ภาพทางขวา : คำนวณว่าแต่ละที่ที่จะไปเที่ยวนั้นใช้งบเท่าไหร่ เดินทางช่วงไหน และต้องหาเพิ่มอีกกี่บาท

2. อลังการที่สุด : 9 เดือนได้คนละ 20,000 บาท

เจ้าของกระทู้ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการออมเงินว่ามันไม่ได้ยากและพยายามลบข้ออ้างของใครอีกหลายคนว่าออมเงินไม่ได้ก็เลยหาวิธีออมเงินแบบนี้…

กระปุกออมสิน ==> ชวนเพื่อนออมเงิน ==> หยอดเงินค่าอาหารกลางวันและหยอดวันเงินเดือนออก

การออมเงินนี้มีเพื่อนเป็นแนวร่วมกันทั้งหมด 3 คน โดยตั้งกฎการออมไว้ว่า “ข้าวกลางวันทานเท่าไร ให้ใส่เงินเข้าไปจำนวนเท่านั้น ห้ามน้อยกว่าเด็ดขาดและวันที่เงินเดือนออกต้องหยอดกระปุกอีกครั้งจำนวนเท่าไหร่ก็ได้” ซึ่งเริ่มออมเงินตั้งแต่เดือน พ.ย. 56 จนมาถึงวันนี้ประมาณ 9 เดือน คิดว่าจะนำเงินในกระปุกไปทำให้งอกเงยจึงแคะกระปุก สรุปว่านั่งนับกันได้เงินออมคนละ 20,000 กว่าบาท (รวมกัน 3 คนก็ 80,000 กว่าบาท) ซึ่งในกลุ่มที่ออมเงินนี้มีคนหนึ่งที่ใช้จ่ายเก่งมาก ซื้อทุกอย่าง น้ำหอม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ถ้าไม่เก็บเงินแบบนี้รับรองว่าเงินหายหมด

เราคิดว่าหากจะนำวิธีนี้ไปต่อยอดอาจจะเป็นการหยอดกระปุกจากรายจ่ายช้อปปิ้งประวันวันว่าวันนี้ซื้อของไปเท่าไหร่ก็ออมเงิน 10%-50% ของราคาที่จ่ายไป หรืออาจจะออมเงินเท่ากับมูลค่าของที่ซื้อไปก็ได้ สาวๆคนไหนที่ชอบไปเดินตลาดนัดแถวที่ทำงานตอนพักกลางวันก็น่าจะได้เงินออมจากส่วนนี้ได้มากเลยหละ หรือการออมเงินจากค่ากาแฟ วันนี้กินไปกี่แก้วก็หยอดเงินไปเท่านั้น ดื่มแก้วละ 50 บาทก็หยอด 50 บาท หรือว่าดื่มแก้วละ 150 บาทก็หยอด 150 บาท หากดื่ม 2 แก้วต่อวันก็คูณกันออกมาแล้วไปหยอดกระปุก รอไว้สัก 1 ปีค่อยมาเปิดออกดูอาจจะเปิดร้านกาแฟได้เลยนะ

3. เจ้าของคอมเม้นท์นี้น่าจะมีความสุขที่สุด อิอิ

เปิดอ่านคอมเม้นท์มาเรื่อยๆก็สะดุดกับข้อความนี้ แหวกแนวมากอ่ะ

4. ใช้กระป๋องเบียร์มีประโยชน์ที่สุด

แนวคิดการออมในกระป๋องเบียร์….

“ผมเคยฟังพี่คนนึงบอกว่า ถ้าอยากได้โบนัสเยอะๆให้เก็บออม จริง ๆผมเก็บออมเป็นเศษเงินที่เหลือใช้ในแต่ละวันนะครับ โดยผมกำหนดว่า หากเต็มป๋อง เมื่อไหร่จะได้กระปุกใหม่เมื่อนั้น 555 ทุกกระปุกจะมีธนบัตรทุกชนิดเป็นการเปิดแรกก่อนทีนี้ก็แยก ไฮเนเก้นจะเฉพาะ 10-5 สิงห์นี่ กินบ่อยเอาเหรียญ 1-2 บาทพอ ประมาณนี้ครับ 8 เดือน ได้ iPhone 5 มา 1 เครื่องครับ สิ้นปีพอดีปีใหม่นั่งนับเงิน สนุกมาก ปล.บางงวดไหนถูกหวยก็จะใส่เพิ่มหรือได้เงินมาจากทางอื่นฟรีๆก็จะใส่เพิ่มครับ ปัจจุบันก็ยังทำวิธีนี้อยู่ครับ”

หากจะนำวิธีนี้ไปดัดแปลง เราคิดว่าน่าจะ “กินเบียร์ไปกี่กระป๋องก็ออมให้เต็มทุกกระป๋อง” ยิ่งดื่มเบียร์มากก็ต้องออมเงินมาก แต่ทางที่ดีที่สุดควรดื่มแต่พอดี เพราะหากดื่มมากไปก็อาจจะต้องแคะเงินในกระป๋องเบียร์มาจ่ายเป็นค่าดูแลสุขภาพตัวเองก็ได้

8 วิธีรวยช้าๆ แต่ชั๊วชัวร์

นี่ๆ พวกมรุง กรุไปเจอแนวคิดดีๆเรื่องความร่ำรวยจากบทความเรื่อง 8 Slow, Difficult Steps to Become a Millionaire ของคนหนึ่งคน คนนี้แม่มคือ DHARMESH SHAH ผู้ก่อตั้ง HubSpot นะสัส

กรุอ่านแล้วประทับใจมากเลยขอเอามาแปลในสไตล์ป๋าเกรย์ผู้ที่สอบภาษาอังกฤษได้เกรด C ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีให้พวกมรุงฟัง และกรุได้ตั้งหัวข้อใหม่ว่า 8 วิธีช้าแต่ชัวร์ที่พวกมรุงจะได้เป็นเศรษฐีนะจ๊ะ ซึ่งกรุบอกตรงๆเลยว่าแนวคิดนี้แม่มถูกกับจริงกรุมากจริงๆ เพราะมันเชื่อว่าความสำเร็จต้องมาจากการสร้างตัวเองให้มีคุณค่าก่อนไงล่ะสัส

เอาละ เริ่มกันเลยดีกว่าเพราะกรุรู้ว่าพวกมรุงไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ

1. เลิกร้องแรกแหกกระเชิงหาเงินได้แล้ว

มรุงต้องบอกตัวเองก่อนเลยว่า เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่มรุงต้องมองปลายทางที่กว้างกว่านั้น โดยการทำสิ่งที่ถูกต้องในการสร้างความมั่งคั่งต่างหาก

2. ทำสิ่งที่ช่วยเหลือผู้คนได้ในวงกว้าง

อันนี้กรุชอบสัสๆ เพราะความร่ำรวยนั้นมันต้องตอบรับกับคนที่ต้องการ มรุงต้องช่วยเหลือคนเหล่านั้นให้เขามีชีวิตที่ง่ายขึ้น แม้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อย แต่ถ้ามรุงทำได้แล้วล่ะจ้อย นั่นแหละแม่มคือสิ่งที่มรุงจะมองเห็นเส้นทางแห่งความสำเร็จ

3. เลิกคิดถึงเงินล้าน แต่คิดบ้างว่าจะช่วยคนเป็นล้านได้ไง

ถ้ามรุงช่วยคนได้น้อย มรุงจะมีเงินล้านได้วิธีการเดียวคือต้องคิดค่าสินค้าและบริการในราคาแพง แต่ถ้ามรุงช่วยคนได้มาก สิ่งที่ขยายไปนั้นมันจะสร้างให้มรุงมีเงินล้านโดยที่คนเป็นล้านพร้อมจะจ่ายมรุงแม้เพียงจะไม่กี่บาทก็ทำใหมรุงมีเงินล้านได้ #อ่านดีๆนะสัสกรุวางกับดักไว้

4. มองหาคนที่สร้างเงินเพื่อสร้างงาน

คนเราแม่มมีสองประเภทสัส คนกลุ่มแรกแม่มต้องการหาเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิต แต่คนอีกกลุ่มแม่มต้องการสร้างเงินเพื่อสร้างหนทางต่อยอด นั่นแหละมรุงต้องหาคนกลุ่มหลังให้เจอ เพราะคนกลุ่มนี้แม่มจะต้องการมรุงอย่างต่อเนื่องไงละสัส เหมือนที่ วอลท์ ดิสนียบอกไว่้ว่า เราไม่ได้ทำหนังเพื่อต้องการเงิน แต่เราทำเงินเพราะต้องการทำหนังให้มากขึ้น #คมสัสมีดบาดนิ้วน้อง

5. ทำสิ่งหนึ่งให้ดีก่อน

ถามตัวเองว่ามีอะไรที่มรุงทำได้ดีกว่าคนอื่นสักหนึ่งอย่าง

6. หารายชื่อสุดยอดคน 10 คนในแต่ละด้าน

นั่นคือการวัดว่า คนแบบไหนที่มรุงมองว่ามันคือ The Best ในหนทางที่มรุงมอง และที่สำคัญมรุงต้องศึกษาด้วยว่าทำยังไงเค้าถึงเก่งขึ้นมาได้ด้วยไงสัส เรียนรู้อยู่กับคนเก่ง มันจะทำให้มรุงเก่งและค้นพบตัวเองเร็วขึ้น

7. มีความสม่ำเสมอในหนทางที่มรุงเดิน

กรุรู้ว่า มรุงมีเป้าหมาย แต่มรุงเคยถามตัวเองไหมสัสว่าในแต่ละวันของชีวิตมรุงได้เดินตามเป้าหมายไปหรือยังวะสัส หรือว่ามรุงวัดผลการกระทำของมรุงด้วยอะไร ดังนั้นจงตรวจสอบตัวเองอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง นั่นจะทำให้มรุงมีความสม่ำเสมอเพื่อก้าวสู้เป้าหมาย

8. สร้างกิจกรรมแต่ละวันเพื่อเดินทางสู่เป้าหมาย

อย่าลืมเลยสัส ข้อนี้สำคัญสุด เพราะมรุงต้องวางแผนชีวิตในแต่ละวันว่าได้เดินทางไปสู่เป้าหมายได้อย่างไร ดังนั้นจงตั้งเป้าให้ชัด เช่น ถ้ามรุงอยากมีเงินเก็บเดือนละ 6,000 บาท มรุงก็ต้องเก็บเงินวันละ 200 บาท ไม่ใช่แม่มใช้ชีวิตไปจนถึงสิ้นเดือนแล้วถามว่าทำไมยังไม่มีเงิน 6,000 บาทสักที แบบนี้มรุงจงไปมุดบ่อขี้ตายซะ

สุดท้ายนะสัส สิ่งที่กรุอยากบอกก็คือ แนวคิดใครก็ตามแม่มไม่สำคัญเท่ากับแนวคิดชีวิตมรุง ถ้าแนวไหนดีมรุงก็เอามาปรับ แนวไหนไม่สนใจก็เอาออกไปอย่าปล่อยให้รกสมองนะดวกส์ แต่ไอ้คนพวกที่ไม่มีวันประสบความสำเร็จ มันเกิดจากคนที่แม่มเอาแต่วิจารณ์แต่ไม่เคยทำอะไรสักอย่างให้ดีขึ้นไงละจ๊ะ

ที่มา : http://www.entrepreneur.com/article/236687

รวมที่สุด 3 วิธีแบ่งใช้เงินให้รวยที่ทำได้จริง!!

เงินเดือนออกแล้วจ้า!!

ช่วงต้นเดือนเป็นช่วงที่หลายคนลั้นลามากๆเพราะเงินเดือนพึ่งออก อารมณ์ประมาณว่าช่วงต้นเดือนเป็นฤดูจ่ายตังค์ ของบางอย่างที่เล็งไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วยังซื้อไม่ได้เพราะเงินหมด ก็เก็บความรู้สึกอัดอั้นตันใจเอาไว้ พอเงินเดือนออกปุ๊บก็จัดหนักทันที 

พอความรู้สึกอัดอั้นมันเบาลงเพราะซื้อของที่อยากได้ไปหมดแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกตื่นเต้นเข้ามาแทนที่ เวลามองไปในกระเป๋าสตางค์จากแบงก์พันเป็นปึกๆเหลืออีกทีไม่กี่ร้อยบาท รวมถึงบิลที่ใช้รูดบัตรเครดิตเข้ามาแทนทีเงินสดในกระเป๋า สมองก็จะคิดว่า “เดือนนี้จะจ่ายแบบนี้เป็นเดือนสุดท้ายและจะได้ออมเงินสักที”

สุดท้ายเดือนต่อไปก็เข้ารูปแบบเดิมที่มีแต่คำว่า “จ่าย จ่ายและจ่าย” หากไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เงินหมดกระเป๋าก่อนสิ้นเดือน เราควรแบ่งใช้เงินให้เป็นระเบียบมากขึ้น ส่วนไหนให้เก็บก็ต้องเก็บอย่าไปแอบหยิบมาใช้เด็ดขาด ส่วนไหนจ่ายหนี้ก็ควรจ่ายให้ตรงตามเวลา ส่วนที่เหลือจึงนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

บทความนี้จะแนะนำวิธีแบ่งเงินใช้จ่ายเพื่อให้ชีวิตเรามีระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งควรนำแต่ละวิธีไปปรับใช้ให้เข้ากับลักษณะนิสัยการใช้เงินของตนเอง

รวมที่สุด 3 วิธีแบ่งใช้เงินให้รวยที่ทำได้จริง!!

