ซื้อคอนโดเองดีกว่าเช่าห้องอยู่ จริงเหรอ?

สวัสดีอีกครั้งครับเพื่อนๆ หลังจากบทความ ระวังหมดตัวเพราะซื้อคอนโด ที่ผมเขียนเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีเพื่อนๆถามมาเยอะแยะเลยว่า ถ้าพูดถึงเรื่องของคอนโด เราควรจะซื้อหรือเช่าดีกว่ากัน ซื้ออาจจะแพงกว่าแต่ได้สินทรัพย์ แต่เช่าอาจจะสะดวกกว่า คิดแล้วมันน่าปวดหัวจังเลยนะครับผม

วันนี้ผมมิสเตอร์เกรย์แมน จะมาเล่าเรื่องวิธีการวิเคราะห์ในการซื้อคอนโดหรือเช่าว่าต้องดูอะไรบ้าง ประกอบตัวอย่างอธิบายเพื่อความเข้าใจสำหรับเพื่อนที่ง่าวๆคิดเลขไม่ออกมองเห็นภาพมืดบอดเหมือนจิตใจของเพื่อนๆนะครับ #หึมรุงคิดหรอว่ากรุจะสุภาพเรียบร้อยให้พวกมรุงเห็นครับสัส

เอาเลยสัส … มามามา พวกมรุงลองมาดูก่อนเลยสัส
วิธีการซื้อคอนโดหรือเช่ามรุงต้องดู 3 เรื่องหลักๆ ตามนี้เว้ยเฮ้ย

ข้อแรก อัตราดอกเบี้ยแม่มแพงแค่ไหน

เวลามรุงจะซื้อคอนโด มรุงต้องผ่อนใช่ไหมสัส ผ่อนแล้วมรุงก็ต้องเสียดอกเบี้ย ทีนี้ถ้าดอกเบี้ยแม่มสูงมาก มรุงจะต้องลำบากผ่อนมันทำไมขนาดนั้นล่ะดวกส์ แต่ถ้ามรุงบอกว่ารวยมรุงซื้อเงินสดก็เรื่องของมรุงสัส กรุขอชมเลยว่ามรุงแม่มรวยโคตรๆเลย #จงภูมิใจในความรวย

ข้อสอง ราคาขายต่อ กับ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เท่าไร

กว่ามรุงจะขายต่อได้ มันต้องใช้เวลานานกว่ามรุงจะผ่อนหมดนะสัส ดังนั้นจงประมาณการให้ดีกว่า ระหว่าง ค่าใช้จ่ายที่มรุงต้องจ่ายในระหว่างอยู่คอนโด เช่น ส่วนกลาง ค่าซ่อม ค่าใช้จ่ายต่างๆอีกมากมายที่ทำให้คอนโดมรุงขายต่อได้ กับ ราคาขายต่อ

ถ้าจะให้ดีลองคิดว่ามรุงเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนได้ผลตอบแทนแล้วคุ้มกว่าไหม เปรียบเทียบกันมาให้ชัดเจน แล้วมรุงจะรู้คำตอบว่า ซื้อไว้กะขายต่อกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแบบไหนมันมากกว่ากัน

ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่าขายต่อแปลว่ามรุงขาดทุนนะสัส ไปเช่าเอาดีกว่าซื้อ แต่ถ้ามรุงชัวร์ว่าราคาคอนโดมรุงแม่มขึ้นสัสๆ กรุแนะนำว่าถอนเงินมาซื้อรอไว้เลยดวกส์ #อะไรนะไม่มีเงิน

ข้อสาม ผลกระทบด้านอื่นๆที่แม่มเกี่ยวข้อง

ข้อนี้คือเรื่องที่มรุงต้องชั่งใจ ระหว่างการดูแลคอนโด กับการเช่า มันมีเรื่องราวซับซ้อนมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ภาษี ที่แม่มเอาดอกเบี้ยมาประหยัดภาษีได้ หรือค่าใช้จ่ายในการประกันที่มรุงต้องทำ ไปจนความลำบากในครอบครัว อนาคตของมรุง การขายต่อ คอนโดน่าอยู่ไหม ส่วนกลางดูแลดีแค่ไหน การขยายของประชากรจะเป็นอย่างไร ฯลฯ อีกเยอะแยะมากมายที่มรุงต้องเอามาเปรียบเทียบกัน

แต่กรุรู้ไงสัสว่ามรุงอ่านพวกนี้แล้วไม่เข้าใจ กรุเลยทำตัวอย่างมาอธิบายให้มรุงดู เพื่อที่มรุงจะได้เห็นภาพชัดๆว่า มรุงควรจะทำยังในการเปรียบเทียบบ้าง เอาล่ะสัส เรามาดูกัน

จากตารางสุดงดงามที่กรุทำ มรุงต้องเปรียบเทียบดูว่า ต้นทุนที่เสียไปกับประโยชน์ที่มรุงได้รับนั้น อะไรแบบไหนมากกว่ากัน เพราะตัวอย่างนี้มันบอกว่า ถ้ามรุงเลือกที่จะซื้อ มรุงจะต้องผ่อนปีละ 200,000 บาท (มาจากค่าผ่อน 150,000 บาท + ดอกเบี้ย 50,000 บาท) แถมด้วยค่าประกันบำรุงรักษาต่างๆอีก 10,000 บาท รวมเป็นต้นทุนทั้งหมดที่มรุงต้องจ่ายคือ 210,000 บาท

แต่การซื้อของมรุงแม่มเสือกได้สิทธิประโยชน์ภาษี เอาดอกเบี้ยไปลดภาษีได้ 50,000 บาท กับคอนโดแม่มราคาขึ้นปีละ 10% คือ 200,000 บาท เอาสิสัสไปๆมาๆแม่มถือว่า กำไร 40,000 บาท #ลบเลขเป็นสินะ #แต่ถ้ามรุงอยากคิดให้ดีกว่านั้นให้คำนวณโดยเอาภาษีที่ประหยัดได้มาคิดแทนดอกเบี้ยเลย

ในทางกลับกันสัส ถ้ามรุงเช่า มรุงมีแต่จ่ายค่าเช่าปีละ 120,000 บาท แต่เสือกได้รับผลประโยชน์จากเงินฝากธนาคาร 15,000 บาท เท่ากับมรุงขาดทุนอยู่ 105,000 บาท เมื่อเทียบกับการซื้อ ดังนั้นกรณีนี้พี่เกรย์ฟันธงเลยสัสว่า “ซื้อ” ดีกว่า “เช่า”

แต่ชีวิตจริงพวกมรุงต้องเอามาคำนวณเองนะสัส แต่มรุงต้องหาข้อมูลที่ชัดเจนมาใช้ บางครั้งแม่มประมวลผิดได้ไง เช่น คอนโดราคาแม่มเสือกลง อันนั้นมรุงก็ซวยไปเพราะความง่าวจากการใช้ข้อมูลของมรุงเองไงสัส

กรุหวังว่าพวกมรุงแม่มจะเข้าใจที่กรุเขียน ถ้าใครไม่เข้าใจที่กรุเขียนก็ไม่ต้องถามกรุนะ อ่านซ้ำสักสองสามรอบก็น่าจะเข้าใจ ส่วนใครที่บอกว่าภาษากรุห่วย มรุงก็อย่ามาคอมเม้นท์ให้เปลืองเวลา ถ้าว่างมากก็เอาเวลาไปหาเห็บหมาดีกว่านะจ๊ะสัสดวกส์

1 เหตุผลสำคัญที่คนออมเงินไม่ได้

วันนี้กรุมีเรื่องราวเตือนใจพวกมรุงมาฝาก เนื่องจากเห็นพวกขี้แพ้หลายๆคนแม่มชอบบอกว่า “ไม่มีเวลาเก็บเงิน” #ไอสัสเก็บเงินต้องใช้เวลาหรือไงวะดวกส์ หรือไม่ก็ “แค่ค่าใช้จ่ายทุกวันยังไม่พอเลย” #ใครใช้ให้มรุงจ่ายเกินตัวละดวกส์ #มรุงง่าวที่ไม่สามารถหารายได้เพิ่มต่างหาก  ถ้าอ่านถึงตอนนี้แล้วโมโห แสดงว่ามรุงเป็นอย่างที่พูดแหละสัส #อย่าร้อนตัว

เอาล่ะสัส กรุอยากให้มรุงอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ของเพื่อนกรุคนหนึ่ง มันชื่อไอ้เหน่ง เขียนแชร์ไว้ในเฟสบุ๊ก แต่มันไม่ยอมให้กรุใส่เครดิต เพราะว่ามันหน้าตาดีเกินไปกลัวว่าสาวๆจะหลงใหลได้

