อยากเกษียณไว โปรดฟังทางนี้

มีคนขอให้กรุช่วยแนะนำการลงทุนสำหรับวัยเกษียณให้หน่อย กรุฟังแล้วขึ้นเลยสัส กูรูออมมันนี่มีมากมายแต่ทำไมกลายเป็นกรุต้องมาเขียนเรื่องนี้ พอไปถามนังเลขา มันบอกกรุว่า “ก็เพราะพี่แก่ไง” ใช่สินะ คนแก่อย่างกรุมันแก่แล้วไปหนักหัวใครกันวะเนี่ย แต่ไม่เป็นไรสัส กรุจะเขียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมานานกว่า 50 ปีให้พวกมรุงฟัง

บทความนี้ไม่ใช่สำหรับคนที่อยู่ในวัยเกษียณ แต่เป็นบทความสำหรับคนที่คิดว่าจะวางแผนเกษียณทุกคน ตอนแรกกรุกะจะเขียนบทความแบบสุภาพเพราะกลัวว่าคนแก่จะหัวใจวาย แต่คิดไปคิดมาถ้าหลุดสไตล์ เดี๋ยวคนจะรักกรุมากเกินไป อันนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันสัส

เอาล่ะ… ก่อนอื่นลำดับแรกเลย มรุงต้องเข้าใจก่อนว่า “วัยเกษียณ” หรือคนที่อายุ 55 ปีขึ้นไปนั้น (เปรียบเทียบจากวัยทำงานเฉลี่ยของคนไทย) มันคือ “คนแก่” ต่อให้หน้ามรุงยังหนุ่มสาวสองพันปีด้วยโบท็อกซ์ร้อยไหม แต่ร่างกายภายในนั้นเสื่อมโทรมแบบสุดๆ นั่นแหละสัส สิ่งแรกที่พวกมรุงต้องทำนั่นคือ “ระมัดระวังในเรื่องของความเสี่ยง” เพราะถ้ามรุงพลาดแล้ว รับประกันว่าตายแบบไม่มีความสุขอย่างแน่นอน

ดังนั้น กรุขอให้เริ่มต้นจาก

วางแผนแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บและโรคชราสักก้อนหนึ่ง

ข้อต่อมา จงจำไว้ว่า “มรุงคือคนตกงาน” มรุงมันคนแก่ไม่มีงานทำ แถมรายได้ของมรุงนั้นมันจะมาจากการลงทุน “ไม่มาก” เพราะว่ามันคือเงินก้อนสุดท้ายฟอร์ยัวรีไทร์เม้นท์ ประกอบกับเหตุผลที่มรุงไม่สามารถเสี่ยงได้อีกต่อไปตามข้อแรก ดังนั้นมันต้องประกอบด้วยปัจจัยสองข้อ คือ

1. มรุงต้องมีเงินไว้ใช้สำหรับเกษียณจำนวนมาก

วิธีคิดง่ายๆคือ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังจากเกษียณ x จำนวนปีที่มรุงจะมีชีวิตอยู่ x 12

ป.ล. วิธีคิดคร่าวๆแบบนี้ แต่ถ้าให้ดีอย่าลืมคิดเผื่อเรื่องเงินเฟ้อไว้ด้วยนะสัส

2. มรุงต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารเงินหรือตราสารหนี้

แต่ถ้าคุณพี่มีเงินเหลือมากๆจะลงหุ้นได้บ้างก็ไม่ว่ากัน (ประมาณ 10-15% กำลังดี) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินโดยรวม

แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่กรุพบเจอ นั่นคือ บางคนอายุจะห้าสิบแล้วยังไม่มีเงินพอใช้สำหรับเกษียณ ซึ่งแม่มตลกมากไงสัส เพราะมันสวนทางกับแนวคิดเรื่องสุขภาพของคนในอนาคต นั่นคือ คนจะมีอายุที่ยืนยาวขึ้นเพราะวิทยาการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น  แต่มรุงจะลำบากเพราะไม่มีเงินรักษา และกลายเป็นภาระทางการเงินให้กับลูกหลานต่อไปอีกทอดหนึ่ง ซึ่งกรุเชื่อนะว่า ถ้าถึงวันนั้น รับประกันเลยว่าลูกหลานของมรุงไม่มีวันทอดทิ้งให้ตายคาสายออกซิเจนในโรงพยาบาลหรอกสัส

ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังจะเกษียณ ถ้ามีเงินไม่พอเกษียณแน่ๆ มรุงต้องหาทางแก้ไข โดยขยายเวลาการทำงานออกไป หรือไม่ก็ต้องลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตให้ได้ ส่วนคนวัยหนุ่มสาวทั้งหลาย พวกมรุงอย่ามองหาแต่ความสุขสบาย จนลืมเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในอนาคตด้วยนะสัส

สุดท้ายที่อยากจะย้ำ สำหรับคนที่มีเงินพอเกษียณ นั่นคือ มรุงห้ามเสี่ยงเกินกำลัง อย่าใช้จ่ายเกินตัว และมัวลุ่มหลงกับสิ่งจอมปลอม โดยเฉพาะคนที่อายุเยอะกว่า 55 ปี มรุงจงทำตัวเป็นตัวอย่างที่ให้กับคนรุ่นหลัง และอย่าทำมันพังในสินทรัพย์ที่เสี่ยงเกินความจำเป็นนะครับ

กองทุนเปิดใหม่ประจำสัปดาห์

สัปดาห์นี้เรามาพบกับกองทุนเปิดใหม่ที่น่าสนใจคือ

กองทุน ONE-ASEAN ของ บลจ วรรณ

เรามาดูกันว่าทำไมกองทุนนี้ถึงน่าสนใจครับ อันนี้เป็นรายละเอียดคราว ๆ นะครับ

กองทุนจะลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้และเงินฝาก โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงตราสารในประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศดังกล่าว ซึ่งจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 100 ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Derivatives) เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio)

เรามาดูข้อมูลของกองทุนในลึกกว่านี้อีกสักหน่อยครับ

กองทุนนี้ ทาง บลจ วรรณ ได้จ้าง “ที่ปรึกษาทางการลงทุน” มาช่วยในการคัดกรองหุ้นครับ จากนั้น ทาง บลจ. วรรณ จะทำการตัดสินใจ อีกครั้งว่า จะเลือกหุ้นตามที่ทาง ที่ปรึกษา ได้เลือกมาให้หรือไม่ อย่างไร

โดยทางที่ปรึกษานี่แหละครับ ที่เป็นเหมือนผู้จัดการกองทุนตัวจริง

เรามาดูกันต่อว่าทางที่ปรึกษานั้นมีแนวทาง แนวคิดอย่างไร ในการหุ้นสู่กองทุนนี้กันครับ

ทางที่ปรึกษาของกองทุนนี้จะ ลงทุนในหุ้นของประเทศแถบ อาเซียน 10 ประเทศ แต่ว่าจะเลือกลงทุนแค่ 5 เท่านั้นครับ คือ ไทย ฟิลลิปินส์ อินโดฯ มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ครับ เนื่องจากเป็นตลาดที่น่าสนใจ และมีการเติบโตได้ดี

ส่วนการคิดเลือกหุ้นนั้น อาศัย รูปแบบ 4 แบบคือ 1.หามูลค่าหุ้นราคาถูก 2. หาหุ้นที่มีความเสี่ยงน้อย(มีเงินสดเยอะ หนี้ไม่มี) 3. หาหุ้นที่มีพื้นฐานดี 4 หาหุ้นที่มีแรงซื้อเป็นจังหวะ ๆ ไป

โดยหุ้นแต่ละตัวจะถูกเลือกไม่เหมือนกันครับ แต่ถ้ามีข้อเด่น อยู่ในรูปแบบ 4 อย่างนี้ก็จะทำการเลือกมา และดูรายละเอียดเพิ่มเติมครับ

ซึ่งเป็นเทคนิคที่น่าสนใจมากครับ ที่สำคัญกองทุนนี้จะถือหุ้นเพียงไม่กี่ตัวครับ ใช้หลักการเดืยวกับ ปู่วอเร็นฯ เลยละครับ หรือ ที่เราสามารถเห็นกองทุนแบบนี้ได้ หรือ คล้าย ๆ กันก็คือ BTP ของบัวหลวงนั้นเองครับ หลักการแบบนี้ข้อดีคือ ผลตอบแทนค่อนข้างจะสูงครับ แต่ว่าความเสี่ยงก็จะมากเช่นกัน

แต่การเลือกหุ้นของกองทุนนี้ก็มีหลักอีกอย่างที่น่าสนใจครับคือ หุ้นที่เข้ามาส่วนจะมีส่วนที่เราเรียกว่า Low-Beta ครับ หรือ หุ้นที่ไม่ได้วิ่งไปในทิศทางเดียวกับตลาด หรือวิ่งตามแต่ก็ไม่มาก การที่กองทุนนี้เลือกหุ้นแบบนี้ก็เพราะว่า จะทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่า การเลือกหุ้นแบบธรรมดานั้นเอง ที่ปรึกษาได้แนะนำว่าวิธีนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ทำกำไรได้ดีกว่า กองทุนที่เลือกหุ้นตามปกติ !! ฟังแล้วน่าสนใจทีเดียวครับ