วิธีที่ 1 แยกบัญชีอัตโนมัติ – ออมเป็นระบบ 

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำทุกอย่างให้เป็นอัตโนมัติ โดยตั้งระบบตัดบัญชีโอนเงินออกไปไว้ตามบัญชีรายจ่ายต่างๆที่ตั้งระบบไว้ หากจะใช้วิธีนี้ก็จะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายแต่ละส่วนให้แน่นอนว่าเรามีรายจ่ายอะไรบ้าง เราแบ่งรายจ่ายอย่างง่ายออกเป็น 3 ส่วน ตามนี้เลยจ๊ะ

  1. เงินออม
  2. รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน
  3. เงินรายได้(เงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน)

เมื่อได้รับเงินเดือนแล้วก็จะถูกตัดอัตโนมัติไปใส่ไว้ที่ “บัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่าย” ตามสัดส่วนที่เรากำหนดไว้ ควรปรับให้เหมาะสมกับรูปแบบวิธีการใช้ชีวิตของตนเอง บางคนอาจจะมีรายจ่ายน้อยก็อาจจะออมมากกว่า 30% ก็ได้ ตัวอย่างการแบ่งสัดส่วน  

เงินออม 30% 

รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน 45%

ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 25%

แนวคิดของวิธีนี้มีเป้าหมายแตกต่างกัน ดังนี้

1. บัญชีเงินเดือน(เงินรายได้)

==> บัญชีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่รายได้เข้ามา แต่เป็นที่สุดท้ายที่เราจะได้ใช้ อย่ากดเงินไปใช้อย่างลั้นลาตั้งแต่ครั้งแรกที่เงินเข้าบัญชีเงินเดือน แต่ต้องใช้หลังจากที่หักจากบัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่ายในข้อ 2,3 เรียบร้อยแล้ว เราจะใช้เงินที่เหลือในบัญชีเงินเดือนเท่านั้น โดยจะต้องหาวิธียังไงก็ได้ที่ต้องใช้เงินจำนวนนี้ให้พอใช้ถึงสิ้นเดือนและไม่ก่อหนี้เพิ่ม   

2. บัญชีเงินออม

==> เราสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของการลงทุนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ โดยเลือกตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

  • ระยะสั้น – เงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเพราะถอนได้ทันทีในเวลาที่รีบใช้เงินก็ฝากไว้กับบัญชีออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน
  • ระยะปานกลาง – เงินเก็บไว้เพื่อลงทุนให้เติบโต เช่น ฝากประจำ กองทุนรวมตลาดทุน โปรแกรมออมทอง โปรแกรมออมหุ้น หุ้นปันผลสูง หุ้นกู้เกรด A
  • ระยะยาว – เงินเก็บไว้เพื่อเกษียณอายุ เช่น RMF ประกันชีวิตชนิดบำนาญ กบข.(ข้าราชการ)  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(เอกชน)

3. บัญชีรายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน

==> เป็นรายจ่ายประเภทหนี้สินต่างๆ หรือรายจ่ายประจำที่ชีวิตเราขาดไม่ได้ เช่น

  • หนี้ที่ต้องจ่าย คือ หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้เงินกู้นอกระบบ
  • รายจ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายทุกเดือน หากไม่จ่ายจะทำให้ชีวิตเราลำบากแน่นอน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หากไม่จ่ายเราก็จะถูกตัดน้ำ ตัดไป ตัดการสื่อสาร

วิธีที่ 2 แบ่งเงินใช้วันละ 200 บาท – เป้าหมายชัดเจน

วิธีนี้เป็นของน้องฝ้ายเลขาน้องหมีแห่งดินแดน Aommoney ของเรานี่เอง ด้วยสภาพแวดล้อมรอบๆที่ทำงานมีแต่ของแพงเพราะทำงานย่านใจกลางเมืองแถวรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ ก็ต้องควบคุมรายจ่ายให้ดีเพื่อเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ เก็บเงินทำนม แม้ว่าตอนนี้เรียนจบปริญญาตรีแล้วแต่ขนาดของนมยังอยู่ระดับประถมอยู่เลย นมโตไม่ทันตามวัยก็ต้องใช้มีดหมอเป็นทางลัด

เมื่อได้รับเงินเดือนน้องฝ้ายจะใช้วิธีตัดรายจ่ายทั้งหมดออกไปก่อน เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศํพท์ กองทุนนม เหลือเท่าไหร่ก็จะใช้วิธีหารเฉลี่ยต่อวัน โดยตั้งใจไว้ว่าใช้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน แล้วก็แลกแบงก์ 100 มาเก็บใส่ถุงแบบนี้ หากทำแบบนี้ต่อไปกองทุนนมของน้องต้องเติบโตขึ้นแน่นอน แฟนเพจช่วยเป็นกำลังใจให้น้องฝ้ายด้วยนะจ๊ะ ^_^

วิธีที่ 3 แบ่งเงินใช้วันละ 120 บาท

อ่านกระทู้นี้แล้วชอบมากๆ คิดว่าน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้อย่างมาก เราขอเล่าโดยใช้ข้อความในกระทู้ที่ตัดตอนออกมาบางส่วนแล้วแทรกด้วยความคิดเราเพื่ออธิบายเรื่องที่น่าสนใจเป็นสีส้ม (หากต้องการอ่านเรื่องราวทั้งหมดรบกวนคลิกที่ลิงค์ในส่วนของหมายเหตุด้านล่างนะจ๊ะ)