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่งไอ้เหน่งมันยืนต่อคิวกดตังอยู่ในปั๊มหน้าหมู่บ้าน ก็ต่อคิวลุงอ้วนๆ คนหนึ่ง แต่ลุงอ้วนคนนี้แม่มแต่งตัวสุภาพมาก จู่ๆลุงแกก็หันมาบอกว่านี่จะฝากเงิน ไอ้เหน่งมันก็งงว่า อยู่ๆลุงแกคุยด้วย สงสัยลุงจะแอบชอบมันป่ะวะ แถมยังงงต่ออีกว่า ตู้ ATM มีแบบฝากเงินได้ด้วยหรอ #กรุว่าไอ้เหน่งมันอยู่ผิดยุคแล้วสัส ลุงอ้วนแกก็บอกไอ้เหน่งว่า “เออฝากได้ ลุงมาหลายรอบแล้ว” สักพักมีเด็กคนนึงเดินมาบอกลุงว่า “เฮ้ยลุง หนูจะเอารถออก รถลุงแม่มจอดขวาง” ลุงอ้วนก็บอกไปว่า ขอฝากเงินให้เสร็จก่อน

ไอ้เหน่งหันไปมอง อ้าวว ลุงแม่มขับแท็กซี่นี่หว่า ระหว่างนั้นคนที่กดอยู่แม่มก็กดเสร็จพอดี ลุงอ้วนแกเลยก้าวเข้าไปฝากเงิน ระหว่างนั้น ลุงแกก็หันมาบอกไอ้เหน่งว่า “เนี่ยถ้าวันไหนมีเงินเหลือ 200-300 บาท ลุงก็ฝากไปเรื่อย ฝากมาตั้งนานไม่ถอน แกย้ำอีกครั้งว่าไม่ถอน  ไอ้เหน่งแม่มก็พยักหน้าเออออไปตามประสา แต่ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า ลุงอ้วนแม่มหน้าตาจริงใจมาก!!แถมยังยิ้มภูมิใจว่าชั้นกำลังออมเงินนะ โดยไม่ได้มีทีท่าโอ้อวดเลย
ไอ้เหน่งมันก็เลยคิดว่า คนขับรถแท็กซี่ ไม่รู้ว่ารายได้เยอะหรือน้อย วันนึงแม่มก็ได้ไม่เท่ากัน แต่เค้ายังพยายามเก็บเงิน 200 -300 บาท ไปเรื่อย  มันทำให้เห็นว่าคนเราจะรายได้น้อยหรือเยอะ ถ้าเราแม่มไม่มีข้ออ้าง รู้จักเก็บ รู้จักอดทน (เก็บมันไปทีละนิดเราก็ทำได้ เหมือนลุงอ้วนคนนี้ที่เค้าทำอย่างตั้งใจ มีน้อยเค้าก็พยามเก็บอดออมอย่างสุขใจ

แต่กรุรู้อยู่แล้วสัสว่า พวกมรุงอ่านจบแล้วก็ไม่ได้อะไร นอกจากคำประชดประชันแดกดันว่า “โหยยยย คนขับแท็กซี่แม่มเงินเยอะจะตาย” หรือไม่ก็ทำนองว่า “ลุงแม่มหลอกเราแน่ๆใครจะทำได้ แน่จริงให้ลุงโชว์ statement เงินฝากหน่อยสิวะ” และที่เจ๋งที่สุดมันต้องมีคนคิดข้ออ้างง่าวๆออกมาว่า “ชีวิตกรุลำบากกว่าลุงเยอะ มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ คนไม่เหมือนกัน” เอาเหอะสัส มรุงก็เชิญดักดานผลาญเงินกับการเป็นคนจนต่อไปนะดวกส์

สุดท้ายถ้ามรุงด่าอะไรกรุไม่ได้ มรุงคงจะด่ากรุว่า “ภาษาไม่สุภาพ”
แต่กรุอยากถามพวกมรุงเหมือนกันว่า “มรุงตัดสินคนจากภายนอกหรือไงวะสัส”

7 เรื่องราวที่หล่อนควรจะอบรมสั่งสอนลูกๆหล่อนเรื่องคุณค่าของเงินนะยะ

ด้วยความที่แฟนๆของเจ๊ มีจำนวนประชากรชะนีมากมายและชะนีดังกล่าวก็มีลูกมีผัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายๆนางมาปรึกษากับเจ๊ว่าจะสสอนลูกอย่างไรให้มันโตมาแล้วรู้จึกคุณค่าของเงิน เจ๊ก็เลยไปดูอิพวกบทความของฝรั่งว่ามันสอนเด็กยังไง เจ๊ว่ามันน่าสนใจดีนะค่ะ อิฝรั่งมันก็มีอยู่ 7 ข้อที่จะสอนเด็กๆ ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้าของมัน ดังนี้ค่ะ

ข้อที่ 1 เงินมาจากการทำงาน

ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ได้เงิน อุ้ย concept นี้คนไทยจะทำได้เปล่าก็ไม่รู้นะคะ เจ๊ว่ามันก็พอจะอะแด็ปได้บ้าง เวลาหล่อนทำงาน ถูกบ้าน ทำความสะอาด หล่อนก็อาจจะให้ลูกๆช่วยทำแล้วก็ให้เป็นเงินเพิ่มเติมจากเงินเดือน เงินวันที่ให้เด็กๆมันเอาไปโรงเรียนล่ะค่ะ จะด้วยวิธีการห่าเหวอะไรก็ตามแต่เช่น ถ้าลูกหล่อนสร้างแลนด์มาร์คทำความสะอาดห้องครัวหลังทานข้าวแล้วจะได้ Bonus 20 บาท หรือ หล่อนจะให้เป็นแต้ม เป็นบัตรสะสมแลก point อะไรก็ได้ค่ะ ทำมันเป็นแบบตารางการให้คะแนนแบบในโรงงานเลยค่ะ ให้เขาเห็นเลยว่าเขาทำอะไรบ้าง จะได้เงินจากส่วนไหนบ้าง แล้วก็ให้ลูกได้เห็นว่า เนี่ย เหนื่อยฉิบหายเลย ทำงานแล้วได้เงินมา

สิ่งที่หล่อนจะต้องสอนทันทีเมื่อให้เงินลูกก็คือ หล่อนต้องแบ่งเงินให้ลูกเป็นก้อนๆ อันนี้นะคะ เอาไว้ใช้ค่ะ อันนี้เอาไว้เก็บ อันนี้เอาไว้ลงทุน อันนี้เอาไว้ให้กับสังคม วู้ยย สวยค่ะ อินักบุญมันต้องชอบวิธีการนี้แน่เลย จ่ายกันเป็นรายอาทิตย์รายเดือนอะไรก็ได้ค่ะ เจ๊ว่ามันดีนะคะ ทำให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงินทองแต่เด็ก

ข้อที่ 2 เวลาใช้เงินนะคะ มันจะหายไปเลยค่ะ

หลายคนสอนเด็กประหยัดค่ะ พาไปไหนเด็กจะเอาๆๆๆ พ่อก็บอกว่า ไม่ได้นะๆๆๆ เปลือง เก็บเงินไว้ เงินมันจะได้มีเยอะๆในธนาคาร อิเด็กพวกนี้บางทีมันโตขึ้นมาแล้วมันไม่เคยซื้อของไง มันก็ซื้อฉิบหาย ซื้อจนเงินหมด รูดบัตรเครดิตตายห่ากันพอดี การเป็นพ่อเป็นแม่คนก็ควรจะสอนอีกแนวทางหนึ่งให้ลูกด้วยว่า เงินมันใช้แล้วมันหมดนะเพคะลูก อยากได้อะไรก็ให้มันซื้อไป แต่หล่อนก็ต้องทำบัญชีให้ลูกหล่อนเห็นด้วยนะคะว่า เกิดเป็นเด็กช่าง Want มันก็จะไม่มีเงินให้ซื้อในอนาคตค่ะ เก็บกันใหม่ค่ะ อยากได้ค่อยว่ากันเมื่อมีเงิน พอลูกหล่อนรู้ทั้งวิธีการได้มาเรื่องเงินและการจ่ายไปเรื่องเงินก็จะเริ่มคิดได้แล้วค่ะว่าชีวิตควรจะจัดการกับเงินยังไง