เมื่อรวมวิธี 2 วิธีเข้าด้วยกัน เหมือนกับว่าท่านกำลังซื้อกองทุน 2 กองทุนเลยครับ คือ กองทุน T-Low beta + BTP 555+(ผมล้อเล่นนะครับ แต่มันคล้ายแบบนี้จริง ๆ)

ส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ เองก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นเดียวกันครับ ซึ่งผมมองว่า แถบบ้านเราก็ยังเป็นจุดที่น่าสนใจลงทุนของต่างชาติมาตลอดครับ

ถ้าท่านไหนสนใจก็สามารถลงทุนกันได้เลย

ถัดมาเป็น

กองทุน TISCOKOR ของ บลจ Tisco ครับ

กองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน db x-trackers MSCI Korea Index UCITS ETF (กองทุนหลัก) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี MSCI Total Return Net Korea

 

***ดัชนี MSCI Total Return Net Koreaเป็นดัชนีที่สะท้อนผลการดําเนินงานของบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่และขนาดกลางในประเทศเกาหลีใต้

โดยปัจจุบันประกอบด้วยบริษัทจํานวน 105 บริษัท ซึ่งครอบคลุมประมาณ85% ของตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ดังนั้น ดัชนีดังกล่าวถือว่ามีการกระจายน้ำหนักอย่างเพียงพอและหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีมีการเคลื่อนไหวตามสภาวะตลาดอย่างเป็นอิสระ

เนื่องจากว่าเกาหลีในช่วงนี้ ได้รับโชค หรือ ผลจากการที่เป็นประเทศที่ส่งออกสินค้ากลุ่ม IT หรือชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ได้มาก โดยเฉพาะกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ ที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นเวลานานครับ สังเกตไหมครับ ว่าสหรัฐเองก็ยังต้องพึ่งพาสินค้าเหล่านี้อยู่ค่อนข้างมาก (โดยเฉพาะ อุปกรณ์ภายใน Tablet)

ลูกค้าคนถัดมาก็เป็นชาวจีนครับ ซึ่งทำให้การส่งออกของ เกาหลีนั้นเฟื่องฟูมากที่เดียวครับ ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง ๆ การเติบโตจะไม่เหมือนในช่วง 2 ปีที่แล้วก็ตามครับ แต่ปริมาณการส่งออกก็ยังดีอยู่ครับ

คราวนี้เรามาดูส่วนประกอบของ ETF ตัวนี้กันครับ ว่ามีสัดส่วนเป็นอย่างไร

NamePositionValue% of Total
Samsung Electronics Co Ltd65,19172,090,01120.207%
Hyundai Motor Co90,99016,798,9684.709%
SK Hynix Inc335,91514,277,0554.002%
NAVER Corp16,53413,243,4653.712%
POSCO38,58712,559,8963.521%
Shinhan Financial Group Co Ltd251,84412,471,7133.496%
Samsung Electronics Co Ltd12,12710,203,2122.860%
Hyundai Mobis Co Ltd40,2109,647,0022.704%
KB Financial Group Inc227,9878,845,8902.480%
Kia Motors Corp155,4847,939,0322.225%

จะเห็นได้ว่ากองทุน ETF นี้ก็มีกลุ่มของ IT อยู่ค่อนข้างมากทีเดียวครับ(แน่นอนว่าที่เกาหลี ขนาดของบริษัทอย่าง Sumsung นั้นใหญ่มาก) ดังนั้น กองทุนก็น่าสนใจในการลงทุนครับ ตราบใดที่ยังมี Smartphone 55+

แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมนะครับ ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดพิจารณาก่อนการลงทุน

แล้วคราวหน้าเรามาพบกันใหม่นะครับ

^_^ วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ

DO & DON’T ของการลงทุนในหุ้น

ผมไปนั่งอ่านบทความในเวปไซต์ในต่างประเทศเกี่ยวกับวิธีคิดใน การลงทุนในหุ้น มานะครับ คิดว่ามันเป็นบทความที่น่าสนใจและผมคิดว่าน่าจะเอามาทำเป็นลักษณะบทเตือนใจอย่าง Do & Don’t ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นครับ มาดูแต่ละข้อกันเลยดีกว่าว่าเขาทำอย่างไรบ้าง ผมขอเลือกมาเป็นบางข้อเท่านั้นนะครับ  

ข้อที่ 1 อย่าซื้อหุ้นถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบสถานะทางการเงินและความเสี่ยงของตัวเอง

มักจะมีคนมาถามผมครับว่าเขามีหนี้บัตรเครดิตแต่เขาอยากลงทุนด้วย เขาควรชำระหนี้บัตรเครดิตก่อนหรือลงทุนก่อนแล้วค่อยเอาผลกำไรมาชำระหนี้ อย่างที่ผมบอกเสมอว่า “การลงทุนของเราจะดีได้ การวางแผนทางการเงินของเราก็ต้องดี” และเงินที่เราควรจะเอามาลงทุนก็คือ “เงินออม” ที่เราวางแผนเก็บในแต่ละเดือน นอกจากนั้นแล้วเรายังต้องคอยดูความเสี่ยงต่างๆทางด้านการเงินของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องรับผิดชอบ หากเรามีครอบครัวแล้วก็ควรลงทุนในความเสี่ยงที่ไม่มากและยิ่งเมื่อเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆก็ควรจะลดความเสี่ยงจากการลงทุนลงและหาความสุขกับการใช้เงินให้มากขึ้นนะครับ

แน่นอน ยามเกษียณ คุณลุงคุณป้าหลายๆคนชอบถามผมว่าจะเอาไปลงทุนอะไรดีที่ทำให้ได้ Passive Income บางคนมีบำนาญอยู่แล้ว นั่นล่ะ Passive Income ของแท้ เอาไปใช้จ่ายหาความสุขในบั้นปลายชีวิตได้เลย

ข้อที่ 2 อย่าซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาบริษัทและการแข่งขัน

มีคนชอบมาขอหุ้นบ่อยๆกับผมแล้วถามผมว่าหุ้นที่เขากำลังจะซื้อนั้นดีไหม? เมื่อผมย้อนถามกลับว่าทำไมถึงอยากซื้อ ก็จะได้รับคำตอบว่าเพราะหุ้นมันขึ้นเยอะดี ธุรกิจอะไรไม่รู้ แต่อยากจะเก็บไว้ระยะยาว (แหม… ถ้าบอกว่าเล่นเก็งกำไรนี่จะไม่ว่าเลยนะเนี่ย) การตรวจสอบบริษัทก่อนที่คุณจะซื้อจะทำให้เราได้ทราบว่ากำลังลงทุนกับหุ้นอะไรอยู่ หุ้นที่เราสนใจนั้นสร้างผลกำไรอย่างไรบ้างและเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร อย่างที่ทุกคนเข้าใจกันดี บริษัทไหนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องตายไปและมันจะแย่มากถ้าเรานำเงินทั้งชีวิตไปซื้อหุ้นตัวนั้นด้วยความไม่รู้

ข้อที่ 3 ควรซื้อหุ้นตอนเป็นขาขึ้น อย่าเดาจุดต่ำสุด

คำว่าหุ้นขาขึ้น หลายๆคนก็คงนิยามต่างกันนะครับ แต่สำหรับผมเองนั้นคำว่าขาขึ้นคือการที่บริษัทกำลังได้รับอานิสงส์จากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น ยอดขายมากขึ้น ต้นทุนเหมาะสม จึงทำให้ผลกำไรที่เกิดจากการประกอบกิจการนั้นโตขึ้น ซึ่งมันจะสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นได้ แน่นอนครับว่าธุรกิจบางอย่างมันก็อยู่ในช่วงขาลง เช่น ประสบปัญหาด้านการเงิน สินค้าที่ผลิตไม่ได้ตอบสนองความต้องการในตลาดอีกต่อไป อาจจะเลวร้ายถึงมีการปลดคนงาน ลดขนาดธุรกิจ เพิ่มทุน ซึ่งเราเองก็ไม่ควรที่จะไปนั่งเดานะครับว่าต่ำสุดแล้วหรือยัง ให้เราหลีกเลี่ยงการลงทุนจนกว่าเราจะเห็นการกลับมาของบริษัทนั้นๆในเชิงการทำธุรกิจจริงๆ

ข้อที่ 4 ซื้อหุ้นดาวเด่นของวงการที่สร้างผลกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ

ธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรสูงขึ้นนั้นเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนมาก ซึ่งเมื่อเราไปตรวจสอบธุรกิจ เราอาจจะพบว่าธุรกิจนั้นอาจจะมียอดขายที่สูงขึ้น มีการควบคุมต้นทุนให้อยู่ในตัวเลขที่เหมาะสม และเป็นการสร้างผลกำไรที่มีการขยายตัวไปเรื่อยๆ ควรซื้อธุรกิจแบบนี้นะครับ ในทางกลับกันหากเราไปเลือกหุ้นที่ไม่ดี มีการขาดทุนอยู่ตลอดเวลา มันอาจจะทำให้ผลการลงทุนของเราแย่ลงซึ่งการนำไปสู่การลดความมั่งคั่งของเราได้

ข้อที่ 5 ซื้อบริษัทที่กำลังขยายตัวด้วยสินค้าใหม่ๆ

เวลาเราเดินออกไปนอกบ้าน เราอาจจะเห็นสินค้าและบริการใหม่ๆที่ขายดีก็ได้ และแน่นอนว่าเมื่อมันขายดี มองลึกๆมันมีกำไร เราก็รู้ทันทีว่าเมื่อเราเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแหละ แต่สิ่งที่เราต้องระวังให้ดีคือ สินค้าที่ใหม่นั้นมันสามารถขายแล้วมีคนทำเลียนแบบได้ไหม มีสินค้าทดแทนไหม และถ้าอยู่ๆบริษัทอื่นๆจะมาทำแข่งตรงๆเลยล่ะ จะทำให้บริษัทที่เราลงทุนมีผลกำไรลดลงไหม นอกจากนี้เราก็ควรจะต้องระวังไว้ว่า สินค้าบางอย่างเป็นสินค้าที่มาเร็วไปเร็ว อาจจะฮิตเป็นแฟชั่นแค่ระยะเวลาสั้นๆแล้วก็เงียบหายไปก็ได้

ข้อที่ 6 ซื้อหุ้นบริษัทที่ผู้บริหารเน้นการให้กำไรต่อผู้ถือหุ้น

ผู้บริหารมี 2 แบบ คือ ผู้บริหารที่ทำเพื่อตัวเอง กับ ผู้บริหารที่ทำเพื่อผู้ถือหุ้นนะครับ ความแตกต่างเราดูกันง่ายๆเลย ถ้าผู้บริหารพยายามหาทางใช้เงินของบริษัทไปเรื่องที่มันไม่ค่อยโอเค เช่น ตั้งตัวเอง ญาติพี่น้อง หรือสร้างบริษัทเพื่อมารับงานที่ปรึกษาของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นอีกที รวมถึงมีใช้เงินไปอย่างมหาศาลเกินขอบเขตการหักค่าใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์ทางบัญชีโดยไม่เกรงใจกันเล้ย นี่ล่ะอันตราย เพราะมันก็ไม่ต่างกับการที่มีใครคนหนึ่งชวนเพื่อนๆมาสร้างบริษัทด้วยกันและให้ซื้อของจากบริษัทของเขา ในขณะที่ผู้บริหารอีกประเภทหนึ่งคือคนที่พยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้น เขาอาจจะถือหุ้นเองด้วยก็ได้ ก็เลยพยายามสร้างบริษัทให้มีผลงานเติบโตที่ดีและทำให้นักลงทุนมีความสุขได้ครับ

ข้อที่ 7 อย่ากลัวตลาดขาลง

หุ้นตกทำอย่างไร? บางคนขายทันที ในกิจการที่ดี หุ้นตกคือโอกาสในการซื้อหุ้นราคาถูกนะครับ เราต้องเปลี่ยนทัศนคติในการลงทุนตรงนี้ และท้ายสุดแล้วการลงทุนในหุ้นที่ดีเราก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอนครับ

ได้แนวทางในการลงทุนในหุ้นบ้างไหมครับ อย่าลืมนะครับ เลือกหุ้นดี บริหารเงินให้ดี และลงทุนกับมันไป ^_^

Reference: Important Rules to Follow When Buying a Stock

คุ้มโคตรๆ!! กับเงินฝาก 5 ประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษี!!

หลายๆคนมีปัญหากับการฝากเงินธนาคาร บางครั้งบ่นว่าต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่ได้รับ วันนี้พรี่หนอม @TAXBugnoms เลยขอนำเรื่องราวดีๆมาบอกต่อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆฟังกันครับว่า มันมีวิธีการฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ย แถมยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรบ้าง

1. เงินฝากเผื่อเรียกจากธนาคารออมสินและธนาคารเกษตรและสหกรณ์

สำหรับเงินฝากเผื่อเรียกนี้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่เราได้รับทั้งจำนวนครับ ซึ่งคำว่าเผื่อเรียกนี้ หมายความรวมถึงเงินฝากเผื่อเรียกแบบพิเศษด้วยนะครับ ดังนั้นถ้าใครฝากเงินกับธนาคารสองแห่งนี้ รับประกันได้เลยครับว่าไม่ต้องเสียภาษีอย่างแน่นอน

อ้อ… นอกจากเงินฝากแบบเผื่อเรียกแล้ว รางวัลสลากต่างๆที่เราได้รับจากการลงทุนในสลากออมสินและสลากธกส. ส่วนนี้ก็ได้รับยกเว้นภาษีเช่นเดียวกันแถมยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่อีกด้วยครับ

2. เงินฝากออมทรัพย์จากสหกรณ์ออมทรัพย์

สำหรับเงินฝากประเภทนี้ คือเงินฝากออมทรัพย์กับทางสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัย สหกรณ์ออมทรัพย์สำหรับข้าราชการแต่ละหน่วยงาน ซึ่งบางครั้งได้เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปอย่างเราๆเข้าไปฝากเงินได้เหมือนกันครับ

3. เงินฝากออมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ส่วนที่ไม่เกินสองหมื่นบาท

เงินฝากธนาคารออมทรัพย์สำหรับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปก็ได้ยกเว้นภาษีเช่นเดียวกัน แต่กฎหมายให้จำนวนดอกเบี้ยสูงสุดไว้ที่ 20,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถ้าหากใครฝากเกิน 20,000 บาท ก็ต้องเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก ไม่ใช่เสียเฉพาะส่วนที่ยกเว้นนะครับ และอันนี้หมายความรวมถึงบัญชีออมทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น ฝากไม่ประจำ ออมทรัพย์พิเศษ ก็อยู่ในประเภทนี้ครับ

สำหรับเรื่องนี้ พรี่หนอมขออัพเดทข้อมูลล่าสุดในเดือนเมษายน 2562 ไว้ครับว่า ตอนนี้ถ้าหากใครได้รับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไม่ถึง 20,000 บาทต่อปี ต้องมีการแจ้งข้อมูลยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรด้วยนะครับ ถึงจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไว้ครับ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่โพสนี้จ้า 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FTaxBugnoms%2Fposts%2F3162080223817372&width=500

4. เงินฝากประจำปลอดภาษี

สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากประจำรายเดือนติดต่อกัน โดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือน และมีเงินฝากแต่ละครั้งไม่เกิน 25,000 บาท หรือรวมทั้งหมดไม่เกิน 600,000 บาท จะได้รับสิทธิยกเว้นรายได้ส่วนนี้ครับ เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้จักกันดีในชื่อของเงินฝากประจำปลอดภาษีนั่นเอง ตรงนี้สอบถามทางธนาคารเพิ่มเติมได้เลยครับผม

5. เงินฝากประจำสำหรับผู้สูงอายุ

ประเภทสุดท้ายคือ เงินฝากประจำที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยได้รับดอกเบี้ยเงินฝากไม่เกิน 30.000 บาทต่อปี (ดอกเบี้ยที่ว่านี้ต้องรวมเงินฝากประจำประเภทอื่นๆด้วยนะครับ) และที่สำคัญคือผู้ฝากต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปี ถึงจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยที่ว่านี้นะครับ ถึงแอบเรียกว่า เงินฝากประจำคนแก่ เอ้ย คนมีอายุนั่นเองครับ

และทั้งหมดนี้คือประเภทเงินฝากดีๆที่ได้รับดอกเบี้ยแล้วไม่ต้องเสียภาษีที่เราทุกคนควรรู้ไว้ เผื่อมีใครจะใช้เพื่อวางแผนประหยัดภาษีและการจัดพอร์ทการลงทุนของตัวเองไปพร้อมๆกันครับ

การลงทุนจะดีได้ถ้าวางแผนการเงินเป็นตั้งแต่ต้นจนจบ

รู้สึกดีใจครับที่หลายๆ คนมองว่า การเงินการลงทุน เป็นเรื่องที่สำคัญ ตอนนี้ผมพยายามรวบรวมคำถามยอดฮิตที่ได้ยินมาจาก Fan Page มาให้ดู ผมพบว่าหลายๆคำถามมันเป็นสิ่งที่ผูกกันระหว่างการวางแผนทางการเงินและการลงทุนนะ ตัวอย่างเช่น