เริ่มเรื่องกันเลยจ้า…   ทำงานที่โรงพยาบาลได้เกือบๆ ปี เราก็เปลี่ยนงานค่ะ มาทำเอกชนแทน ลักษณะงานก็เปลี่ยนไป ต้องปรับตัวนิดหน่อย  ค่าตอบแทนสูงกว่ารัฐ ประมาณ 3 เท่า งานไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ แต่เน้นการบริการมากกว่า  การแบ่งหน้าที่การจัดการดีกว่าที่เดิมค่ะ ช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนงาน

เราต้องวางแผนการจัดงานเงินใหม่เพราะรายได้เพิ่มขึ้น เราก็ต้องเก็บมากขึ้น ตอนที่ทำงานอยู่โรงพยาบาลเก็บเดือนละ 5,000-7,000 บาท (จากรายได้ หมื่นกว่าบาท) ตอนนี้รายรับประมาณ 4x,xxx บาท  เราเก็บโหดมากค่ะ หักไว้ 3หมื่นบาท/เดือน ไว้เป็นเงินเก็บที่เหลือก็ใช้จ่าย เป็นค่าอาหาร ค่าห้องพัก ค่าน้ำมัน รวมๆแล้วก็ใช้ประมาณหมื่นกว่าบาท

แนวคิดว่า “รายได้มากขึ้นก็ต้องออมเงินมากขึ้น” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง 

เงินออมควรเติบโตตามรายได้ หลายคนอาจจะได้ยินบ่อยๆว่า “เงินเดือนมากขึ้นรายจ่ายก็มากขึ้น” หันไปทางไหนก็มีแต่รายจ่าย สิ้นเดือนมาก็ไม่มีเงินเก็บ หันไปดูรอบๆตัวก็ไม่ได้สิ่งของที่เป็นชิ้นเป็นอันกลับมา หากมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์เพราะเก็บเงินไม่อยู่ แม้ว่าเงินเดือนเรามากขึ้น แต่เราก็ใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมก็ได้ ถือคติว่า “อยู่เงียบๆแต่เงินเพียบนะจ๊ะ”   

ตอนนี้เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ (ในภาคอิสาน) สิ่งยั่วยุ มันก็เยอะ ออกจากห้องเป็นต้องเสียเงิน เราก็เลยจัดการการใช้เงินโดยถอนแค่เดือนละ 1 ครั้ง (เท่าที่จะใช้) ต้องบอกก่อนว่าเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นประจำอยู่แล้วเพื่อให้รู้ว่าเราใช้อะไรไปบ้างเกินความจำเป็นรึเปล่า  แต่ตอนนี้มันอยู่ตัวแล้ว เราไม่ได้ทำบัญชีแล้วค่ะเพราะคุมเงินอยู่แล้ว  

ทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าเงินตัวเองหายไปไหนในแต่ละเดือนก็ต้องจดไว้ว่าจ่ายกับอะไรไปบ้าง เพื่อควบคุมรายจ่าย หากเราทำเป็นกิจวัตรก็จะรู้ว่าแนวทางการจ่ายเงินของเราเป็นแบบไหน ก็จะจัดทำเป็นงบประมาณรายจ่ายได้และอาจจะไม่ต้องจดบัญชีต่อไป แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น จากที่เคยอยู่กับพ่อแม่ก็แยกตัวออกมาอยู่ส่วนตัว คนโสดก็อาจจะแต่งงานมีครอบครัว หรือมีการอย่าร้างต้องดูแลลูกฝ่ายเดียว ก็อาจจะต้องจดบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อจะได้รู้พฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองที่เปลี่ยนไปจะได้คุมรายจ่ายของตนเองได้

เงินที่ถอนมาเราเน้นแบงค์ 100 กับ แบงค์ 20 ค่ะ เนื่องจากเราต้องใช้เงินที่มีอยู่ในจำนวนที่จำกัด จึงต้องคุมเข้มหน่อย อยากสบายในอนาคตก็ต้องอดทน นี่คือปฏิทินเงินค่ะ วิธีใช้ง่ายมากค่ะ  ถ้าวันนี้วันที่ 1 ก็หยิบซองเลข 1 ไปใช้ ใช้ตามวันเลยค่ะ วันละ 120 บาทที่คำนวณไว้ ใช้กินได้อิ่มหนำสำราญค่ะ ข้าวพิเศษ 3 มื้อยังได้เลยวันนึงก็ใช้ประมาณ 120 บาทแต่เราซื้อข้าวถุงละ 8 บาทกับข้าว 25 บาท (ได้เยอะมาก) เราก็แบ่งทาน 2 มื้อ ประมาณ 10โมงเช้ากับบ่าย 3 มื้อเย็นกินนมบ้างไม่กินบ้างลดหุ่นไปในตัวเราจะได้สวยและรวยมาก

วินัยการใช้เงินคือสิ่งสำคัญที่สุด

เราทำงานเหนื่อยแล้วขอใช้เงินให้หายเหนื่อยหน่อยเถอะนะ จะให้เข้มงวดเรื่องการใช้เงินอีกมันบังคับตัวเองมากเกินไป ชีวิตนี้ก็เครียดมากพอแล้ว หากคิดแบบนี้พอถึงวันเงินเดือนออกเราก็จะจ่ายเงินจนหมด จนบางครั้งไม่คิดจะออมเงินเก็บไว้เลย ซึ่งแนวคิดแบบนี้ค่อนข้างอันตรายในระยะยาว 

ลองคิดขำๆว่าหากเราเกิดป่วยด้วยโรคอะไรสักอย่างที่ต้องนอนพักเป็นเดือนๆ บริษัทจะยังจ้างเราอยู่ไหมและหากเราไม่เก็บเงินเผื่อไว้ตอนป่วยหละชีวิตจะเป็นยังไง รวมถึงค่ายา ค่ารักษาพยาบาลอีกจิปาถะจะนำเงินส่วนไหนมาจ่าย อย่ามองว่าคนที่มีระเบียบวินัยเข้มงวดกับการเงินแล้วจะมีชีวิตลำบาก ไม่มีความสุข ทั้งที่ความจริงแล้วเขามีความสุขที่เห็นเงินออมเติบโตขึ้น 