ข้อที่ 3 ทุกอย่างมันรอได้

ลองสังเกตดูคนสมัยนี้สิ จะเอาๆๆๆๆ ตลอดเวลา ซื้อของแต่ละทีอยากได้ก็ซื้อเลย ชิงสุขก่อนห่ามแท้ๆ  บางทีเจ๊ว่าเราไม่จำเป็นจะต้องรีบซื้ออะไรมากมายก็ได้เปล่าคะ? การรอมันอาจจะทำให้เราได้เจอสิ่งดีๆในอนาคตก็ได้ แบบว่า อุ้ยยยย ลดราคาแล้ว อุ้ยยยย ของใหม่ๆดีกว่าเดิมออกมา สอนเด็กเรื่องรอซักนิดนะคะ อย่างน้อยมันก็ทำให้ลูกหล่อนไม่ซื้อของโดยไม่คิด แล้วก็เอาเงินจากโลกอนาคตมาใช้ก่อนให้เป็นหนี้เป็นสินค่ะ เงินมันมีคุณค่านะคะ ให้เขารู้จักคุณค่าของเงินค่ะ

ข้อที่ 4 ไม่มีอะไรที่เป็นของเราทั้งหมดในโลกนี้ค่ะ

อันนี้ก็เป็นวิธีการสอนเด็กที่น่ารักอย่างหนึ่งคือ บอกมันไปเลยค่ะว่าเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งในสังคมเท่านั้น ไม่ใช่ว่าโลกเป็นของเราทั้งหมด เงินก็เช่นกันค่ะ เรามี เราได้มา ใช่ค่ะมันคือสิ่งที่จำเป็น แต่เราก็ควรจะเอาเงินที่เรามีให้กับสังคมเพื่อสร้างสิ่งดีๆด้วย คุณค่าของเงินเรามอบให้กับสังคมได้ค่ะ ยิ่งในประเทศไทยแล้วเราอยู่เมืองพุทธสอนเด็กในเรื่องของการทำดี อะไรพวกนี้ควบคู่กันไปเลยนะคะ เลิศจะตาย

ข้อที่ 5 สอนเด็กค่ะว่าเงินมันไปไหน

ในช่วงแรกเราอาจจะสอนเด็กถึงการแบ่งเงินแบ่งทองเป็นส่วนๆ แต่พอต่อมามันโตขึ้นมันเริ่มที่จะคิดเองเออเองได้แล้วว่าจะใช้เงินไปกับอะไร เราก็ต้องสอนให้มันรู้จักเรื่องของการทำงบประมาณทางการเงินนะค่ะ (อุ้ย เจ๊พูดอย่างกะจะสอนลูกไปบริหารราชการแผ่นดินซะงั้น) การทำงบก็คือการที่เราต้องสอนลูกว่าเงินแต่ละส่วนควรจะจัดสมดุลอย่างไรให้เหมาะสมบ้าง ไม่ใช่จ่ายแต่เสื้อผ้าอย่างเดียว สวยแต่เหี่ยว ประหยัดจัด ไม่ยอมกินข้าว นี่มันก็ใช้ไม่ได้นะคะคุณลูกข๋า พูดคุยกับเขาเรื่องการทำแผนการใช้เงินต่างๆค่ะ อะไรแนะนำได้ก็แนะนำค่ะ ลูกคุณจะได้ทราบว่าเขาควรจะต้องทำอย่างไรกับเงิน

ข้อที่ 6 อย่าซื้ออะไรที่เกินตัว

ถึงตรงนี้อาจจะมีคนแอบคิดเองว่า “สอนตัวเองก่อนสอนลูกไหมค่ะ กุยังทำไม่ได้เลยค่ะ” เธอว์ข๋า เราเป็นแม่ เราเป็นชะนีที่รักลูกอย่างดีงาม เราต้องเป็นตัวอย่างให้ลูกได้เห็นนะค่ะว่า เราไม่ควรใช้อะไรเกินตัว อิพวกบัตรเครดิตไม่ใช่คำตอบในการใช้เงินค่ะ อะไรรอได้ก็รอนะคะ ไม่ต้องรีบซื้อ รอมีเงินก่อนค่อยซื้อ นี่มันจะทำให้เด็กโตขึ้นจะได้รู้จักคิดนะคะ เรื่องเงินเรื่องทองสมัยนี้รูดกันฉิบหายเลย อันตรายมาก สอนแต่เด็กเรื่องอย่าทำอะไรเกินตัวไว้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเขาในอนาคตนะคะ

ข้อที่ 7 สอนให้รู้จักความพอเพียงค่ะ

เรื่องนี้ควรเลยนะคะ ควร ควร ควร สอนตั้งแต่เด็กเลย คือบางคนเนี่ยอยากรวย แต่ไม่เข้าใจว่าความร่ำรวยนั้นไม่ได้มีแค่การหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อจะซื้อทุกอย่างที่ตัวเองต้องการได้ ความร่ำรวยอีกแบบที่เราสร้างได้ก็คือ ความพึ่งพอใจในสิ่งที่เรามีแล้วเราก็มีความสุขกับมันได้ทุกเวลาค่ะ เธอว์ข๋า ไม่ได้ดราม่านะคะ แต่มันเป็นอย่างงั้นจริงๆค่ะ มีคนไม่น้อยนะคะที่พยายามจะหาเงินเยอะๆเพื่อสร้างความสุข แต่ความสุขเนี่ยมันมีได้เลยโดยไม่ต้องใช้เงินก็ได้ เจ๊คอนเฟิมค่ะ เจ๊ทำให้อิเกย์แมนเลิกเล่นหวยมาแล้วเพราะอิข้อนี้ (แต่เกย์แมนไม่ใช่ลูกนะคะ แค่เพื่อนสนิท ภู ธีร์ ค่ะ)

เอาล่ะค่ะ หวังว่าคงจะได้รับประโยชน์และแนวทางในการสอนลูกนะคะ ต่อไปเจ๊จะแนะนำเรื่องราวดีๆให้ชะนีไปสอนผัวได้เช่นกันค่ะ

ต้องขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ เรื่องนี้มาจากแรงบันดาลใจที่ฝรั่งเขียนไว้นะคะ 7 ways teach kids money โดยคุณ Ruth Soukup ค่ะ จุฟๆ

วิธีใช้จ่ายตามสบายโดยไม่ต้องคิด

ช่วงที่ผ่านมาผมเห็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนมีปัญหาเรื่องการใช้จ่าย แถมยังบ่นๆว่าลำบากในการจดบัญชีรายรับรายจ่าย อยากจะได้วิธีง่ายๆในการจัดการการเงินแบบอัตโนมัติ ได้ครับ วันนี้ @TAXBugnoms จัดให้!!! เพียงแค่เริ่มต้นขั้นตอนดังนี้

1. เริ่มต้นเก็บเงินให้ได้ก่อน 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนก่อน ส่วนนี้คือเงินสำรองฉุกเฉิน ห้ามถอน ห้ามเบิก ห้ามใช้ เอามาจ่ายเมื่อจำเป็นเท่านั้น

2. ทุกเดือนให้แบ่งรายได้เป็น 3 ส่วน โดยตัดบัญชีอัตโนมัติเพื่อความสะดวก ดังนี้

10% คือเงินออมเพื่อเกษียณ สำหรับรองรับชีวิตในวัยเกษียณที่คุณต้องการในอนาคต
10% คือเงินลงทุนระยะยาว (3-5ปี) สำหรับลงทุนดีๆในสินทรัพย์ตามความเสี่ยงที่เรารับได้
10% คือเงินออมเพื่อการประกันชีวิต เพื่อปิดกั้นความเสี่ยงหากเราเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

3. หลังจากนั้น ขอเชิญใชัจ่ายตามสบายและตามความต้องการของตัวเองได้เลยคร้าบบ

สำหรับวิธีการนี้ ผมขอตั้งชื่อว่า “30% ของรายได้เพื่อความสบายอย่างยั่งยืน” ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านของชีวิต อย่างไรก็ตามการจัดสรรการลงทุนของแต่ละคนนั้น อย่าลืมจัดสรรให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเองด้วยนะครับ

ป.ล. หลายๆคนอาจจะบอกว่าวิธีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องดี ซึ่งตัวผมเองก็เห็นด้วยในจุดนี้ครับ เพียงแต่ว่าบางคนอาจจะไม่มีเวลาที่จะทำ  ดังนั้นเรามาจัดสรรให้เป็นวิธีอัตโนมัติจะดีกว่าครับ เพราะยังไงสิ่งที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ จริงไหมครับ 🙂

หุ้นถูก หุ้นแพง ดูอย่างไร?