ตอนนี้เป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ จะเอาเงินเดือนมาใช้หนี้ก่อนหรือเอาไปลงทุนให้งอกเงยก่อนแล้วค่อยใช้หนี้ จะทำอย่างไรให้สามารถได้ผลตอบแทน 100% ภายใน 1 เดือน หุ้นอะไรที่ให้ผลตอบแทนเยอะๆ สามารถซื้อลงทุนได้ภายในวันพรุ่งนี้เลย และต้องมีเงินเท่าไหร่ อยากมีเงินเกษียณซัก 100,000 บาทต่อเดือน ควรจะต้องลงทุนยังไง ตอนนี้มีหนี้ผ่อนบ้านกับผ่อนรถอยู่

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องระหว่างการเงินและการลงทุนอย่างแยกไม่ออก ซึ่งผมมีทริปในการจัดการตัวอย่างดังนี้ครับ

ข้อที่ 1 ตั้งเป้าหมายชีวิตของเราในอนาคต

เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร? เราอยากมีความสุข มีความฝัน มีเงินใช้หลังเกษียณอย่างไม่ลำบาก นี่เป็นจุดแรกที่เราจะต้องวางเอาไว้และสร้างออกมาเป็นแผนว่าเราจะไปอยู่ในจุดนั้นได้อย่างไรโดยพิจารณาจากทางเลือกทางการเงินทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันแล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศก็รู้จักทางเลือกไม่มากได้แก่ “การเก็บเงินและการเอาเงินในอนาคตออกมาใช้” แต่จริงๆแล้วมันมีหนทางในการลงทุนเพื่อไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้อีกมากเพียงแค่เราจะต้องศึกษาและปรับทัศนคติในการบริหารเงินและต่อยอดกันไป

ข้อที่ 2 บริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเราตั้งเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมาเริ่มต้นที่เรื่องของการบริหารเงิน นั้นมองเผินๆเป็นเรื่องง่ายๆ เงินเดือนเข้ามาแล้วก็เก็บไว้บางส่วนและใช้จ่ายบางส่วน หลายคนมองว่ามันเป็นเรื่องง่ายมาก แต่สำหรับหลายๆคนก็มองว่าเป็นเรื่องที่ยากในการปฏิบัติจริง เชื่อไหมครับว่ามันต้องมีแรงบรรดาลใจและเทคนิคการสร้างระบบให้มันสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างครบวงจร เมื่อเราบริหารเงินให้สามารถใช้จ่ายได้ เก็บออมได้ รู้หลบรู้หลีกในเรื่องการเป็นหนี้และการก่อหนี้ เงินที่เหลือก็สามารถในไปใช้ในการลงทุนได้

ข้อที่ 3 สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน 

การลงทุนยังเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับใครหลายๆคน มีคนจำนวนมากเข้ามาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรที่จะได้ผลตอบแทนเยอะๆ อันที่จริงแล้วสิ่งที่เราจะต้องรู้เป็นอันดับแรกในการลงทุนมันคือเรื่องความรู้ความเข้าใจ การบริหารความเสี่ยงของตัวเราและเครื่องมือในการลงทุน เมื่อเราเข้าใจพื้นฐานในจุดนี้แล้วมันก็ทำให้เราสามารถนำเงินทีบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ มาลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของผลตอบแทนเนี่ยเดี๋ยวมันก็มาเอง ขอให้เรารู้ก่อนว่าจะจัดการมันอย่างไรให้เหมาะสมกับการเงินของเราครับ

ข้อที่ 4 สร้างความสุขจากการใช้ชีวิต 

สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากการวางแผนทางการเงินแล้วก็คือ “การสร้างความสุข” หลายๆคนอาจจะยังหาจุดสมดุลไม่เจอ พอมีหนี้ก็เริ่มมีทุกข์ แต่พอมีเงินมากๆความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น อยู่ๆความมั่งคั่งลดลงขึ้นมาก็เริ่มเกิดความทุกข์แล้ว ผมเห็นบางคนมาเงินมากๆเก็บไว้ได้จนเกษียณ ไม่ยอมใช้เงินใช้ทองเลย ทำงานหนักเก็บเงินๆไปเรื่อยๆสุดท้ายไม่นานกลายเป็นเจออุบัติเหตุเสียชีวิต เงินที่หามาไม่ได้ใช้สร้างความสุขให้กับตัวเองเลย เรื่องเงินเรื่องทองนะครับมีน้อยก็ทุกข์ได้มีมากก็ทุกข์ แต่เราจะหาสมดุลการเงินอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขได้นี่ล่ะสำคัญ

คุณอยากรู้ไหมว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง? 

พบกับพวกเราที่งานสัมมนาออมเงินสร้างฝันนะครับ เราจะจัดสัมมนาให้ความรู้การเงินการลงทุนให้ทุกท่านตั้งแต่ต้นจนจบเลย ลงทะเบียนได้ที่นี่ >>>>> คลิ๊กเลย

ซื้อขายอย่างไรให้ “ค่าธรรมเนียมหุ้น” แสนถูก

ค่าธรรมเนียมหุ้น หรือที่เราพูดกันให้เข้าใจเต็มๆว่า ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้น เป็นสิ่งที่แฝงมากับการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งซึ่งมีตัวเลขที่ยิบย้อนจิปาทะเต็มไปหมด หลายๆคนอาจจะพอทราบว่ามีค่าอะไรบ้าง แต่หลายๆคนก็ไม่เคยทราบเพราะมองแค่ว่า ได้กำไรก็จบแล้ว อิอิ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้หลายๆคนมองว่าควรจะต้องประหยัดไม่เช่นนั้น หากเรามีการซื้อขายหลายๆครั้ง เมื่อไปคำนวณกันแบบจริงๆจังๆก็ทำให้รู้สึกว่า “โห เราจ่ายไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย” แต่ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการว่าเราจะซื้อหุ้นอย่างไรให้จ่าย “ค่าธรรมเนียมหุ้น” ได้แสนถูก เรามารู้กันก่อนนะครับว่า ในการซื้อหุ้นแต่ละครั้งเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายเรื่องที่ 1 มูลค่าหุ้นที่เราซื้อ

เรื่องนี้มันแน่นอนอยู่แล้วเหมือนเวลาเราซื้อของต่างๆ เราก็จะต้องจ่ายค่าซื้อสินค้า หุ้นก็เหมือนกันเราต้องจ่ายค่าซื้อ แต่อย่างว่านะครับแต่ละคนที่ซื้อหุ้นไปย่อมจ่ายในราคาที่ไม่เท่ากัน ผมขอยกตัวอย่างเช่นบางคนอาจจะซื้อหุ้น ABC ที่ 100 บาท บางคนซื้อที่ 150 บาท 200 บาทบ้าง มันก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการซื้อแต่ละคนซึ่งมีจังหวะและโอกาสทั้งในเชิงของอารมณ์ทางตลาด และ พื้นฐานที่เปลี่ยนไปของหุ้น ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน เมื่อคุณอ่านบทความของผมอาจจะบอกในใจกับผมว่า งั้นการซื้อตอนถูกก็คงดีสิ แต่ที่เห็นๆกันบ่อยๆทำไมหลายๆคนมาบ่นให้ผมฟังบ่อยๆนะว่า ซื้อแพงซะงั้น – -“ ก็อย่างที่ทราบกันนะครับว่า คุยกันในทฤษฎีย่อมไม่เหมือนเงื่อนไขในการปฎิบัติจริง

ค่าใช้จ่ายเรื่องที่ 2 ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

พูดกันอย่างทั่วไป ค่านายหน้าหลักทรัพย์ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรามองกันว่าเป็น ค่าธรรมเนียมหุ้น อย่างเวลาเราจะเปิดบัญชีจะซื้อขายก็ย่อมถามกันว่า “ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่” ทั้งนี้ก็อยู่ที่ในเรื่องของ “ช่องทางในการซื้อขาย” และ “ประเภทบัญชีที่เราซื้อขาย”

ช่องทางที่เราซื้อขายนั้นก็มีอยู่ 2 ช่องทางหลักๆในปัจจุบันคือ

1. โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่การตลาดซื้อให้

ค่าธรรมเนียมด้วยการโทรหามาร์เก็ตติ้ง โดยทั่วไปจะเริ่มที่ประมาณ 0.25% และลดลงตามจำนวนเงินที่เราซื้อขายต่อวัน ยิ่งเราซื้อขายเยอะมากๆ เรายิ่งได้ส่วนลด ข้อดีของการให้มาร์เป็นคนคีย์ให้ผมว่าจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะถ้าเราซื้อขายเองแล้วเกิดสั่งคำสั่งผิดพลาดเราอาจจะต้องรับความเจ็บปวดก็เป็นได้ แต่ถ้ามาร์เก็ตติ้งซื้อขายให้แต่ผิดพลาด ทางบริษัทหลักทรัพย์ก็จะช่วยเราแก้ปัญหาให้เป็นไปตามที่เราได้ส่งคำสั่งแต่แรก