เรามองว่าความสุขบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เช่น การมีเวลาให้ครอบครัว การทำกับข้าวทานเองที่บ้าน การทำผักสวนครัวกับลูก ฯลฯ   พอกลับห้องก็เอาเงินที่เหลือเก็บแยกไว้ นี่คือกล่องเก็บแบงค์ 20 และนี่กล่องเก็บแบงค์ 100 ค่ะ เหรียญก็ใส่คอนโดเหรียญอีกเช่นเคย ไม่น่าเชื่อว่าเราเหลือเงินกลับห้องทุกวันค่ะ บางวันใช้แค่ 30 บาทเองนะ

พ่อกับแม่มีรายได้ประจำประมาณ คนละ 5x,xxx / เดือนค่ะเราก็เลยซื้อของให้แทน เพราะคุณแม่เค้าจจะไม่ค่อยซื้อของให้ตัวเองเช่นโทรศัพท์ ใช้มาเป็น 10 ปี จนปุ่มลอกหมด หรือลำโพงเสีย แบตเสื่อมก็ไม่เปลี่ยนก็เลยซื้อเครื่องใหม่ให้ท่าน กลับบ้านก็พาไปทานข้าว ซื้อเป็นสิ่งของให้แทนค่ะ  เพราะดูแล้วถึงให้เงินไปท่านก็คงไม่ใช้และไม่ซื้อของให้ตัวเองด้วย

ค่าโทรศัพท์เดือนนึงไม่เกิน (รวมอินเตอร์เน็ต) 500 บาทค่ะของฟุ่มเฟือยมีบ้างค่ะ จะเป็นพวกเสื้อผ้า  รองเท้า แต่เราไม่ติดแบรนด์เนมซื้อให้ใส่แล้วดูดีก็พอค่ะ บางตัวซื้อมา 200 เพื่อนถามว่ากี่พันก็มีนะแต่รองเท้าที่ใส่ทำงานเราจะเน้นคุณภาพ ใส่สบาย และใช้ได้นาน ก็อาจจะแพงบ้างแต่นานๆซื้อที เราพักอยู่คนเดียวค่ะ ทำงาน 11.00-20.00 น.  ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์เลิกงานห้างก็ทยอยปิดกันแล้ว

ถ้าอยู่คนเดียวไม่ค่อยทานข้าวในห้างนะคะ  แต่ถ้ากลับบ้านก็จะพาคุณพ่อ  คุณแม่  ออกไปทานเสมอ (กลับบ้านเดือนละครั้ง  ครั้งละ2-4 วัน) เงินที่ใช้เกินจากเงินรายวัน ก็เป็นเงินที่แบ่งไว้ หรือเป็นเงินที่เหลือจากเงินรายวันค่ะ ค่าใช้จ่ายคร่าวๆ…

วิธีแบ่งสัดส่วนการใช้เงิน

การจดบัญชีรายจ่ายจะทำให้เรารู้จักนิสัยการจ่ายเงินของตัวเอง รู้ภาพรวมว่าส่วนใหญ่แล้วจ่ายไปกับอะไรบ้างแล้วเราจะแบ่งใช้เงินตามสัดส่วนรายจ่ายของตัวเองได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าเจ้าของกระทู้คนนี้จะได้รับเงินเดือน 4 หมื่นกว่าๆแต่ก็ใช้เงินเพียง 12,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 30% ของรายได้   

กดเงิน 12,000 บาท 

==> ค่าใช้จ่ายรายวัน   120*30 = 3,600   (เหลือวันละ 10-90 บาท) 

==> ค่าห้อง รวมน้ำ  ไฟ  เน็ต       =  5000 

==> ค่าโทรศัพท์                           =  500 

==> ค่าน้ำมัน                                =  250 

==> ของใช้อื่นๆ                           =   1,000 

ก็จะเหลือใช้อีกเกือบ 2,000 บาทค่ะ

ชอบวิธีไหนก็ลองเลือกไปใช้ดูนะจ๊ะ ไม่จำเป็นต้องเหมือนเป๊ะ 

เพราะต้องดัดแปลงให้เข้ากับลักษณะการใช้เงินของแต่ละคน

หมายเหตุ ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูลวิธีที่ 3 แชร์ประสบการณ์การออมเงิน (ฉบับคนธรรมดา) ==> http://pantip.com/topic/32167383

8 เรื่องการเงินที่ควรรู้ ถ้าอยากมีอิสรภาพการเงิน ตอน 2

หลังจากที่เรารู้จักกับ 4 ข้อแรกไปแล้วกับหัวข้อ 8 เรื่องการเงินที่ควรรู้ ถ้าคุณอยากมีอิสรภาพทางการเงิน ในตอนที่ 1 วันนี้เรามาต่อกันเลยกันในตอนที่ 2 สำหรับส่วนที่เหลืออีก 4 ข้อว่ามีอะไรกันบ้างคร้าบ

5. หาเหตุผลที่ต้องทำประกันชีวิต

การทำประกันชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยง ที่จะโอนความเสี่ยงเมื่อเกิดความเสียหายของเรา ไปให้บริษัทประกันรับผิดชอบแทน ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยเราต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามที่ตกลงกันไว้การทำประกันชีวิตนั้น

บางคนอาจจะบอกว่าไม่สำคัญ แต่ความเป็นจริงแล้ว การทำประกันชีวิตนั้นถือว่าจำเป็นเหมือนกันครับ เพราะถ้าหากเราเกิดมีปัญหาเจ็บป่วยฉุกฉิน เข้าโรงพยาบาล หรือมีปัญหาด้านสุขภาพก็สามารถเบิกค่ารักษาได้ (กรณีที่มีประกันสุขภาพด้วย) หรือถ้าต้องเกิดเหตุไม่คาดฝัน ฉันขอลาก่อน (ตาย) แบบทันทีทันใด เราก็มั่นใจได้ว่าคนข้างหลังจะไม่ลำบาก

และข้อดีที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ การจ่ายค่าประกัน เป็นการช่วยประหยัดเงินของเราไปในตัว เรียกว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย เพราะเราไม่ต้องเอาเงินก้อนทั้งหลายที่เรามีมาจ่ายเมื่อเกิดเรื่องร้ายๆยังไงล่ะคร้าบ

6. อย่าคิดสั้นด้วยการสร้างหนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า หนี้ คือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ จากความต้องการที่มากกว่าเงินที่เรามี จึงทำให้เราต้องไปเป็น ”หนี้”คนอื่น แต่การเป็นหนี้ไม่ใช่ปัญหาหลักถ้าหากเรามีปัญหาจ่ายคืน เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่เป็นปัญหานั้นมันจะมาเมื่อเราไม่สามารถจ่ายได้ ที่เรารู้จักกันดีในชิ่อของ “ดอกเบี้ย”