จากการที่ผมได้รับคำถามและสังเกตจากทั้ง Fan Page และนักลงทุนมือใหม่ที่รู้จักกันตามงานสัมมนา หลายๆคนจะมีคำถามเรื่อง หุ้นถูก หุ้นแพง ดูอย่างไร วิธีการเลือกหุ้นโดยเอาราคาหุ้นมาเป็นตัวตัดสิน โดย ให้เหตุผลว่า “เราควรซื้อหุ้นในราคาถูก” ซึ่งมันเป็นความที่ถูกต้องเลยนะครับ แต่หลายๆครั้งพอผมเช็คกลับไปว่า หุ้นราคาถูกของนักลงทุนนั้นเป็นอย่างไรและซื้อในมูลค่าเท่าไหร่ จะได้รับคำตอบที่อาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป

ยกตัวอย่าง… หุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำธุรกิจเดียวกัน

หุ้น A ราคา 10 บาท

หุ้น B ราคา 150 บาท

นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ อาจจะมีโอกาสเข้าใจผิดและตัดสินใจว่า เลือกหุ้น A ดีกว่า เพราะราคาถูกกว่า หากนำเงินมาลงทุน 15,000 บาท จะได้หุ้น A ถึง 1,500 หุ้น ในขณะที่หุ้น B ได้เพียงแค่ 100 หุ้น หากมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่เท่ากันจะทำให้ได้ผลกำไรในหุ้น A มากกว่าหุ้น B เมื่อลงทุนไปแล้วนักลงทุนบางคนอาจจะโชคดี หุ้น A เติบโตและราคาเพิ่มขึ้นจริงๆ แต่หากโชคไม่ดีก็อาจจะรู้สึกเสียดายถ้าหุ้น A ไม่ได้ขยับราคาไปไหนแต่หุ้น B เติบโตไป 200 บาทแล้ว

การมองลักษณะดังกล่าว ถ้าเราไม่ได้โชคดีอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนทางการลงทุนก็ได้ ถ้าผมยกตัวอย่างง่ายๆให้เห็นชัดๆ ผมหยิบเงินมาให้คุณเลือก เป็นแบงค์ 100 บาท 1 ใบ และ แบงค์ 20 USD 1 ใบ เชื่อผมไหมครับว่า ถ้าหากคนไม่รู้แล้วมองแต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะคิดว่า การหยิบเงิน 100 บาท นั้นมีตัวเลขที่สูงกว่า ก็เป็นได้ แต่บางคนก็โชคดี ดันหยิบแบงค์ 50 USD ไม่ได้หยิบแบงค์ 20 บาท

การมองหุ้นถูกหุ้นแพงของนักลงทุนมือโปร

นักลงทุนมือโปรเขามีวิธีการมองหุ้นที่ไม่เหมือนมือใหม่จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนะครับ

  • ดูก่อนเลยว่าธุรกิจไหน อุตสาหกรรมไหน น่าสนใจ
  • เข้าไปดูรายละเอียดของธุรกิจว่าทำอะไร สินค้าบริการเป็นอย่างไร มีโอกาสเติบโตเปล่า
  • ดูงบการเงินว่าเป็นอย่างไรในเรื่องของการเติบโต ง่ายๆคือ ลงทุนไปแล้วจะสร้างผลกำไรให้เขาไหม
  • เอามูลค่าหุ้นทางบัญชีมาประเมินดูเทียบกับมูลค่าหุ้นที่ขายในราคาปัจจุบันแล้วดูว่าจะซื้ออย่างไรให้ได้ราคาอย่างเหมาะสม

แน่นอนว่าการมองราคาหุ้นนั้น นักลงทุนมือโปรที่ดูปัจจัยพื้นฐานและดูงบการเงินเป็นสามารถบอกได้ว่าหุ้นนั้นราคาแพงมากขนาดไหน สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นมันจะมีมูลค่าทางบัญชีของมันอยู่ในงบการเงิน เช่น บริษัท หนึ่งมีทรัพย์สินอยู่ 1,200 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่มาจากเจ้าหนี้อยู่ 200 บาท และเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น 1,000 บาท (มี 1,000 หุ้นพอดี หุ้นละ 1 บาท)

งบแสดงฐานะทางการเงินจะทำให้คุณได้เจอมูลค่าหุ้นพื้นฐาน

ทีนี้ราคาทางบัญชีน่ะ มันเป็นราคาที่เป็นความจริงในระยะเวลารอบบัญชีที่เขาคิดกัน แต่ต้องอย่าลืมว่าธุรกิจมันเปลี่ยนทุกวัน ขายของมีกำไรมากขึ้นในเดือนถัดมา มีกำไร มูลค่าหุ้นทางบัญชีก็เปลี่ยนแล้วล่ะ เขาก็จะวัดกันทุกไตรมาส แต่พอหุ้นมันเอาเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เขาจะไม่ได้ซื้อขายตรงมูลค่าทางบัญชีหรอก เขาจะซื้อขายกันตรงความคาดหวังกันมากกว่า

เวลาเขาซื้อหุ้น เขาซื้อในราคาที่ขายกันในตลาดนะครับ ไม่ใช่ในราคาในบัญชี

ทำไมถึงซื้อขายตามความคาดหวังล่ะ? ถ้าคุณเปิดธุรกิจขึ้นมา แล้วมันสร้างผลกำไรในกิจการ นับวันมันก็ต้องโตขึ้นๆ ใครที่อยากซื้อกิจการดีๆ คนขายเขาก็ไม่ขายให้ถูกๆหรอก ขายให้แพงแน่นอน ส่วนคนซื้อก็ต้องชั่งใจดีๆว่า จะซื้อในราคาหุ้นเท่านั้นเท่านี้หรือเปล่า? แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าอยู่ๆในตลาดมันมองกันในแง่ร้ายมาๆ มีข่าวไม่ดีของกิจการ ความคาดหวังก็อาจจะลดลงก็ได้ ถ้าธุรกิจมันขาดทุนเอาๆ รับรองความคาดหวังยิ่งน้อยว่ามันจะดี คนก็อยากขายหุ้นออกไปเพื่อเก็บเงินสด เขาก็อาจจะขายกันต่ำกว่าราคาพื้นฐานก็เป็นไปได้นะ อารมณ์ว่าขอขายก่อนเถอะ ไม่ขายตอนนี้เดี๋ยวกิจการเน่า ขาดทุนมากกว่าเดิม ราคาพื้นฐานก็ปรับตัวลงอีกได้

หุ้นถูก หุ้นแพง ดูอย่างไร มาดูตัวอย่างของจริงกันดีกว่า ผมเอาข้อมูลมาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของหุ้นตัวหนึ่งนะครับ ใช้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้มีความประสงค์จะชี้นำใดๆ

ราคาทางบัญชีคือ “ราคาจริง ที่ไม่ได้เอาไปซื้อขายกัน”

ราคาในตลาดหุ้นคือ “ราคาที่ไม่จริง แต่ซื้อขายกันได้”

เห็นมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นในบรรทัดล่างไหม แต่ละปี มันขึ้นมาตามลำดับ 3.71 – 4.26 – 4.54 – 5.81 – 6.49 แต่ถ้าเราดูราคาล่าสุดที่เขาซื้อขายกันจริงมันราคาสูงกว่านั้นเยอะ เช่น ของที่ขายกันในราคา 3.71 ในปี 2553 เขาขายกันที่ราคาแถวๆ 11.80 บาท แล้วปัจจุบันถ้าเราซื้อที่ราคา 33.75 จริงๆแล้วมันราคา 6.49 เองน่ะ

ถ้าเรามองว่าราคาที่มันซื้อขายกันนั้นมันเทียบกับราคาพื้นฐาน เทียบกันเพื่อรอให้ซักวัน ราคาหุ้นจาก 33.75 บาท ร่วมมาเหลือ 6.49 หรือต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีเนี่ย คงไม่ได้ซื้อหุ้นแน่ๆเลยนะครับ ฮาๆๆ ดูจากอดีตที่ผ่านมาแล้วก็เหมือนกัน หุ้นมันวิ่งอยู่บนความคาดหวังเสมอ เพียงแต่จะคาดหวังน้อยหรือมากในแต่ละช่วงก็อีกเรื่องหนึ่งในช่วงปี คุณลองเอาหุ้นหลายๆตัวมาดูก็ได้ว่า อันไหนราคาหุ้นถูกและราคาหุ้นแพง แต่มันไม่สามารถเอาความแพงถูกมาวัดกันได้แบบแปะๆหรอก เพราะการทำธุรกิจและพื้นฐานของมันก็ต่างกันอยู่แล้วแม้จะในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามแต่เราก็ต้องรู้ว่าความคาดหวังของธุรกิจคืออะไรที่จะทำให้หุ้นขึ้นในอนาคตได้

สิ่งที่ทำให้คนคาดหวังกันว่าธุรกิจจะดีคืออะไรรู้ป่ะ?