2. ใช้ระบบซื้อขายทางอินเตอร์เน็ท

ถ้าเป็นการซื้อขายผ่านช่องทางนี้ก็อยู่ที่ว่าเราใช้ประเภทบัญชีอะไร หากเราใช้บัญชีเงินสด (ชื่อเล่นผมตั้งว่า : บัญชี 3 วันทำการ T+3) จะมีค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 0.20% ลดหลั่นลงไปเรื่อยๆตามจำนวนเงินที่ลงทุนในแต่ละวัน ซึ่งแพงกว่าบัญชีบัญชีแคชบาลานซ์ (ชื่อเล่นผมตั้งว่า : บัญชีเติมเงิน) และเครดิตบาลานซ์ (ชื่อเล่นผมตั้งว่า : บัญชีกู้เงิน) ที่เริ่มต้นค่าธรรมเนียมที่ 0.15% และลดลงไปตามจำนวนเงินที่ลงทุนในแต่ละวัน

ทั้งนี้บาง บล. อาจจะมีการกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำไว้ด้วย เช่น 30 บาท 50 บาท ซึ่งเป็นอะไรที่มาตรฐาน ส่วนบางแห่งก็ค่าธรรมเนียมตามจริง แต่ถ้าหากคุณซื้อขายหุ้นเยอะๆนะ คุณก็อาจจะลองถาม บล. ดูก็ได้ว่ามีสิทธิพิเศษหรือส่วนลดค่าธรรมอะไรเพิ่มเติมให้อีกได้บ้างไหม

ค่าใช้จ่ายเรื่องที่ 3 ค่าธรรมเนียมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้น

ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จะเป็นสิ่งที่ทางตลาดหลักทรัพย์เก็บเงินจากเรา แต่เป็นจำนวนเปอร์เซ็นที่ไม่มาก ได้แก่

  • ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ SET Trading Fee : 0.005%
  • ค่าธรรมเนียมการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ TSD Clearing Fee : 0.001%
  • ค่าธรรมเนียมในการกำกับดูแล Regulatory Fee : 0.0018%

ซึ่งรวม 3 อย่างนี้คือ 0.0078% ใช่ไหมครับ?

ค่าใช้จ่ายเรื่องที่ 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม

อันที่จริงแล้วผมเคยคิดเล่นๆนะว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเขาคงต้องคิดแบบเวลาไปกินข้าวแน่เลย เช่น กิน 100 บาท จ่าย 7 บาท ถ้ากิน 1,000 บาท จ่าย 70 บาท แต่สำหรับหุ้นไม่ใช่ ไม่งั้นถ้าหุ้นราคา 200 บาท ซื้อมา 1,000 หุ้น เราคงจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 14,000 บาทแล้ว แพงเกิ๊น!! แต่ในความเป็นจริงแล้วภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อขายหุ้นจะคิดที่ ค่าธรรมเนียมหุ้นที่เกิดจากนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์กับค่าธรรมเนียมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นโดยที่ตลาดหลักทรัพย์เรียกเก็บ

ยกตัวอย่างเช่น หากเราซื้อขายผ่านโทรศัพท์ เราจะเสียค่านายหน้า 0.25% รวมกับ ค่าธรรมเนียมที่ตลาดเรียกเก็บ (ประเภทที่ 3) 0.0078% รวมแล้วเป็น 0.2578% เอาจำนวนนี้มาคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% จะกลายเป็น 0.2578 x 7% = 0.275846% ซึ่งก็คงทำให้ทุกคนพอจะได้เห็นที่มาของวิธีคิดค่าธรรมเนียมแล้วว่าทำไมมันยึกยือแบบนี้

ซื้อขายหุ้นอย่างไรให้ค่าธรรมเนียมถูก?

กลับมาสู่คำถามที่เราคิดกันแล้ว คงจะได้คำตอบกันในใจบ้างใช่ไหมครับ?

1. เราควรซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นถูกลง

ยิ่งราคาหุ้นถูกเรายิ่งจ่ายค่าธรรมเนียมน้อยลงเมื่อเทียบกับการซื้อในจำนวนเท่าเดิม

2. เลือกวิธีการซื้อขายหุ้นในประเภทบัญชีที่เก็บค่าธรรมเนียมน้อย

การใช้บัญชีแคชบาลานซ์ทางอินเตอร์เน็ท นอกจากจะได้ซื้อขายในค่าธรรมเนียมที่ถูกลงแล้วเรายังสามารถได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินไว้ในบริษัทหลักทรัพย์ด้วย

3. ซื้อขายหุ้นในจำนวนที่เหมาะสม

จริงๆแล้วยิ่งคุณซื้อขายหุ้นมากก็ยิ่งได้รับส่วนลดของค่าธรรมเนียมที่น้อยลง แต่ผมมองว่าสิ่งที่เราต้องคิดดีๆก็คือเรื่องของความเสี่ยงในการลงทุน การลงทุนด้วยเงินจำนวนที่เหมาะสมต่อตัวเองจึงเป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าควรพิจารณามากกว่าการลงทุนด้วยเงินที่มากที่สุดเพื่อเอาค่าธรรมเนียมที่ต่ำสุด ในกรณีที่คุณลงทุนด้วยจำนวนเงินน้อยๆ อาจจะใช้บริก

Checklist 3 ข้อเพื่อตรวจสอบว่าคุณลงทุนผิดวิธีอยู่หรือเปล่า

สวัสดีครับ ห่างหายไปเสียนาน วันนี้ @TAXBugnoms เลยบิดขี้เกียจมาเขียนบทความใหม่ๆให้อ่านกัน วันนี้เป็นหัวข้อเรื่องที่เราทุกคนควรระวังในการลงทุนกันบ้าง เนื่องจากได้ยินเสียงกระซิบจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายท่านมา เลยเข้าใจว่าอาจจะมีหลายคนที่ยังเข้าใจผิด สำหรับการลงทุนทั้งใน หุ้น กองทุนรวม หรือการลงทุนเพื่อประหยัดภาษีต่างๆ วันนี้เลยถือโอกาสมาแนะนำสิ่งที่เราทุกคนควรรู้ก่อนการลงทุนกันครับ โดยแยกออกเป็นหลักๆ 3 ข้อดังนี้

ข้อแรก การลงทุนมีความเสี่ยง

เรามักจะได้ยินประโยคนี้อยู่เสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” ดังนั้นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า การลงทุนนั้น คือ การทำให้เงินของเรามีผลตอบแทนกลับมามากขึ้น ซึ่งต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง เราจึงควรศึกษาให้ดีว่า สินทรัพย์ที่เราลงทุน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุนรวมต่างๆ LTF, RMF หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ไม่ใช่เห็นว่าคนอื่นลงทุนแล้วกำไร เราก็เฮไปตามเค้า ทั้งๆที่เราไม่รู้เลยว่า เรากำลังลงทุนในอะไรอยู่

จากประสบการณ์ตัวผมเองและมิตรสหายหลายท่าน เคยเห็นการลงทุนในหุ้นแบบชนิดที่ว่า “ซื้อๆไปเหอะเดี๋ยวมันก็ขึ้น” แตสุดท้ายพอหุ้นลง คนที่ลำบากมันก็คือเรานั่นเองครับ

ข้อสอง หาเป้าหมายของการลงทุนก่อน

คำว่าเป้าหมายของการลงทุนนั้น ต้องประกอบด้วย 3 ข้อ คือ วัตถุประสงค์ของการลงทุน ผลตอบแทนที่ต้องการ และ ระยะเวลาในการลงทุน ก่อนจะลงทุนในอะไรก็ตาม ให้ตอบคำถามนี้สามข้อให้ได้ก่อนครับ เพราะถ้าเป้าหมายในการลงทุนของเราชัดเจน มันจะทำให้เรามองเห็นภาพของการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ยังต้องศึกษาข้อจำกัดในการลงทุนและเงื่อนไขต่างๆ เช่น การลงทุนในกองทุน LTF และ RMF นั้นมีไว้เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการประหยัดภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าลงทุนโดยมีเป้าหมายประหยัดภาษี แต่ถ้าลงทุนไม่ดีอาจจะมีสิทธิขาดทุนในการลงทุนมากกว่าภาษีที่ประหยัดได้อีกนะครับ  ไม่ว่าจะขายก่อนครบกำหนดที่ต้องเสียทั้งเงินภาษีที่ลดหย่อนไว้ รวมถึงดอกเบี้ย และการลงทุนที่ผิดจังหวะ ซึ่งตรงนี้ขอเน้นย้ำไว้อีกครั้งนะครับ

ป.ล. บางทีผมเคยเจอมาว่า ไม่ได้เสียภาษีแต่เลือกลงทุนใน LTF, RMF แบบนีชีวิตก็เสร็จสิคร้าบบบ TwT