จำไว้เลยนะครับว่า … เป็นหนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือดอกเบี้ยที่เพิ่มค่าอย่างรวดเร็วต่างหากครับ ถ้าหากไม่มีวินัยในการใช้เงินแบบเคร่งครัด ขอบอกเลยว่าไม่แนะนำอย่างเด็ดขาด

7. เพิ่มเงินออมด้วยการวางแผนภาษี

ภาษี คือ สิ่งที่เราจ่ายแต่ไม่ได้รับผลตอบแทนโดยตรงกลับมา เลยทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่อยากจะจ่าย” แต่จริงๆแล้วการเสียภาษีนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เพราะเงินที่เราจ่ายไปนั้น อาจจะได้กลับมาเป็นถนน หนทาง สะพานลอย และสาธารณูปโภคต่างๆให้กับคนในชาติบ้างไม่มากก็น้อย (แฮร่)

แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายให้สิทธิเราในการวางแผนภาษี เพื่อการประหยัดรายจ่ายส่วนนี้ลงไป แต่ต้องอยู่ภายในกรอบที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น จงหาทางวางแผนภาษีให้ดีในลำดับแรก เพื่อให้เราสามารถประหยัดภาษีได้มากที่สุดโดยไม่ผิดกฎหมาย หลังจากนั้นให้นำเงินภาษีที่ประหยัดได้มาลงทุนต่อ เพื่อที่จะได้เพิ่มเงินออมอย่างทวีคูณ

นอกจากนั้น เรายังสามารถเลือกประหยัดภาษีโดยการออมเงินไปพร้อมๆกันได้ อย่าง LTF RMF ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

8. มองหาวิธีลงทุนอัตโนมัติ

การลงทุนที่ดีที่สุดคือ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ที่เกิดจากวินัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อนี้ขอแนะนำว่าสำคัญที่สุดเลยครับ เพราะการออมและการลงทุนที่ดีนั้น มาจากความสม่ำเสมอเป็นลำดับแรก แม้ว่าเงินจะมากหรือเงินจะน้อยก็ตาม มันไม่สำคัญเท่ากับเราสร้างวินัยที่ดีในการลงทุนครับ

สำหรับคนที่ไม่รู้จะทำยังไง @TAXBugnoms ขอแนะนำให้ใช้วิธีการตัดบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเสริมเงินออม เอาไปลงทุนในหุ้นผ่านวิธีการออมหุ้น หรือออมกองทุนรวมตามสะดวกใจก็ได้ครับ แต่ถ้าหากกลัวความเสี่ยงและอยากศึกษาก็สามารถฝากเงินในบัญชีฝากประจำหรือกองทุนตราสารเงินไว้ก่อน ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะครับ

อ้อ…สุดท้ายนี้  อย่าลืมนะครับว่า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากวางแผนชีวิต นั่นคือการวางแผนการเงิน”
ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับมันด้วยนะคร้าบบบบ

เรื่องการเงินที่มหาลัยไม่เคยสอน

มาแล้วสัส วันนี้กรุจะมาคุยให้ฟังเรื่องประสบการณ์ชีวิตสมัยกรุยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นมศ.5 แต่ว่ากรุดันไปเจอกับความลับสวรรค์เมื่อวันก่อนที่น้องสาวกรุคนหนึ่งแม่มเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมาถามกรุว่า “ป๋าเกรย์คะ ทำไมไม่มีการสอนเรื่องการเงินในมหาวิทยาลัยบ้างเลยคะ”

กรุฟังแล้วจบแล้วกรุขึ้นเลยสัส กรุกำลังจะง้างปากตอบไปว่า “แม่มเอ้ย… ก็วิชาการเงินไงล่ะดวกส์” แต่นังน้องคนนี้มันทำหน้าตาน่ารัก กรุเลยเปลี่ยนเป็นตอบกลับไปแรงๆเลยว่า “เดี๋ยวพี่สอนให้เองจ๊ะ” ซึ่งคนอย่างกรุเห็นว่าความรู้นี้มีประโยชน์และกรุเป็นคนมีน้ำใจด้วยไง เลยจะมาตีแผ่ความจริงทั้งหมด 3 ข้อนี้ให้พวกมรุงฟัง

ข้อแรก แบมือขอโดยที่ไม่เคยรู้ว่าอะไรจำเป็น

เวลาพวกมรุงอยากได้อะไร กรุรู้เลยสัสว่าสันดานพวกมรุงแม่มต้องการเงินจากพ่อแม่อยู่ฝ่ายเดียว ชอบคิดสินะว่าพ่อและแม่เป็นบัตรเอทีเอ็มที่ไม่มีจำกัดอายุ แต่ความจริงนะสัส พ่อแม่เค้าทำงานแทบตายแต่ต้องมาเสียเงินให้ลูกง่าวๆ ที่ต้องการแต่ของใช้สิ้นเปลือง รายจ่ายฟุ่มเฟือยทั้งนั้นสัส มรุงอยากได้ไอโฟนหกเจ็ดแปดเก้าศูนย์พร้อมเน็ตอันลิมิต แต่มรุงไม่รู้เลยว่า พ่อแม่มรุงน่ะแม่มใช้ซัมซุงฮีโร่พร้อมโปรโมชั่นโทรฟรีนาทีละบาทแถมยังต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด มรุงเคยกระดากความจริงพวกนี้กันไหมวะไอ้หนู

ดังนั้นสิ่งแรกที่พวกมรุงต้องทำ คือ การหาความจำเป็นด้านการเงินในชีวิต มรุงต้องคิดก่อนว่าหน้าที่ของมรุงคือการเรียน การพากเพียรหาความรู้ ไม่ใช่อู้กับเพื่อนๆไปวันๆ ดังนั้นรายจ่ายไหนที่ไม่ทำให้มรุงเรียนเก่งขึ้น อย่าเจ๋อไปจ่ายนะสัส จ่ายแม่มเท่าที่จำเป็น แล้วมรุงจะเห็นคุณค่าของเงินตราขึ้นอีกเยอะ

ข้อสอง ไม่สนงานหนัก แต่อยากได้เงินเยอะ

กรุไม่รู้ว่าใครแม่มปรับทัศนคติมรุงว่า อยากรวยอยากสบาย จงหางานสบายที่สร้างรายได้ให้มรุงเยอะๆ คำถามกรุคือมรุงเคยรู้ไหมว่ากว่าที่มรุงจะได้ทำงานสบายเงินเยอะๆ มรุงต้องผ่านความยากลำบากมามากมายแค่ไหน คนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยลำบากบ้างว่ะ ไอ้หนูน้อย