“กำไร การเติบโตไง  รวมถึงแผนและข่าวต่างๆที่สร้างความคาดหวังว่าต่อไปจะมีกำไรและกิจการโต”

คน 4 ประเภทที่ควรลงทุนแบบออมหุ้น

ช่วงหลังมักจะมีการพูดคุยถึงว่าการลงทุนแบบไหน เหมาะสมกับใคร และการลงทุนด้วยการ ออมหุ้น แบบ DCA นั้น ใครทำได้บ้าง จริงๆแล้วการลงทุนในลักษณะนี้ผมว่ามันเป็นวิธีที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนะครับ มันเป็นวิธีการง่ายๆและ Basic มาก เพียงแค่เราวางแผนว่าเราจะเอาเงินออมมาลงทุนอย่างไรเดือนละครั้ง ในจำนวนที่เท่าๆกันและมีการเพิ่มจำนวนเงินลงทุนมากขึ้น

1. คนที่สามารถวางแผนทางการเงินได้

  • ไม่จำเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีงานประจำรายได้ประจำ
  • ฟรีแลนซ์ก็ทำได้ไม่ยาก

มักจะมีคนพูดอยู่เสมอว่า “การออมหุ้นเหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนและคนที่มีรายได้ประจำ” อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่จริงครับ เพราะคนมีรายได้ประจำหลายๆคนก็ลงทุนแบบนี้ไม่ได้ และเมื่อเราถามเขาว่าทำไมมันก็จะเป็นคำตอบที่เหมือนกับคนอื่นๆนั่นล่ะคือ “ไม่มีเงิน ช่วงนี้ผ่อนเยอะ ขอให้หนี้บัตรเครดิตก่อนนะ” ความสำคัญของการนำเงินมาลงทุนนั้นจริงๆแล้วมันไม่ใช่ว่าเราทำอาชีพอะไร รับเงินเดือนแบบไหน แต่มันคือการให้ความสำคัญของการวางแผนทางการเงินต่างหาก 

สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วอันอาจจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด คือ แบ่งเงินออมออกมาลงทุนในแต่ละเดือนให้เป็นวินัย เช่น เงินเดือน 30,000 บาท ลงทุนเดือนละ 10,000 บาท ก็นำเงินออกมาหลังเงินเดือนออกเพื่อลงทุนได้เลย

ในส่วนของฟรีแลนซ์ก็สามารถจัดการได้ด้วยการบริหารเงินก้อน หากเราได้รับเงินมาอย่างไม่ประจำ ก็สามารถแบ่งบางส่วนออกมาลงทุนรายเดือนด้วยการวางแผนล่วงหน้า เช่น ได้เงินก้อนมา 3 แสนบาท ก็สามารถแบ่งเป็นเงินออม 1 แสนบาทแล้วลงทุนเดือนละ 10,000 บาทได้ 10 เดือน หากมีเงินก้อนใหม่ก็อาจจะเพิ่มเติมลงไปตามการวางแผนของเราได้

2. คนที่ต้องไม่ต้องการดูราคาหุ้นรายวัน

  • ราคาที่ซื้อไม่ได้ถูกสุด แต่ไม่ได้แพงสุด เพราะเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

หลายๆคนมีความเข้าใจว่า การซื้อหุ้นต้องติดตามหุ้นอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นอาจจะขาดทุนหรืออดขายทำกำไรได้ หลายๆคนอาจจะไม่ต้องการดูราคาหุ้นรายวันแต่ไม่รู้ว่าการลงทุนแบบไหนที่จะทำให้เขาสามารถลงทุนหุ้นได้ผลตอบแทนดีในระยะยาวนอกจากการนั่งจ้องหุ้นเพื่อดูราคาที่จะเข้าซื้อ การลงทุนแบบ DCA นั้นจะทำให้ผู้ซื้อหุ้นไม่ติดกับดักทางอารมณ์ของการลงทุนในยามที่หุ้นขึ้นและหุ้นลงอย่างรุนแรงและสามารถสร้างผลกำไรระยะยาวได้เป็นอย่างดี หากผู้ที่ลงทุนนั้นสามารถเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้การลงทุนลักษณะนี้แม้เราไม่จำเป็นต้องดูหุ้นรายวันก็จริง แต่สิ่งที่ควรจะทำการบ้านก็คือการเกาะติดความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะสามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในระยะยาวได้

3. คนที่ต้องการออมโดยไม่สนใจค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น

  • ค่าคอมมิชชั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยหากอนาคตผลตอบแทนคุณมีมันมากเป็น 1,000%
  • คุณสามารถบริหารค่าคอมมิชชั่นได้จากการหาตัวเลือกทางการลงทุนอื่นๆ

การซื้อหุ้นแต่ละครั้ง นักลงทุนมีเป้าหมายในการลงทุนไม่เหมือนกัน บางคนระยะสั้น บางคนระยะยาว บางคนเก็งกำไร บางคนเป็น VI โดยเฉพาะนักลงทุนเก็งกำไรนั้น การได้ค่าธรรมเนียมถูกถือว่าเป็นแต้มต่อในการลงทุน เพราะเนื่องจากมีการซื้อมาขายไปเรื่อยๆ บางคนหลายรอบต่อวัน ต่อสัปดาห์ ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นก็ย่อมทำให้กำไรลดลง แต่สำหรับนักออมนั้นจะลงทุนอย่างมีวินัย เช่น เพียงแค่ 1 ครั้งต่อเดือนเท่านั้น หรือใครอยากจะน้อยกว่านั้นก็เป็นรายไตรมาสกับรายปี ซึ่งค่าธรรมเนียมนั้นขึ้นอยู่กับการวางแผนของเราเพราะโบรกเกอร์แต่ละแห่งเก็บค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน บางแห่งเก็บตามจริง บางแห่งมีขั้นต่ำ

หากเราวางแผนการออมด้วยเงินจำนวนน้อยๆ อาจจะทำให้สัดส่วนของเงินลงทุนสูงเมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น แต่เราสามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้บริการ บล. ที่ติดค่าคอมมิชชั่นตามจริง หรือ ออมให้มากขึ้นจนทำให้เกิดความคุ้มค่าเพื่อนำไปลงทุนเมื่อเทียบกับสัดส่วนค่าธรรมเนียม แต่อย่างไรก็ตามหากเราจ่ายค่าธรรมเนียมแพงที่สุดที่ 50 บาท ใน 1 ปี ซื้อเดือนละครั้ง ก็จะมีค่าใช้จ่าย 600 บาทเท่านั้น (ทานข้าว 2 มื้อก็หมดแล้ว)

4. คนที่ต้องการเริ่มออมและเรียนรู้การลงทุนทีละน้อย

  •  ออมได้โดยใช้เงินไม่มาก
  • สามารถเรียนรู้การลงทุนไปในตัว

เมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้นแล้วอาจจะนึกถึงคนที่ต้องลงทุนแบบหอบเงินเป็นถุงเป็นถัง หลายๆคนไม่มีประสบการณ์ก็มักจะเริ่มคำถามว่า เล่นหุ้นต้องเริ่มเท่าไหร่? การซื้อขายหุ้นและลงทุนให้ได้เป็นกอบเป็นกำในทีเดียวนั้นจำเป็นต้องมีเงินจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะทำให้เราสามารถสร้างกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการออมด้วย DCA ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นหรือกองทุนก็ตามเราสามารถสะสมได้ตั้งแต่จำนวนเงินน้อย หลายๆกองทุนและการเปิดบัญชีออมหุ้นสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1,000 บาท แต่หากเราต้องการลงทุนมากขึ้นก็สามารถเพิ่มงบประมาณการลงทุนตามที่เราวางแผนทางการเงิน แน่นอนว่าพอเราใช้เงินน้อย หากเกิดการขาดทุนขึ้นมาย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของเราอย่างแน่นอน และเราสามารถเรียนรู้ได้ว่าในภาวะต่างๆของตลาดเป็นอย่างไร หุ้นเติมโตและลดการเติบโตได้อย่างไร เมื่อเราเข้าใจภาวะต่างๆแล้วก็สามารถปรับเปลี่ยนวิธีต่างๆเพื่อให้เกิดการพัฒนาการลงทุนของตัวเราเองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้เช่นกัน