ข้อสาม อย่าลืมการวางแผนการเงิน

อย่าลืมครับว่า การลงทุนนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของการวางแผนการเงิน เรายังต้องมีทั้งเงินออมฉุกเฉิน เงินเพื่อใช้จ่าย เงินจ่ายหนี้ และเงินสำรองต่างๆตามแต่ความต้องการของแต่ละคน อย่าหุนหันพลันแล่น ทุ่มเทเงินทั้งหมดไปกับการลงทุนเพียงอย่างเดียว บางคนตัดสินใจลงทุนในความเสี่ยงทั้งๆที่ไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน บางคนเพลิดเพลินกับการลงทุนจนกลายเป็นหนี้ ดังนั้นตรงนี้ต้องระวังให้ดีครับ เรื่องการวางแผนการเงินก็สำคัญ เพราะบางครั้งผลตอบแทนที่มากที่สุดในช่วงสั้นๆ นั้นอาจจะไม่จำเป็นเท่ากับความสุขในการใช้ชีวิตระยะยาว

เอ่อ… สุดท้ายนี้ต้องออกตัวอีกครั้งนะครับว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังร้อนแรงแบบนี้ บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าการลงทุนไม่ดี แต่เขียนออกมาเพื่อเตือนใครหลายๆคนที่กำลังสนใจเรื่องการลงทุนและคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย แต่ท้ายที่สุดนี้เราอาจจะต้องเสียเงินโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

อย่าหลงรักกองทุน

หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินคำพูด ประมาณว่า หากเป็นนักฆ่าก็อย่าหลงรักเป้าหมาย(ทำตัวเป็นมืออาชีพหน่อย)

หากเป็นหญิงก็อย่าปล่อยใจให้กับผู้ชายที่เข้ามาจีบ

หากเป็นตัวร้ายก็อย่าถูกใจพระเอก//นางเอก

หรือ หากเป็นนกก็อย่ามีใจให้กับต้นไม้ (มั่วสุด ๆ)

ส่วนท่านไหนจะมีคำคมอื่น ๆ ก็สามารถเพิ่มเติมได้ที่ด้านล่างนะครับ ผมชอบ !! 55+

เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ

อารัมภบทมาตั้งนาน ผมกำลังจะบอกท่านว่า หากท่านเป็นนักลงทุน ละก็ “อย่าหลังรักกองทุน” ที่ท่านถือยู่นะครับ ทำไมน่ะหรือครับ ?

ตามมาครับ ผมจะบอกสาเหตุที่เราไม่ควร รักกองทุนที่เราถืออยู่มากเกินไปให้ฟังครับ (เน้นหนักไปที่กองทุนหุ้นนะครับ)

1. ผลตอบแทนกองทุนไม่เป็นไปดังคาด นานติดต่อกันเกินไป

แน่นอนครับว่าถ้ากองทุนที่เราถือครองอยู่นั้น ถ้าผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไป โดยที่อาจจะไม่เข้าตา หรือ ไม่ถูกใจอีกต่อไปเราก็ควรที่จะ “สับ”เปลียนกองทุนครับ

ซึ่ง “อาจจะดูใจร้าย อาจจะดูเหมือนไม่แคร์ แต่ก็คงต้องบอกให้เธอไป อยากจะมีเหตุผล …” (เอ๊ะ !! ท่านไหนอายุเกิน 35 อาจจะคุ้นกับเพลงนี้)

แต่เชื่อเถอะครับว่า การเปลี่ยนกองทุนอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดครับ อาจจะทำให้เราได้เจอกกองทุนหน้าใหม่ ๆ ไฉไลกว่าเก่าก็เป็นไปได้ครับ เรียกได้ว่าได้ ใหม่ลืมเก่า ได้หลังแล้วลืมหน้าเลยครับ !!

แล้วเมื่อไหร่ดีละครับ ? ที่เราควรจะเปลี่ยนกองทุนในมือของเรา เพราะว่ากองทุนหุ้นเหล่านี้อาจจะไม่ได้โชว์ผลงานที่แย่แบบฉับพลันก็เป็นได้ไปครับ

ซึ่งต้องบอกว่า เราติดตามให้ดี เหมือนเมียน้อยคุมสามีเอ้ย !! เมียหลวงตามคุมสามีครับ

โดยต้องดูพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปบ่อย ๆ ครับ แต่ก็ไม่ต้องบ่อยมากก็ได้ครับ ประมาณว่า ปีละ 1 ครั้ง เช่นถ้าปีนี้กองทุนหุ้นที่เราถือครองอยู่ แพ้ผลตอบแทนจากกองทุนหุ้นที่เป็นเหมือนเกณฑ์มาตราฐานในการลงทุน ซึ่งได้แก่กองทุนตามดัชนี SET หรือ SET 50 ยิ่งแพ้มากก็ยิ่งเป็นจุดนึงที่เราควรจะต้องระวัง

ต่อมากองทุนที่เราถือครอง แพ้ให้กับกองทุนที่เป็นรูปแบบเดียวกันครับ เช่นกองทุนที่เราถืออาจจะเคยเป็นกองทุน อันดับ 6 ของตาราง ปีที่แล้วกลายเป็นอันดับ 12 ของตาราง (เหมือนเวลาที่เราดูบอลเลยครับ) พอมาปีนี้กลายเป็นอันดับ 20 ของตาราง(ตกชั้นไปอยู่ ดิวิชั่น 2)  เราก็ควรที่จะเริ่มมอง และสังเกตได้แล้วครับ ว่ากองทุนที่เราถือนั้น ยังคุ้มค่าหรือไม่ครับ

ถ้ากองทุนเริ่มจะผิดเพี๊ยนไปมาก ๆ ก็โดยให้เวลา 3 ปีในการปรับปรุงตัวแล้วยังแย่อยู่ เราก็ควรที่จะ “บอกลา” กับกองทุนแบบนี้ได้แล้วครับ เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก

Website ที่ช่วยท่านได้ดีก็คือ SiamChart ครับ โดย Website นี้จะเรียงผลตอบแทนให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราสามารถเข้าไปดูได้เลยครับ ขอขอบคุณ SiamChart ด้วยนะครับ ^_^ ที่ช่วยเราคัดคนที่ไม่สม่ำเสมอกับเรา (เอีะ !!)

2. ค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้น อย่างไร้สาเหตุ

ผมมักจะเห็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีและน่าประทับใจผู้ถือในระยะแรก ต่อมาพอมีคนไปสนใจมาก ๆ เข้า กองทุนนั้นก็เห็นว่ากองทุนได้รับความนิยม(เริ่มหล่อ) ก็เลยถือโอกาสปรับค่าตัว หรือ ที่เราเรียกว่า ขอปรับค่าธรรมเนียมกองทุนในการบริหารในแต่ละปีมากขึ้น ผมบอกได้เลยว่าไม่ผิดครับ ที่จะปรับขึ้น แต่ต้องสมเหตุผลด้วยเช่นกัน ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดีสม่ำเสมอ และขอขึ้นค่าแรง ผมในฐานะของผู้ถือหน่วยก็ย่อมที่จะยินดี “จ่าย” ครับ แต่ถ้าค่าแรงที่จ่ายไปเริ่มไม่คุ้มกับผลที่ได้ ผมคงจะเริ่มที่จะพิจารณาความคุ้มค่าในการจ่ายเงินไปครับ

หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ตัว หรือ ไม่รู้ด้วยซ้ำไปนะครับว่ากองทุนที่ท่านถือนั้น สามารถที่จะปรับค่าธรรมเนียมขึ้นได้นะครับ ต้องอย่าลืมที่จะตรวจสอบกันด้วย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งก็ยังดีครับ ว่ากองทุนที่ท่านถืออยู่ได้มีการปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร และอย่าลืมถามเหตุผลในการปรับขึ้นด้วยนะครับ ซึ่งถ้ามีเหตุอันควรในการปรับขึ้น ผมว่าก็ยังโอเค แต่ถ้าหากบริหารได้ไม่ดี แต่มีการปรับค่าธรรมเนียมขึ้น โดยอ้างนู่นอ้างนี่ ผมว่าอันนี้อาจจะต้องคุยกันยาวแล้วละครับ

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ากองทุนหุ้นที่คิดค่าธรรมเนียมเพียงปีละ 1.5 -2.5 % นั้นจะมีผลอะไรมาก จึงทำให้เราต้องมากังวล ในระยะสั้น ๆ เราอาจจะไม่เห็นความแตกต่างของค่าธรรมเนียมที่คิดมาในแต่ละปีครับ แต่ถ้าเราลงทุนเป็น 10 ปี บอกได้เลยครับ ว่าค่าธรรมเนียมนั้นมีผลค่อนข้างมากทีเดียวครับ

อีกประเด็นที่สำคัญคือ เราสามารถหากองทุนที่ราคาถูก และให้ผลตอบแทนที่ดีได้เสมอครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมแพง ๆ ก็ได้ครับ อย่างที่หลายคนพูดไว้ ว่า หล่อ / สวยอย่างเรา เลือกได้…… (ขอเลือกหน่อยเถอะ เพราะทุกวันนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาให้เลือก ต้องจำทน แบบชีวิตสมยอม 55+)

3. ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยนไป

อยู่ดี ๆ ก็ไม่รับสาย , อยู่ดี ๆ ก็ไม่ค่อยเอาใจ ,อยู่ดี ๆ ก็หาเรื่องทะเลาะ ,บอกเลิกกันง่าย ๆ ผมว่าหลาย ๆ ท่านที่เคยมีแฟนคงจะรู้สึกได้ กองทุนก็เป็นเช่นนั้นครับ 55+ (ผมล้อเล่นนะครับ)

เนื่องจากสมัยนี้ ผู้จัดการกองทุนไมไ่ด้เป็นระบบแบบผู้จัดการกองทุนคนเดียว อีกแล้วครับ(ยกเว้นบางกองทุนที่ยังใช้ระบบนี้อยู่)

ส่วนใหญ่จะเป็นระบบ ผู้จัดการกองทุนหลายคนครับ ที่ช่วยกันคัดเลือกหุ้น หรือ มีผู้ช่วยหลายคนมาช่วยกันดูครับ ดังนั้นต่อให้ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยนไป ก็ไม่กระทบต่อการจัดการในกองทุนเสียเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นระบบมากขึ้น

แต่ทว่า ถ้าผู้จัดการกองทุนที่เป็นหัวหอก หรือ มีอิทธิพลต่อขวัญและกำลังใจของแผนก หรือ ของ บลจ. นั้น ๆ ลาออก หรือ เปลี่ยนที่ละ !!