ถ้ามรุงไม่เชื่อกรุ กรุขอบอกเลยว่า น้ำหน้าอย่ามรุงถ้าแน่จริง ไม่อยากพึ่งพ่อแม่ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน มรุงลองทำงานไปเรียนไปสิสัส มรุงลองหางานที่มรุงคิดว่า สบาย รายได้ดี มีเวลาให้ แล้วทำให้ประสบความสำเร็จสักงานให้กรุดูก่อนที่มรุงจะเรียนจบ แล้วนั่นแหละสัส กรุจะยอมรับในตัวของมรุง

ข้อสาม ไม่ยอมลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

กรุบอกตรงๆเลยสัสว่า ข้อผิดพลาดอันนี้คือสิ่งที่แม่มแย่ที่สุดในชีวิตกรุ กรุเป็นเด็กไม่ดีไม่เคยเก็บเงินตอนที่อายุน้อยๆ พอตอนแก่อายุห้าสิบเลยต้องมาทำงานเขียนให้พวกมรุงอ่าน เป็นคนขับรถให้นายหมี เป็นหนี้นังเลขา นั่นเพราะความผิดพลาดของกรุที่ไม่เคยรู้เลยว่า การเก็บเงินตั้งแต่เด็กๆนั้น มันจะทำให้มรุงรวยได้ไวขนาดนี้ มรุงรู้ไหมสัส แค่เงินเดือนละ 1,500 บาทแม่มทำให้มรุงมีเงินหลักล้านได้ถ้ามรุงลงทุนเป็น

เพราะเหตุผลแบบนี้แหละ ที่มันทำให้พวกมรุงโตขึ้นมาแบบไม่มีคุณภาพ กลายเป็นผู้ใหญ่กากๆที่ร่ำร้องเรียกหาแต่ความรวย ทั้งๆที่ความรู้ในเรื่องการเงินยังมีไม่พอเลย

สุดท้ายนะสัส ต่อให้มรุงเป็นเด็กมหาวิทยาลัย เป็นเด็กเดนแค่ไหน กรุเชื่อไงสัสว่าพวกมรุงต้องอ่านบทความกรุ ตอนแรกกรุคิดว่าพวกมรุงจะโกรธ แต่พวกมรุงจงรู้ไว้เลยนะไอ้หนูน้อยทั้งหลาย บทความทั้งหมดนี้กรุเขียนมาเพื่ออนาคตของมรุงทั้งนั้น จงรับมันไปจากใจของกรุซะดวกส์

ป.ล. ว่างเมื่อไรกรุจะเปิดเกรย์ยูนิเวอร์ซิตี้ พวกมรุงเตรียมลงทะเบียนกันให้ดีนะดวกส์

พื้นที่โฆษณา

ถ้ามรุงอยากลงทุน อยากวางแผนและจัดการเงินของตัวเองเป็น ง่ายๆสัส มาสัมมนากับออมมันนี่ไงดวกส์ (นายหมีสั่งกรุมา)

ลงทะเบียนได้ ….ที่นี่…..

ใครมาก็เจอกรุได้ในงานนะ ลองหาดู

กองทุนแนะนำก่อนสิ้นเดือน สิงหาคม 2557

ในเดือนนี้ กองทุนแนะนำนั้นดูเหมือนว่าจะมีไม่มากครับ ส่วนใหญ่เป็นกองทุนตราสารหนี้แบบเปิดที่กำหนดระยะเวลาครับ (ขนาดกองทุนตราสารหนี้ยังออกมาน้อยเลย)

แต่เนื่องจากว่าในช่วงนี้มีหลายท่านได้ถามเข้ามากันเยอะมากครับ ว่ากองทุน Trigger Fund เกาหลี (SCBKEQTG) และ ญี่ปุ่น (KTJEL1Y) ดีไหม ?

(- -“) ตอนแรกทีได้ยินก็ตกใจเล็กน้อยครับ (ทริกเกอร์…..ฟันด์ เกาหลี และ ญี่ปุ่น) ..คิดว่าเป็นหนัง AV(-.,-)

ก่อนอื่นต้องบอกว่า โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบ Trigger Fund เสียเท่าไหร่ครับ เนื่องจากว่าเป็นกองทุนที่จำกัดผลตอบแทนของเราครับ

แต่ไม่ได้จำกัดการขาดทุนให้ด้วยนั่นเอง (พูดบ่อยมากเลย) ถ้าตลาดหุ้นเกาหลี หรือ ญี่ปุ่นนั้นมีแนวโน้มที่ดี และปรับตัวได้มากกว่าที่กองทุนคาดการณ์ไว้

กำไรของนักลงทุนก็จะโดนจำกัดด้วยเป้าหมายของกองทุนครับ เช่น จริง ๆ ลงทุนตามกองทุนรวมต่างประเทศธรรมดา อาจจะได้ 15 % แต่กองทุนจำกัดเป้าหมายของกำไรไว้ที่ 10 % ครับ และดูเหมือนว่ากองทุน Trigger Fund นั้นจะมีสถิติไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วยครับ เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อน ๆ ครับ กดอ่านที่นี่เพิ่มเติมได้ครับ

แต่ก่อนจะคิดแง่ลบแบบนั้น เรามาดูก่อนนะครับว่ากองทุนที่ไปลงทุนที่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นนั้น มันมีอะไรที่น่าสนใจ กองทุน ทริกเกอร์เหล่านี้จึงได้ทยอยออกมาครับ

เริ่มที่เกาหลีก่อนละกันนะครับ

เนื่องจากว่าเกาหลีในช่วงนี้ ได้รับโชค หรือ ผลจากการที่เป็นประเทศที่ส่งออกสินค้ากลุ่ม IT หรือชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ได้มาก โดยเฉพาะกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ ที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นเวลานานครับ สังเกตไหมครับ ว่าสหรัฐเองก็ยังต้องพึ่งพาสินค้าเหล่านี้อยู่ค่อนข้างมาก (โดยเฉพาะ อุปกรณ์ภายใน Tablet)