หากท่านมีเพื่อนที่มีลักษณะของผู้ที่พร้อมจะลงทุนแบบ DCA แล้ว อย่าลืมส่งต่อให้กับเพื่อนคนที่ยังไม่เคยออมใดๆนะครับ ไม่ว่าจะออมเงิน ออมในทรัพย์สินอย่างหุ้นก็ตาม จะได้มาช่วยกันสร้างความมั่งคั่งกัน

10 ไอเดียใช้เงินท่องเที่ยวให้สนุกสุขใจ คุ้มค่า

เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวแบบเที่ยวเองเป็นที่นิยมกันมากขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็สนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น แถมกระแสการเที่ยวต่างประเทศก็กำลังฮิต คนทำงานอย่างเราเมื่อทำงานหนักมาก็รู้สึกอยากพักผ่อนโดยหนึ่งในวิธีพักคือการไปท่องเที่ยวต่างถิ่นนั่นเอง

วันนี้ขอนำเสนอวิธีการใช้เงินท่องเที่ยวแบบคุ้มค่าเงิน สนุก และสุขใจไปพร้อมกัน จากบทความเรื่อง “5 วิธีซื้อความสุขด้วยเงิน” (http://goo.gl/P1Ccu9) ได้กล่าวถึงวิธีที่ที่ทำให้เราใช้เงินซื้อความสุขได้จริง วันนี้เราจะลองนำมาประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยวกันจริงๆ กันเลย ดังนี้

1. จงใช้เงินซื้อประสบการณ์แทนการซื้อสิ่งของจะทำให้เรามีความสุขมากกว่า

เพราะฉะนั้นการซื้อทริปท่องเที่ยวนั้นเป็นสิ่งที่เราควรทำเพราะสร้างความสุขให้กับเราได้ ความทรงจำในการท่องเที่ยวจะติดตาตรึงใจเราไปอีกนาน ถือว่าจ่ายทีเดียวแล้วคุ้มทางความรู้สึกไปอีกนาน

2. ก่อนซื้อทริปให้ตั้งข้อสัญญาก่อน เราควรตั้งเงื่อนไขก่อนซื้อทริป

เช่น ถ้าทำผลงานได้ดี ทำยอดขายได้ถึงเป้าหมายเราจะซื้อทริปไปเที่ยวด้วยกันกับครอบครัวกับแฟน การตั้งเงื่อนไขทำให้ทริปนั้นมีคุณค่ามากขึ้นเพราะมันได้มาแบบไม่ง่ายนัก เราอย่าซื้อทริปตามใจตนเองทุกครั้งที่เราอยากไป แต่ให้ตั้งเงื่อนไขสักนิดถึงจะดี

3. จ่ายเงินก่อนแล้วค่อยใช้เที่ยวทีหลัง

เราควรจ่ายเงินซื้อทริปไปก่อน แล้วตั้งตารอคอยวันที่ทริปนั้นจะมา การอดทนรอทำให้เรารู้สึกว่าทริปนั้นมีค่าสมกับการรอคอย เราจะรู้สึกลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงวันเที่ยวสักทีนะ และนั่นเองคือความสุขระหว่างที่เรารอสิ่งที่อยากได้

4. เลือกซื้อทริปแบบที่ได้สัมผัสรู้จักคนท้องถิ่น

การท่องเที่ยวแบบชะโงกทัวร์มีข้อดีคือสะดวกสบายไม่ต้องทำอะไรมาก แต่มีข้อเสียคือทำให้เรามองเห็นแต่ภาพลักษณ์ด้านเดียวตามที่เจ้าถิ่นอยากนำเสนอ และข้อเสียอีกประการคือเมื่อเป็นธุรกิจท่องเที่ยวแล้วเป้าหมายหลักก็คือการดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวให้ยินดีจ่าย ดังนั้นเราอาจจะพลาดประสบการณ์หรือไลฟ์สไตล์แบบที่คนท้องถิ่นดำเนินชีวิตจริง ขอแนะนำให้ลองใช้บริการไกด์ท้องถิ่นจากเว็บไซต์ www.Meetrip.to (Travel guide and tour by local people) หรือเว็บไซต์ที่พักห้องว่างของคนท้องถิ่นที่เว็บไซต์ www.airbnb.com จะช่วยให้เรามีเพื่อนต่างถิ่นและได้สัมผัสการใช้ชีวิตจริง เป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับเรา ทำให้เรามองเห็นความแตกต่างของแต่ละประเทศได้ชัดเจน และข้อดีคือค่าใช้จ่ายไม่แพง

5. ตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวแบบ 7-15 วันไว้สัก 1 ครั้งต่อปี

การเที่ยวด้วยระยะเวลานานทำให้เรามีเวลาซึมซับวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของท้องถิ่นนั้นได้

6. ควรจัดกรุ๊ปเที่ยวไปด้วยกันประมาณ 4 คน ไม่ขาดไม่เกิน

เพราะ 4 คนเป็นตัวเลขที่ลงตัวสำหรับที่พักต่างๆ ร้านอาหาร และการนั่งรถแท็กซี่ได้พอดีไม่เบียดอัด นอกจากนี้การเที่ยว 4 คนทำให้เราไม่เหงาเกินไป และกลุ่มก็ไม่ใหญ่เกินไปจนเหินห่าง

7. การเก็บเงินไปเที่ยวควรจะคำนวณงบประมาณคร่าวๆ ในการเที่ยวไว้ก่อน

แล้วให้เราลงมือทำงานหาเงินเพื่อให้ไปถึงงบประมาณนั้นให้ได้ ทำให้เราทำงานอย่างมีพลัง และควรจะโฟกัสเก็บเงินไปเที่ยวทีละ destination

8. ขณะเที่ยวให้สังเกตธุรกิจหรือไอเดียใหม่ๆ ที่จะเอามาใช้ในการทำงานของเราด้วย

เช่น ไปดูร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเรา อาจจะได้ไอเดียธุรกิจใหม่ๆ มาสร้างเงิน เที่ยวทีเดียวได้ทั้งความสุข สนุก และไอเดียเงินล้านกลับบ้าน คุ้มดีใช่ไหม

9. วันแรกที่ไปเที่ยวต่างถิ่นควรจะสร้างมิตร (make friend) ไว้เลยทันที

สร้างมิตรแล้วขอช่องทางการติดต่อไว้ เพราะเขาจะช่วยเหลือและให้ข้อมูลต่างๆ กับเราได้ หรือบางครั้งเรามีปัญหาระหว่างที่อยู่ต่างถิ่นเขาก็จะสามารถช่วยเหลือเราได้ ถ้าจะให้ดี ก่อนไปเที่ยวเราอาจจะหาเพื่อนไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วนัดเจอเขาได้ จะช่วยให้เราสนิทกับคนต่างถิ่นได้เร็วขึ้น อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวจะมีคุณค่านั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราไปเที่ยวที่ไหน แต่สำคัญที่ว่าเราเที่ยวกับใคร เราอยู่กับใครต่างหาก อีกช่องทางที่แนะนำคือ www.linkedin.com เว็บไซต์นี้ทำให้เรารู้จักคนที่ทำงานในฟิลด์เดียวกับเราในต่างถิ่น การได้คุยกับคนทำงานด้านเดียวกันนั้นจะทำให้เราสนุกเพราะเป็นคนที่คิดคล้ายเราและในอนาคตอาจจะต่อยอดเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจกันได้

10. ฝึกฝนภาษาอังกฤษเอาไว้คุยกับคนต่างชาติ

ตอนที่อยู่เมืองไทยเราควรหาเพื่อนต่างชาติไว้คุยสัก 1-2 คนเพื่อฝึกฝนภาษาอังกฤษ การพูดคุยภาษาอังกฤษไม่ต้องกลัว อย่าไปเครียดว่าจะพูดถูกต้อง 100% แค่พูดสื่อสารได้พอใช้ก็โอเคแล้ว เราไม่ควรมีทัศนคติว่าภาษาอังกฤษยาก เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ยาก แค่พูดออกไปแม้จะเป็นคำพูดพื้นฐานง่ายๆ แค่นี้คนต่างชาติก็เข้าใจแล้วว่าเราต้องการอะไร ดีกว่าไม่พูดอังกฤษเลย การไม่พูดอังกฤษทำให้เราหมดโอกาสที่จะได้รู้จักคนใหม่ๆ บนโลกใบนี้ น่าเสียดายนะว่าไหม

เพราะการท่องเที่ยวทำให้เรามีความสุขได้จริง

ขอให้ทุกคนมีความสุข

7 บัญชีสู่สวรรค์ทางการเงิน (7-Heaven-Money-Model)