อันนี้ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้กองทุน เกิดอาการระส่ำระสายได้นะครับ

โดยเฉพาะการเปลี่ยนผู้จัดการที่เป็นคนละแนวทางการบริหารที่แตกต่างกันออกไปครับ เช่น

จากผู้จัดการกองทุนที่เป็นสาย Buy and Hold มาเป็นสายปรับ เปลี่ยน หุ้นอย่างรวดเร็ว ว่องไว อันนี้อาจจะดูไม่กระทบมากนักครับ เนื่องจากถ้าผู้จัดการกองทุนคนใหม่ เปลี่ยนหุ้น และทำการเลือกหุ้นได้ถูกต้อง ผลตอบแทนในระยะสั้น ๆ ก็อาจจะดูดีขึ้นทันที แต่ถ้าเลือกผิดก็อาจจะมีโอกาสแก้ตัวได้เร็ว เพราะว่าแค่ปรับเปลี่ยนหุ้นในกองทุน

10 กองทุนน่าสะสม LTF และ RMF ส่งท้ายปี 2014

หลายท่านคงคิดในใจว่า ทำไมผมถึงมาเขียนถึงกองทุนหุ้นน่าสะสม LTF และ RMF ส่งท้ายปี 2014 ซะแล้ว จริง ๆ ที่ผมรีบเขียนออกมาก็เพราะว่า ถ้าไปซื้อกองทุน LTF และ RMF ตอนสิ้นปี อาจจะทำให้เราได้หน่วยลงทุนที่แพงมากขึ้นก็เป็นไปได้ครับ เพราะว่าทุกคนก็พยายามที่จะซื้อกองทุนปลายปีด้วยกันทั้งสิ้นครับ ถึงแม้ระยะยาวแล้ว มูลค่าหน่วยลงทุนที่ซื้อ ณ วันนี้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนของกองทุนเสียเท่าไหร่ แต่ผมก็อยากให้ผู้ลงทุนได้วางแผนการซื้อกองทุนเสียแต่ เนิ่น ๆ ครับดีกว่าฉุกละหุกตอนสิ้นปี รู้ตัวอีกทีก็ซื้อไม่ทันเสียแล้วครับ

ก่อนจะไปถึงกองทุนคัดเลือก ผมขออธิบายเสียหน่อยว่า เราควรที่จะมีแนวคิดอย่างไรกับการลงทุนกับกองทุน LTF และ RMF ครับ

1. LTF และ RMF เป็นกองทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษี และที่สำคัญคือช่วยเก็บออม แต่ผมอยากให้ทุกคนนึกถึง การเก็บออมเป็นหลัก ให้เรื่องภาษีเป็นเรื่องรอง เพราะว่าหลายท่านคิดว่าจะเอาแต่ลดหย่อนภาษี และ โปรโมชั่นจาก ธนาคาร หรือ บลจ. จนทำให้เลือกกองทุนผิดพลาด (เลือกกองทุนที่ทำผลตอบแทนไม่ดี ภาษีที่ได้ลดหย่อนอาจจะไม่คุ้ม)

2. ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ก่อนลงทุน เนื่องจากหลายท่านจะซื้อแค่ลดหย่อนภาษี จริง ๆ กองทุนนี้ มีจุดประสงค์การจัดตั้งที่ดีมากนะครับ คือ อยากให้คนไทยรู้จักการลงทุน และ การออมเพื่อการเกษียณ ดังนั้น เราก็ต้องทำหน้าที่คนไทยที่ดี เพื่อตอบสนองต่อนโยบายดี ๆ นะครับ เพื่อที่คราวหน้าจะได้มีโครงการดี ๆ แบบนี้ออกมาอีก (ที่รัฐบาลจะยกเลิกก็เพราะคิดว่าคนรวยได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมากว่าคนชั้นกลางครับ ดังนั้นเรามาช่วยกันให้เห็นว่า พวกเราทุกคนได้ประโยชน์จากโครงการแบบนี้จริง ๆ กันนะครับ) ส่วนเรื่องยกเลิก LTF หรือไม่ ต้องลุ้นกันต่อไป ข้อมูลเพิ่มเติม กดที่นี่

3. การลงทุนผ่าน LTF จะเน้นการลงทุนในหุ้นเสียเป็นส่วนใหญ่ (มากกว่า 65 % ของเงินลงทุน) ดังนั้นความเสี่ยงจะค่อนข้างมากครับ สำหรับผู้เริ่มต้นลงทุน และส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ด้วยว่าแต่ละกองทุนนั้น เอาเงินเราไปลงทุนกับอะไร ? ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราควรที่จะลงทุนด้วยกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อย หรือ ปรับความเสี่ยงได้ตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะกองทุน RMF นั้นเองครับ เพราะว่า RMF นั้นมีนโยบายกองทุน หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ จนถึง สูงปริ๊ดครับ ถ้าเราเป็นผู้เริ่มต้น กองทุน RMF ก็จะเครื่องมือที่ดีในการบริหารความเสี่ยงไม่ให้มากเกินไป และเป็นกองทุนที่จะทำให้เรามีเงินใช้ในตอนเกษียณได้อย่างดีเลยครับ รวมถึงเป็นการฝึกวินัยในการออมไปด้วย เพราะว่าต้องซื้อต่อเนื่องทุกปีจนถึงอายุ 55 นั่นเองครับ

สรุปสั้น ๆ ว่า ให้ศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน และอย่าดูเรื่องภาษีเป็นตัวหลัก ให้ดูที่กองทุนว่าให้ผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ครับ รวมถึงถ้าเป็นไปได้ให้เก็บออมกับกองทุน RMF ก่อนถึงจะเป็น LTF เพื่อที่จะได้บริหารความเสี่ยงง่ายกว่า(LTF เป็นเน้นหุ้นทำให้ความเสี่ยงเยอะ ดังนั้น การที่ซื้อ RMF ตราสารหนี้มาเพื่อทำให้ความเสี่ยงลดลง) และการันตีเงินเกษียณตัวเองว่าจะมีพอใช้แน่ (หลายท่านคงสงสัย เขียนทำไมตั้งยาว สรุปสั้น ๆ 3-4 บรรทัดก็จบ……นั่นสิครับ 555+)   เอาละครับ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ เรามาดูกองทุน LTF กันก่อนว่า มีกองทุนไหนที่น่าสนใจกันบ้างงงง

  1. CG-LTF ของ บลจ. UOB
  2. AB-LTF ของ บลจ. Aberdeen
  3. B-LTF ของ บลจ. บัวหลวง
  4. MS-CORE LTF ขอล บลจ. Manulife
  5. P-LTF ของ บลจ. ฟิลลิป
  6. 1 SG-LTF ของ บลจ. วรรณ

ทำไมผมถึงบอกว่า กองทุนเหล่านี้น่าสนใจ นั้นก็เพราะว่า ผลตอบแทนย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็น 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี ย้อนหลัง กองทุน LTF เหล่านี้ ไม่ค่อยมีจังหวะต่ำกว่าเกณฑ์มาตราฐานอย่าง SET index เสียเท่าไหร่ครับ ที่สำคัญ กองทุนเหล่านี้รักษาผลตอบแทนได้ดี อยู่ในอันดับ 1-10 สุดยอดกองทุนตลอดช่วงอายุ 1,3,5 ปีนั่นเอง (อาจจะมีบางกองทุนหลุดไปอันดับ 11 บ้างแต่ก็ยังดีอยู่ครับ) ท่านไหนสนใจอยากดูผลตอบแทนย้อนหลัง เข้าไปดูได้ที่ Siamchart นะครับ ขอขอบคุณ Website ดี ๆ อย่าง Siamchart ด้วยนะครับ(ผมก็เป็นสมาชิกด้วยเช่นกัน)

