“จงจ่ายเงินเพื่อตัวเอง ล่วงหน้า 30 ปี” เปิดกฎ 3 ข้อแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยเพื่อช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ใครๆ ก็อยากประสบความสำเร็จทางการเงิน แต่ระหว่างทางสู่เป้าหมายนั้นไม่ง่ายเลย หรือบางคนยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร ลองมาดูกฎทอง 3 ข้อสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย โดยคุณนิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ นักวางแผนการเงิน CFP ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจวางแผนการเงิน และเดินทางสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น
1. จ่ายตัวเองก่อน (Pay Yourself First)
การจ่ายตัวเองก่อน ไม่ได้แปลว่าให้เราเอาเงินไปช้อปปิ้ง หรือซื้อของที่ตัวเองอยากได้ แต่มันคือการจ่ายเงินเพื่อตัวเราในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เพราะอย่าลืมว่าในวันที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว ก็จะไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายยังมีอยู่ ดังนั้นการ Pay Yourself First ก็เหมือนสะสมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
ต้องจ่ายตัวเองเท่าไหร่?
ในโลกนี้มีคน 6 ประเภท แบ่งตามระดับเงินออมและฐานะทางการเงิน คือ
-คนถังแตก : ไม่เคยจ่ายตัวเองก่อนเลย ใช้เงินมากกว่าที่หาได้ ทำให้เป็นหนี้
-คนจน : ฝันว่าจะมีเงินออม แต่หาเงินได้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ไม่มีเหลือเก็บ
-คนชั้นกลาง : จ่ายตัวเองก่อน 5-10%
-คนพอมีพอกิน : จ่ายตัวเองก่อน 10-15%
-คนรวย : จ่ายตัวเองก่อน 15-20%
-คนรวยที่เกษียณอายุก่อนเวลา และมีอิสรภาพทางการเงิน : จ่ายตัวเองก่อนมากกว่า 20% ขึ้นไป
จะเห็นได้ว่าคนแต่ละประเภท มีเปอร์เซ็นต์ในการจ่ายตัวเองก่อนแตกต่างกันไป ทำให้มีความมั่งคั่งต่างกัน ซึ่งเราเลือกได้ว่าอยากจะเป็นคนกลุ่มไหน ถ้าอยากเป็นคนรวยที่เกษียณอายุก่อนเวลา และประสบความสำเร็จทางการเงิน ก็ต้องจ่ายตัวเองมากกว่า 20% ขึ้นไป
ตัวอย่างของการ Pay Yourself First
หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่บริษัทมีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้ายิ่งหักเงินส่วนนี้ไปมาก ก็จะยิ่งเหลือเงินใช้จ่ายน้อยลง แต่จริงๆ แล้วมันคือการ “Pay Yourself First” ออมเงินเพื่อตัวเองในอนาคต ดังนั้นยิ่งหักเต็มเพดานก็ยิ่งดี เพราะเงินกองทุนสำรองฯ นี้จะได้รับผลตอบแทนงอกเงยมากขึ้นอีก
ส่วนคนที่ไม่มีกองทุนสำรองฯ ก็ใช้หลักการง่ายๆ เลยคือ “ออมก่อนใช้” ขั้นต่ำควรอยู่ที่ 10% ของรายได้ แต่ถ้าคุณอยากเป็นคนมั่งคั่ง ก็ต้องเพิ่มสัดส่วนเงินที่จ่ายเพื่อตัวเอง
2. คนรวยคิดการณ์ไกล (Rich People Think Long Term)
“อย่าหมิ่นเงินน้อย” คือคำพูดที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เพราะหลายคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การออมเงินไม่กี่พันบาทต่อเดือน ก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นเงินล้านได้ ขอแค่รู้จักลงทุนในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนเหมาะสม ซึ่งคนรวยจะเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว และรู้จักพลังของดอกเบี้ยทบต้น ว่ามันสามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างในระยะยาว
aomMONEY ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ
นาย A อายุ 23 ปี ออมเงินเดือนละ 1,000 บาท
โดยนำไปลงทุนได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี
เมื่ออายุ 60 ปี จะมีเงินก้อนประมาณ 1.6 ล้านบาท
ขณะที่นาย B อายุ 35 ปี ออมเงินเดือนละ 2,000 บาท
นำไปลงทุนได้ผลตอบแทน 6% ต่อปีเท่ากัน
เมื่ออายุ 60 ปี จะมีเงินก้อนประมาณ 1.3 ล้านบาท เท่านั้น
จะเห็นได้ว่า นาย A ออมต่อเดือนน้อยกว่า แต่ด้วยระยะเวลาลงทุนที่มากกว่า จึงทำให้มีเงินออมมากกว่านาย B ที่ออมต่อเดือนมากกว่า 2 เท่า แต่มีระยะเวลาลงทุนน้อยกว่า นี่คือพลังของดอกเบี้ยทบต้นครับ ดังนั้นเราควรเก็บออมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
3. ทำให้เป็นอัตโนมัติ (Make It Automatically)
เมื่อเรารู้หลักการแล้ว ก็ต้องลงมือทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ แต่การไปถึงเป้าหมายทางการเงินมักจะมีอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอารมณ์ ทั้งความโลภ ความกลัว และความขี้เกียจ ดังนั้นเราต้องสร้างระบบวินัยในการลงทุน เช่น ถ้าต้องการ DCA กองทุนหรือหุ้น ก็ตกลงกับธนาคารให้หักเงินจากบัญชีโดยอัตโนมัติทุกๆ สิ้นเดือน เป็นต้น
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