พูดถึงเรื่องเงินทีไร ใครๆก็บอกว่าเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว (ยากเยอะเลย – -“) แถมเรื่องพวกนี้ยังไม่ค่อยมีใครสอนเราอีกต่างหาก ตั้งแต่ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย สุดท้ายกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มีปัญหาการเงินเสียแล้ว

วันนี้ @TAXBugnoms ขอแนะนำวิธีการบริหารเงินดีๆ ที่ได้รับจากน้องบก.คู่บุญ คือ คุณต่อทอง ทองหล่อ ที่ทำให้ผมเซอร์ไพร้ส์กับแนวคิดวิธีการจัดการการเงินของน้องเค้ามากๆ โดยแนวคิดนี้มีชื่อว่า “7 บัญชีสู่สวรรค์ทางการเงิน”

เอาล่ะครับเรามาดูกันเลยว่าน้องเค้ามีวิธีบริหารจัดการการเงินอย่างไรบ้าง ทุกครั้งที่เรามีรายได้มา ให้แบ่งเงินออกเป็น 7 บัญชี ตามสัดส่วนดังนี้ครับ

1. 55% สำหรับบัญชีเพื่อการใช้จ่าย (Living Account)

เงินส่วนนี้จะเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์และถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของเรา และที่สำคัญที่สุดเราห้ามใช้จ่ายเงินเกินกว่าส่วนนี้อย่างเด็ดขาด

2. 20% สำหรับบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน (Saving Account)

เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ชีวิตมีปัญหา โดยต้องเก็บไว้ขั้นต่ำ 3 – 6 เท่าของรายรับต่อเดือน และส่วนที่เกินกว่านั้น อาจจะสำรองไว้ใช้เพื่อสร้างเป้าหมายทางการเงินในอนาคต เช่น ซื้อบ้าน รถ แต่งงาน ค่าการศึกษาบุตร สำหรับส่วนนี้ให้เก็บไว้ในกองทุนรวมที่สามารถขายออกได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 วัน (T+1)

3. 10% สำหรับบัญชีเพื่ออิสรภาพการเงิน (Freedom Account)

โดยเก็บไว้ในกองทุนรวม กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือบัญชีออมหุ้น เพื่อสร้างอิสรภาพการเงินระยะยาวที่เราต้องการ โดยบัญชีนี้เราจะมีข้อแม้ว่า “ห้ามถอนเด็ดขาด” จนกว่าจะถึงอายุที่กำหนดไว้

4. 5% สำหรับบัญชีเพื่อการศึกษา (Education Account)

โดยเก็บไว้ในกองทุนรวมที่ขายได้ภายใน 1 วัน หรือบัญชีออมทรัพย์ เพื่อสร้างการศึกษาต่อยอดความรู้เพื่อเป็นทรัพย์สินตัวเองในอนาคต ดังเช่นที่เบนจามิน แฟรงคลิน เคยกล่าวไว้ว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในความรู้” นั่นเอง

5. 5% สำหรับบัญชีรางวัลชีวิต (Play Account)

เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้จ่ายให้แหลกลาญ สมกับความเหนื่อยยากที่ผ่านมาในชีวิต

6. 5% สำหรับบัญชีเพื่อสังคม (Donation Account)

โดยเก็บไว้ในกองทุนรวมที่ขายได้ภายใน 1 วัน หรือบัญชีออมทรัพย์ เพื่อสร้างสรรค์สังคมผ่านการบริจาคหรือให้การกุศลต่างๆ เพื่อเรียนรู้ถึงการเป็นผู้ให้และการแบ่งปันเพื่อคนอื่นบ้าง

7. บัญชีเครดิตการ์ด (Credit Card Account)

สำหรับคนที่มีบัตรเครดิต ทุกครั้งที่ใช้จ่ายผ่านบัตรให้โอนเงินจากบัญชีเพื่อการใช้จ่าย (Living Account) มายังบัญชีบัตรเครดิตทุกครั้ง เพื่อให้เราไม่ใช้จ่ายเงินเกินตัว และที่สำคัญทำให้เราไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตอีกต่างหาก

หมายเหตุ…

1) กองทุนที่เปิดไว้ควรเป็นคนละกองกัน เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการเงิน
2) ควรผูกบัญชีเข้ากับบัญชี internet banking และ mobile banking เพื่อความสะดวกในการโอน
3) % ดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้เองตามความต้องการ
4) วิธีนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีรายได้ประจำ
5) การเลือกกองทุนควรศึกษาก่อนลงทุน เพราะมีความเสี่ยงในการลงทุน
6) หากรับความเสี่ยงได้ ส่วนที่เหลือจากบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน (Saving Account) สามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆได้ เช่น หุ้น อนุพันธ์ อีทีเอฟ ทอง ซิลเวอร์ คริปโตเคอเรนซี กองทุนรวม คอนโด ที่ดิน ตึกแถว ห้องเช่า พระเครื่อง ของสะสม หรือสารพัดสินทรัพย์ที่คุณสนใจลงทุน ฯลฯ
7) โปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุน ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

ป.ล. แนวคิดนี้อ้างอิงจากวิธีการแบ่งเงินตาม 6Jars Model ของ T Harv Eker (นักวางแผน) เพื่อให้ชีวิตมีความสมดุล ไม่ขัดสน และช่วยทำให้รวยได้ทั้งทางตัวเลขและทางจิตใจ สุดท้ายนี้ ขอบคุณที่มาจาก น้องมัด ต่อทอง ทองหล่อ ผู้มีแนวคิดดีๆที่ทำให้ผมเซอร์ไพร้ส์เสมอด้วยครับ

3 เหตุผลที่คนยังจนดักดาน

เอาล่ะสัส หลังจากที่กรุกลับมาจากพักร้อนช่วงสองสามวันนี้ กรุดันไปเจอไอเดียแปลกๆ จากบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่มันเขียนเรื่องออมเงินก่อนเกษียณ เลยอยากเอามาแลกเปลี่ยนให้พวกมรุงฟังตามประสาเด็กแวนซ์อย่างกรุ บทความนี้แม่มมีจุดอ่อนเยอะมากสัส แต่ก่อนจะเล่าให้ฟังนั้น กรุมีข้อมูลให้พวกมรุงพิจารณาก่อนสัส พวกมรุงลองดูตารางกากๆนี้ก่อนดวกส์

พวกมรุงลองสังเกตดูดิ ถ้าอยากจะมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาทติดต่อกัน 25 ปี มรุงต้องเก็บเงินภายใต้ความแตกต่างกันของผลตอบแทน 4-8% ยังไงบ้าง นี่แหละคือความผิดพลาดของคนเขียนที่มันยังทำให้คนไทยอย่างพวกเราต้องจนต่อไป เพราะอะไรลองมาดูกันต่อเลยสัส

ข้อแรก : บทความนี้บอกไม่ละเอียด

กรุอ่านดูแล้ว บทความนี้เขียนขึ้นโดยที่ไม่บอกเลยว่าผลตอบแทน 4-8% หาได้ที่ไหน แม่มระยำมากจริงๆ แทนที่มันจะบอกว่า ผลตอบแทนแบบนี้หาได้ที่ไหนทันที ต้องทำยังไง ต้องไปหาซื้อที่ไหนแบบไหน

กรุรู้แต่กรุฝากออมทรัพย์ใช้เงิน กินของหรู ผ่อนมือถือซื้อของแพงไปวันๆ ทำไมบทความไม่บอกไปเลยว่ากรุต้องทำอะไรแบบเป็นขั้นเป็นตอนยังไง จริงๆต้องมาประเคนให้รู้สิวะ เหมือนตอนที่กรุป้อนข้าวหมาที่เป็นอัมพาตแถวบ้านน่ะ คือ เราไม่มีความรู้ทางการเงินไม่ได้แปลว่าเราไม่อยากรู้ แต่มันยากเกินไป คุณคนเขียนมรุงกรุณาบอกง่ายๆมาเลยสิครับว่าต้องทำยังไงที่ไหน แบบนี้ใช้ไม่ได้เลยห่วยสัสๆ

ข้อสอง : ทำไม่ได้จริง

ใครมันจะไปทำได้วะ อายุ 22 ปีออมเงินได้เดือนละ 15,000 บาทที่ผลตอบแทน 4% ลองคิดถึงความเป็นจริงบ้างสิวะ แม่มเรียนจบมาเงินเดือนขั้นต่ำแค่ 15,000 บาท ในโลกนี้ไม่มีใครที่เพิ่งเรียนจบมาแล้วหาเงินได้มากกว่า 15,000 บาทหรอก ไอ้พวกที่หาได้มันก็ขี้โม้ ทุกคนน่ะเหมือนเรากันหมด