ต่อมาเรามาดูกันนะครับว่า กองทุนไหนเป็นอย่างไร และมีอะไรที่น่าสนใจในแต่ละกองทุน

เรามาดูว่ากองทุนไหนให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกันนะครับ

ก่อนอื่นเรามารู้จัก Rolling Return กันก่อนนะครับ (ไม่เล่นมุข Rolling Stone ละ 55+) โดยแต่ละจุดที่ท่านผู้อ่านเห็นบนกราฟนั้น จะเป็นตัวแทนของผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 3 ปี (3 ปี 1 เดือน) ครับ คือเจ้า Rolling Stone นี้เป็นวงดนตรี เอ้ย !!(เอาจนได้) เจ้า Rolling return นั้นจะบอกเรื่องราวที่มากกว่าจุดของผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวครับ คือเราจะมองเห็นด้วยว่า ผลตอบแทนที่กองทุนทำได้มีการเคลื่อนไหวอย่างไรครับ จะเห็นได้ว่า กราฟของ กองทุน CG-LTF นั้นจะขึ้นลงระหว่างเดือนค่อนข้างมากทีเดียวครับ บ้างช่วงผลตอบแทนต่ำ แต่ว่ามาทำผลตอบแทนได้สูงเป็นบางช่วงครับ ดังนั้นอาจจะเหมือนกับนั่งรถไฟเหาะเลยทีเดียวครับ ซึ่งผมว่าใครที่ อายุเยอะ หรือรับความเสี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรที่จะเลือก เพราะว่าเดี๋ยวเห็นผลตอบแทนขึ้น-ลง มาก ๆ รวดเร็วแบบนี้จะหัวใจวายไปเสียก่อนนะครับ

ส่วนกองทุนที่ผมเห็นแล้วว่าผลตอบแทนที่ได้ค่อนข้างจะ สม่ำเสมอ ก็คือ ABLTF กับ BLTF ครับ ที่ดูแล้วไม่หวือหวา และยังให้ผลตอบแทนที่ดีด้วยครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนแต่ละกองทุนกันนะครับ ว่ามีสไตล์การบริหารอย่างไร

เป้าหมายการเงินที่สำคัญ มันต้องแบบนี้!!

มีหลายคนปรึกษากรุว่าทำไมถึงไม่สามารถตั้งเป้าหมายทางการเงินได้ อยากรวยอยากเก็บเงินได้เยอะๆแต่ทำไม่ได้สักที บางคนฝันอยากจะมีเงินเป็นล้านบาท แต่วันนี้แม่มมีแค่ห้าบาทกว่าๆ มรุงรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไรชีวิตมรุงถึงเป็นแบบนี้ กรุบอกเลยสัสว่า ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะชีวิตการเงินของมรุงนั้น มันผิดวิธีไงละดวกส์

คำว่าผิดวิธีนั้น มันมาจากสาเหตุว่าเป้าหมายที่มรุงฝันนั้นไม่ได้ยากเกินไป แต่มันผิดหลักการการตั้งเป้าหมายตามหลักการ SMART ที่หนังสือการเงินทั้งหลายเคยบอกไว้แต่พวกมรุงไม่เคยขยันอ่านเหมือนข่าวดารา เรื่องชาวบ้าน เหตุบ้านการเมืองทั้งหลาย

กรุเชื่อว่าเราทุกคนมีความฝัน อยากจะทำชีวิตให้ดี อยากจะมีสินทรัพย์เยอะๆ อยากรวย อยากมีอิสรภาพทางการเงิน ใช้ชีวิตสบายแต่ไม่ลำบาก แต่ลองสังเกตดูสิว่า ทั้งหมดนี้มันเป็นนิยามอ้างว้าง ลอยๆ ฝันๆ ไม่ชัดเจนแต่ติดตามวัดผลได้แม้แต่น้อย เพราะมันคือคำพูดที่เป็นนามธรรม ดังนั้น ถ้ามรุงมีเป้าหมาย มรุงต้องเปลี่ยนให้เป้าหมายของมรุงเป็นรูปธรรมเสียก่อนด้วยหลักการ SMART ดังนี้

ก่อนอื่นกรุปูพื้นให้ฟังก่อนว่า คำว่า SMART นั้น มันประกอบด้วย 5 ตัวอย่าง คือ S M A R T (อ่านปากน้องเกรย์ดีๆนะคะ)

ย่อมาจาก …

S = Specific M = Measurable A = Attainable R = Realistic T = Timely

Specific (ชัดเจน)

เป้าหมายของมรุงต้องมีความชัดเจน เรียบง่ายไม่สลับซับซ้อน อย่ามาลอยๆ แบบว่า “ฉันจะรวยให้ได้เลยจ๊ะ” สัสรวยนี่แม่มแค่ไหนถึงรวยว่ะ แต่มรุงต้องเปลี่ยนนิยามไปเลยว่า “ฉันจะมีเงินสิบล้าน”

Measurable (วัดผลได้)

เป้าหมายของมรุงแม่มต้องวัดได้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงจะมา เช่น “ฉันจะมีเงินสิบล้าน” มรุงต้องตั้งเป้าหมายต่อไปว่า มรุงจะมีเงินสิบล้านเมื่อไร ไม่ใช่ลอยๆแค่ว่าจะมี แต่มรุงต้องมีวิธีที่วัดผลชัดเจนต่างหากว่าจะวัดยังไง เก็บเงินปีละเท่าไร เพื่อที่จะมีเงินสิบล้านได้

Attainable (ทำได้จริง)

เป้าหมายถ้าตั้งแล้วทำไม่ได้ เค้าไม่ได้เรียกเป้าหมายนะสัส เค้าเรียกว่าฝันกลางวันไงละดวกส์ เช่น ถ้ามรุงฝันอยากมีสิบล้าน แต่มรุงแม่มยังหางานทำไม่ได้เกาะพ่อแม่กินไปวันๆ มรุงก็ฝันรอแต่มรดกไปละกันดวกส์ ดังนั้นถ้าเป้าหมายที่มรุงตั้งไว้มันยากเกินไปที่น้ำหน้าอย่างมรุงจะทำได้ จงหาทางปรับเป้าหมายลดลง หรือตั้งเป้าหมายให้ทำได้จริงมากขึ้นเป็น “ฉันจะเก็บเงินวันละสองร้อยบาท” แบบนี้ก็ได้สัส

Realistic (ความเป็นจริง)

ข้อนี้สำคัญมากๆนะสัส ตรงนี้คือ Key Success Factor ในความสำเร็จของมรุง เพราะมรุงต้องมองหลักความเป็นจริงด้วยว่า มรุงสามารถ “ค่อยๆ” ทำมันด้วยตัวเองได้ไหม อย่าให้มันโหดสัสหักดิบจนไม่สามารถทำได้ สมมุติถ้ามรุงจะมีเงินล้านก่อนสี่สิบมรุงต้องเก็บเงินเดือนละสองหมื่น แต่ตัวมรุงแม่มมีรายได้แค่ สองหมื่นห้า คำถามคือมรุงจะหาทางใช้เงินแค่ห้าพันบาทได้ยังไง ถูกไหมสัส ดังนั้นต้องเริ่มจากทีละน้อยๆก่อน ค่อยๆปรับค่อยๆเปลี่ยนมันไป ตอนแรกมรุงอาจจะเก็บได้แค่เดือนละหมื่นห้า แต่ต่อไปมรุงต้องหาทางสร้างรายได้หรือสร้างคุณภาพของตัวมรุงแทน

Timely (มีการกำหนดเวลาแน่นอน)

เป้าหมายที่ดีต้องมีกรอบเวลาให้มรุงทำ ถ้ามรุงไม่มีเวลาที่ชัดเจน มรุงก็ไม่ทำหรอกสัส กรุรู้ว่ามรุงนอนเกาพุงไปวันๆแค่นั้น

ตัวอย่างเป้าหมายที่กรุทำได้จริง

– ลงทุนในกองทุนรวมเดือนละ 15,000 บาทติดต่อตั้งแต่ปี 2557 – 2559
– เขียนบทความดีๆให้พวกมรุงอ่านอาทิตย์ละ 2 บทความ

สุดท้ายนี้ กรุบอกไว้เลยว่า เป้าหมายของพวกเราแม่มแตกต่างกัน ดังนั้นมรุงจงหาทางตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนตามหลักการนี้ แล้วกรุรับประกันเลยว่าพวกมรุงแม่มจะทำได้โดยที่ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน อย่าคิดฝันว่าความสำเร็จของมรุงจะลอยมาจากในอากาศ แต่จงสร้างมันขึ้นมาจากเป้าหมายตามหลักการสมาร์ทตามที่กรุสอนนี่แหละ

แล้วเราจะสำเร็จไปด้วยกัน
แต่ถ้ามรุงทำไม่ได้ แล้วเอาแต่บ่นด่าคนอื่นไปวันๆ
กรุแนะนำไปหา SMART Heart Goal มาแดรกส์ซะนะดวกส์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save