ลูกค้าคนถัดมาก็เป็นชาวจีนครับ ซึ่งทำให้การส่งออกของ เกาหลีนั้นเฟื่องฟูมากที่เดียวครับ ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง ๆ การเติบโตจะไม่เหมือนในช่วง 2 ปีที่แล้วก็ตามครับ แต่ปริมาณการส่งออกก็ยังดีอยู่ครับ

ดังนั้น ถ้ากองทุนเกาหลีนี้ ลงทุนได้ถูก sector แล้วละก็ กองทุนนี้ก็น่าสนใจทีเดียวครับ

ส่วนรายละเอียดกองทุนนี้ก็ตามด้านล่างเลยคับ

iShares MSCI South Korea Capped ETF

NameWeight (%)Sector
SAMSUNG ELECTRONICS CO. LTD.18.76Information Technology
HYUNDAI MOTOR CO. LTD.5.35Consumer Discretionary
SK HYNIX INC3.97Information Technology
POSCO3.47Materials
NAVER CORP3.38Information Technology
SHINHAN FINANCIAL GROUP CO. LTD.3.26Financials
HYUNDAI MOBIS CO. LTD.3.03Consumer Discretionary
KIA MOTORS CORP.2.45Consumer Discretionary
KB FINANCIAL GROUP INC.2.28Financials
LG CHEM LTD.2.01Materials

จะเห็นได้ว่ากองทุน ETF นี้ก็มีกลุ่มของ IT อยู่ค่อนข้างมากทีเดียวครับ(แน่นอนว่าที่เกาหลี ขนาดของบริษัทอย่าง Sumsung นั้นใหญ่มาก) ดังนั้น กองทุนก็น่าสนใจในการลงทุนครับ แต่อย่างที่ผมบอกครับ ผมไม่ค่อยลงทุนกับกองทุน Trigger Fund เสียเท่าไหร่ จริง ๆ ถ้าเป็นกองทุนเปิดธรรมดาละก็ ผมกะว่าจะลงทุนด้วยซะหน่อย แต่ถ้าท่านไหนชอบ Trigger Fund ละก็กองทุนนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยครับ

คราวนี้เรามาดูส่วนของกองทุน Trigger Fund ญี่ปุ่นที่ผมจะบอกเลยว่าเป็น High-Light กันบ้างครับ

จริง ๆ กองทุนญี่ปุ่น แบบที่เป็นแบบล้อตามดัชนี Nikkei 225 ผมเองได้เคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้วครับ (กดอ่านต่อได้เลยครับ) ซึ่งแนวโน้มของญี่ปุ่นเองก็ยังดีขึ้นนะครับไม่ได้เปลี่ยนไป ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าแนวโน้มการลงทุนกับกองทุนญี่ปุ่นนั้นก็ยังน่าสนใจครับ ยิ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนกับ Nikkei 225 ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้กองทุนนั้นมีโอกาสในการได้ผลกำไรตามที่คิดไว้มากขึ้นไปด้วย (แต่กองทุนควรที่จะต้องทำการป้องกันความเสียงจากค่าเงินแล้วนะครับ)

แต่เท่านั้นไม่พอครับ จำได้ไหมครับที่กองทุน Trigger Fund ส่วนใหญ่จะไม่ได้จำกัดขาดทุนให้กับเราครับ ? (บอกแต่เป้าหมาย แต่ไม่ได้บอกว่าจะขาดทุนด้วย)

กองทุนนี้ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ให้กับนักลงทุนครับ โดยการใช้ เครื่องมือทางการเงิน เช่น Option หรือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภทหนึ่งนั่นเองครับ

ผมจะอธิบายง่าย ๆ แบบนี้ละกันครับ

Option ก็เหมือนใบจองรถ หรือใบจองบ้าน ที่เราจ่ายเงินจองไปแล้วครับสมมติว่า เราจองรถไปที่ราคา 2 ล้านบาท ด้วยเงิน 50,000 บาทพอถึงเวลาที่ต้องรับรถ เผอิญรถรุ่นนั้นเป็นรุ่นที่มีคนต้องการเยอะมาก ทำให้ราคาปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านบาท ถ้าเราเอารถไปขายต่อให้คนอื่น ณ วันรับรถ เราก็จะได้กำไรจากการขายต่อ 2 แสนบาทนั้นเองครับ(จากการซื้อใบจองแค่ 50,000 บาท โอ้วกำไร เป็น 4 เท่าตัวเลย) แต่ถ้ากลับกันละครับ ราคารถของเรามันลดลงเหลือ 1.8 ล้านในวันรับรถ เราก็คงต้องจ่ายเงินที่เราสัญญาไว้คือ 2 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าราคารถในปัจจุบันที่ 1.8 ล้านอีกนะครับ ดังนั้น เราก็คงทิ้งใบจอง และไปซื้อรถด้วยราคา 1.8 ล้านบาทแทนใช่ไหมครับ แต่เราก็ต้องยอมรับ 50,000 บาทนะครับ เห็นไหมครับว่าการลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิมีความเสี่ยงสูง กองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากตามไปด้วยครับ

พูดง่าย ๆ ครับกองทุนนี้พยายามที่จะลดปัญหาด้านขาดทุนของกองทุน Trigger fund นั่นเองครับ โดยมีข้อกำหนดบางอย่างทีทำให้กองทุน ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับตัวลดลง กองทุนนี้ก็ไม่ขาดทุนครับ ถึงจะขาดทุนก็คงไม่มากเท่าไหร่ครับ (ประมาณว่าเสียแค่ค่าจองรถครับ)

รายละเอียดเพิ่มเติมของกองทุนครับ กดที่นี่ครับ นี่ด้วย

ดังนั้นกองทุน Trigger กองนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

สรุปนะครับ กองทุน Trigger ที่ออกมาบางครั้ง นักลงทุนก็ไม่ควรมองข้ามนะครับ เนื่องจากเดี๋ยวนี้กองทุนได้พัฒนาและมีการนำเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ มาทำให้ข้อเสียของกองทุนนั้นลดลงครับ ดังนั้นคราวหน้าถ้าเราพบกองทุน Trigger Fund เราก็ไม่ควรที่จะมองข้ามนะครับ อาจจะมีอะไรใหม่ ๆ มาทำให้เราลงทุนได้ง่ายขึ้นก็เป็นไปได้นะครับ

ส่วนท่านไหนที่ไม่ชอบ Trigger Fund ก็อย่างเพิ่งเบือนหน้าหนีเสียก่อนนะครับ ของดีมีไว้ให้เราค้นหาเสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save