ที่สำคัญตารางนี้ไม่ได้บอกให้ชัดๆเลยว่า ผลตอบแทน 4% 6% 8% ทั้งหลายนั้น มันคือการเปรียบเทียบที่บอกให้พวกเรารู้ว่า “ผลตอบแทนที่ต่างกันทำให้จำนวนเงินที่ใช้น้อยลง” กรุอ่านแล้วทำไม่ได้ไง ตอนนี้กรุก็อายุ 42 ปีแล้วเก็บเงินต่อไปคงไม่ทันการ ก็ขอใช้ชีวิตดักดานเป็นภาระลูกหลานไปก่อนดีกว่า เฮ้อ

ทุกครั้งกรุเจอบทความแบบนี้ กรุต้องตั้งคำถามว่า “คนเขียนทำได้หรือยัง” เพราะถ้าคนเขียนทำไม่ได้ห้ามมาสอนกรุนะ กรุไม่เชื่อหรอก เมื่อเช้านี้แม่กรุสอนให้กรุเป็นคนดี กรุยังถามแม่กรุเลยว่า แล้วแม่เป็นคนดีหรือยัง นี่แหละสัสวิธีการคิดของคนจนอย่างเราๆ ต้องสงสัยว่าคนที่พูดทำได้ไหมแต่ต้องไม่สนใจนะว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรได้จากคำที่คนนั้นมันพูด

ข้อสาม : ยาวไปอ่านยาก

แม่มเขียนยาวเกินไป กรุยอมรับตรงๆว่า คนจนอย่างพวกเราแม่มได้เรียนหนังสือเหมือนคนรวยนะสัส แต่เราแม่มขี้เกียจอ่านบทความพวกนี้ว่ะมันยาวไป ไม่มีง่ายๆสั่นๆ ให้คนโง่ๆ เอ้ย อ่านเข้าใจง่ายๆบ้างหรอวะสัส กรุสงสัยจริงๆ ว่าจะเขียนยาวไปทำไม ความรู้ที่ดีต้องสั้นๆง่ายๆแม้แต่ควายยังเข้าใจได้สิดวกส์

สุดท้ายนะสัส กรุคิดว่ากรุคงไม่มีวันรวยว่ะ เพราะกรุไม่เคยคิดจะหาความรู้ นั่งด่าคนอื่นตามโซเชี่ยวเน็ตเวิรก์ไปวันๆ เห็นคนรวยกว่าก็ด่าเค้า เห็นคนจนกว่าก็ดูถูก ที่สำคัญกรุชอบโทษนู่นนั่นนี่ไปหมดเลย ว้า แย่จัง 

8 เรื่องการเงินที่ควรรู้ ถ้าคุณอยากมีอิสรภาพทางการเงิน ตอน 1

ยุคสมัยทุกวันนี้ ค่าครองชีพสูง น้ำมันแพง ค่าเน็ต ค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายทั้งหลาย เพิ่มขึ้นอย่างกับเงาตามตัว แต่ค่าแรงที่ได้มาไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มตามเสียเลย และที่สำคัญ เมื่อไรก็ตามที่ใครสักคนบอกความฝันว่าอยากจะมีเงินล้านสักก้อน รับประกันได้ว่าต้องมีหลายคนบอกว่า “เพ้อ”

แต่เดี๋ยวก่อน!!!! อย่าเพิ่งน้อยใจไปครับ เพราะฝันของเรานั้นอาจจะเป็นจริงได้ง่ายๆ  ที่สำคัญไม่ใช่แค่เงินล้าน แต่มันคือ “อิสรภาพทางการเงิน” กันเลยทีเดียว

เพียงแค่เรารู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “การวางแผนทางการเงิน” และในวันนี้ @TAXBugnoms ได้รวบรวมเรื่องราวดีๆ สำหรับวิธีการวางแผนการเงินที่ควรทำเพื่อที่เราทุกคนนั้นจะได้มีเงินล้านกันสักที

1) อานุภาพของดอกเบี้ยทบต้น

ดอกเบี้ยทบต้น พูดสั้นๆง่ายก็คือ ดอกเบี้ยของดอกเบี้ยนั่นเอง ซึ่งมีบร๊ะลานุภาพที่แสนจะยิ่งใหญ่ ทบไปทบมาก็อาจจะทำให้เรามีเงินล้านได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง แนะนำให้อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมที่ ซีรี่ย์การเงินรวยได้ไม่ง้อพ่อ 2 : ค่าของเงินตามเวลา

2) กฎแห่งเลข 72

เมื่อเรารู้จักกับดอกเบี้ยทบต้นแล้ว ทีนี้ เราลองมารู้จักกับวิธีการคำนวนผลตอบแทนที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง เรียกว่า “Rule of 72” หรือ “กฎของเลข 72″

ซึ่งกฎนี้จะใช้สำหรับการคำนวณความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนกับจำนวนปี ที่จะทำให้เงินต้นของคุณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยสูตรการคำนวณจะเป็นดังนี้

จำนวนปี = 72 / อัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน

สมมุติว่าถ้าคุณมีเงินต้นจำนวน 100,000 บาท ที่ได้รับผลตอบแทนในอัตราดอกเบี้ย 9% ต่อปี แปลว่าคุณจะต้องใช้เวลาทั้งหมด 8 ปี ถึงจะสามารถทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาท

3) ระบบออมเงินภาคบังคับ

ถ้าหากเราเป็น “มนุษย์เงินเดือน” สิ่งหนึ่งควรเริ่มต้นออมเป็นลำดับแรกก็คือ “ระบบการออมภาคบังคับ” หรือ การออมที่กฎหมายบังคับให้เราต้องออมนั่นเอง โดยการออมประเภทนี้อยู่ในรูปของกองทุนที่เราคงคุ้นชื่อกันดี ได้แก่ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับ “กองทุนประกันสังคม” นั้น เราจะถูกบังคับออมทุกเดือนในอัตรา 5% ของรายได้ โดยยอดสูงสุดที่เราออมต่อเดือนคือ 750 บาท และเงินที่เราออมนั้นจะได้รับกลับคืนไปในรูปของ “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ” เมื่อเกษียณนั่นเอง

หรือถ้าระหว่างนั้นเราต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ เราก็สามารถเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชยอื่นๆ จากประกันสังคมได้ครับ

ส่วน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมเงิน โดยลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งหรือที่เรียกว่า “เงินสะสม” ที่หักออกจากเงินเดือน และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งหรือที่เรียกว่า “เงินสมทบ” ซึ่งปกติแล้วนายจ้างจะสมทบให้เท่ากับ หรือ มากกว่า เงินที่ลูกจ้างจ่ายสะสม

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะมีผู้บริหารมืออาชีพที่เรียกว่า “บริษัทจัดการ” เพื่อแสวงหาผลตอบแทนให้มากที่สุด และนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกกองทุนทุกคนตามสัดส่วนของเงิน แต่ไม่มีการจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้นะครับ เพราะกองทุนจะสะสมยอดเงินทั้งหมดให้เป็นก้อนใหญ่ เพื่อเก็บไว้รอจ่ายคืนให้สมาชิกที่สิ้นสุดความเป็นสมาชิก เช่น เมื่อลาออกจากงาน หรือเกษียณ

ซึ่งทั้งสองตัวที่ว่ามานี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญถ้าหากเราต้องการวางแผนการเงิน แต่ยังไม่รู้จะทำอย่างไร @TAXBugnoms เชื่อเลยครับว่า  “ระบบการออมภาคบังคับ” นี่แหละตอบโจทย์ที่เราต้องการที่สุดแล้ว

4) จัดสรรเงินออมฉุกเฉิน

สำหรับเงินออมฉุกเฉินนั้น คือ เงินออมที่เราทุกคนควรมีเพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินที่ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือเหตุจำเป็นที่ต้องใช้เงินขึ้นมา โดยตามทฤษฎีแล้ว การมีเงินออมฉุกเฉินนั้นต้องมีอยู่ที่ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนที่เราใช้นั่นเองครับถ้าหากใครยังไม่มีเงินส่วนนี้ บอกได้เลยว่าชีวิตของคุณอยู่ในความเสี่ยง ต้องระวังตัวไว้ให้ดีนะคร้าบบ

เอาล่ะ.. วันนี้เราได้รู้จักกับความรู้ทางด้านการเงินทั้ง 4 ประเภทไปแล้วในตอนนี้ สำหรับตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่า มีอะไรที่เราควรรู้จักเพิ่มขึ้นอีก เพื่อที่จะได้วางแผนการเงินให้ถูกต้องและมีความสุขอีกด้วยครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save