การให้เงินรายเดือนแบบไม่มีเงื่อนไขแก่คนมีรายได้น้อย เดือนละ 30,000 บาท เป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า? งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Sam Altman

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายคนอาจคุ้นเคยกับข่าวการทดลอง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income) ของประเทศฟินแลนด์ ที่จ่ายเงินเดือนฟรีๆ ให้กับคนว่างงาน โครงการนี้ดำเนินการเป็นเวลา 2 ปี ผลการศึกษาระบุชัดว่า รายได้พื้นฐานนี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ทั้งในด้านการเงินและสุขภาพจิต อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงาน
แต่ผลการทดลองในครั้งนั้น แม้จะได้รับความสนใจ แต่ก็ยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง.. แต่เมื่อกระแสเอไอและภาพแห่งอนาคตที่ระบบอัจฉริยะจะเข้ามาแย่งทุกงานจากมนุษย์ไปก็เริ่มเป็นรูปร่าง
ดั่งที่ แซม อัลแมน เคยเขียนไว้ในปี 2016 ว่า
“ผมมั่นใจว่าในอนาคต เมื่อเทคโนโลยียังคงแทนที่งานแบบเดิม และความมั่งคั่งก้อนใหญ่ใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้น เราจะได้เห็นแนวทางรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ในระดับประเทศเกิดขึ้นจริง”
ล่าสุด OpenResearch ได้เผยแพร่เอกสารงานวิจัย 3 ฉบับ หลังจากทดลองแจกเงินเดือนละ 1,000 ดอลลาร์เป็นเวลา 3 ปีแก่ผู้มีรายได้น้อยในรัฐอิลลินอยส์และเท็กซัส และผลที่ได้ก็น่าสนใจกว่าที่คิด
🧑🏻💻 เมื่อ AI เริ่มจะเข้ามาแทนคน คนจะรอดได้ยังไง?
แซม อัลแมน เคยเขียนบล็อกในเว็บไซต์ของ Y Combinator เมื่อปี 2016 โดยเขาแสดงความสนใจในแนวคิดนี้ โดยตั้งคำถามว่า หากให้เงินคนแบบไม่มีเงื่อนไข พวกเขาจะเอาไปนั่งเล่นเกมเฉย ๆ หรือจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา? พวกเขาจะมีความสุขและรู้สึกเติมเต็มมากขึ้นหรือไม่?
แซม ซึ่งปัจจุบันอยู่เบื้องหลัง ChatGPT เครื่องมือ AI ที่หลายคนกังวลว่าอาจเข้ามาแทนที่งานเดิม ๆ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าในอนาคตที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงานแน่ๆ ดังนั้น รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า หรือ Universal Basic Income อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมวลมนุษยชาติ
ข้อมูลจาก สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ระบุว่า แนวคิด Universal Basic Income (รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า) โดยหลักการแล้วมันคือ การโอนเงินให้ประชาชน (Cash transfer) ให้เป็นหนึ่งในกลไกสวัสดิการที่รัฐใช้ดูแลผู้คน แบบที่ไม่ใช่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนเด็กเล็ก หรือเงินประกันสังคม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “เงินให้แบบมีเงื่อนไข” (Conditional Cash Transfer)
แนวคิดนี้เกิดขึ้นโดยนักวิชาการสายประชาธิปไตยสังคมนิยมได้พัฒนาขึ้น และเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะมอบเงินให้กับ ทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีข้อกำหนด เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกจากระบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่ผลักภาระความยากจนให้ประชาชนต้องรับมือกันเอง
หลักการสำคัญของ UBI มี 5 ข้อ (Bidadanure, 2019)
1. มอบอย่างต่อเนื่อง (Periodic) จ่ายเป็นประจำ เช่น รายเดือน
2. มอบเป็นเงินสด (Cash Payment) ไม่ใช่ของหรือบริการ
3. มอบอย่างทั่วถึง (Universal) ไม่คัดกรอง ไม่ระบุกลุ่มเป้าหมาย
4. มอบแบบรายบุคคล (Individual) ให้กับแต่ละคน ไม่ใช่ต่อครัวเรือน
5. มอบโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional) ไม่ผูกกับสถานะ รายได้ หรือพฤติกรรม
แม้แนวคิดนี้จะได้รับความสนใจทั่วโลก แต่ก็ถูกตั้งคำถามเรื่อง ความเหมาะสมทางศีลธรรม (Moral Adequacy) โดยเฉพาะมายาคติที่ฝังลึกว่า “หากให้เงินคนจน พวกเขาอาจเอาไปใช้ในทางที่ผิด” เช่น ซื้อเหล้า บุหรี่ หรือเล่นพนัน มากกว่าการลงทุนในชีวิตตนเอง
💰 การทดลองที่ให้เงินคนฟรีๆ เดือนละ 1,000 ดอลลาร์
ย้อนกลับไปในปี 2016 แซม อัลแมน ประกาศสนับสนุนโครงการ Unconditional Cash Study ในช่วงที่ OpenAI เพิ่งเริ่มต้น และเขายังเป็นผู้นำ Y Combinator อยู่ด้วย เขาเขียนไว้ว่า เขา “สนใจ” แนวคิดเรื่องรายได้ขั้นพื้นฐาน แต่ “ยังมีข้อมูลน้อยมากว่ามันจะได้ผลอย่างไร” เขาจ้างทีมนักวิจัยมาดูแลโครงการนี้ผ่านองค์กรไม่แสวงกำไรชื่อ YC Research ซึ่งเริ่มทดลองในโอ๊คแลนด์ก่อนจะขยายเป็น OpenResearch ในปี 2019 โดยมี แซมเป็นผู้สนับสนุนหลักต่อเนื่อง
โครงการ Unconditional Cash Study ของ OpenResearch มีผู้เข้าร่วม 3,000 คนในรัฐอิลลินอยส์และเท็กซัสที่ได้รับเงินเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,660 บาท) เป็นเวลาสามปี เริ่มตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้กว่า 40% ของผู้รับเงินส่วนใหญ่ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 29,000 ดอลลาร์ และอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 300% ของเส้นความยากจนของรัฐบาลกลาง
และยังมีอีกกลุ่มควบคุมอีก 2,000 คนที่จะได้รับเงินเพียงเดือนละ 50 ดอลลาร์ เพื่อเปรียบเทียบผล
การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยขนาดใหญ่และครอบคลุมที่สุดที่เคยมีมา โดยวิเคราะห์ผลกระทบของรายได้พื้นฐานต่อสุขภาพ การใช้จ่าย การจ้างงาน ความสามารถในการย้ายที่อยู่ และด้านอื่น ๆ ในชีวิตของผู้รับเงิน
🧐 ผู้รับเงินใช้จ่ายกับอะไร?
ผู้เข้าร่วมที่ได้รับเงินรายเดือนมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับสิ่งจำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าเดินทาง และค่าอาหาร
ผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุดใช้เงินต่างจากคนที่มีรายได้สูงกว่า พวกเขาใช้เงินช่วยครอบครัวและเพื่อนมากขึ้น และมีแนวโน้มจะสามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยของตนเองได้มากขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพาคนอื่น
เอลิซาเบธ โรดส์ (Elizabeth Rhodes) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ OpenResearch กล่าวไว้ว่า
“ถ้าเป้าหมายของคุณคือเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ใดผลลัพธ์หนึ่งในทุกคน มันอาจไม่แม่นยำพอ แต่เงินสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติได้ในหลายคน”
“เงินสามารถนำไปตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละคน ปรับตัวได้ตามสถานการณ์ และเปิดโอกาสให้ผู้รับมีอำนาจในการเลือกทางชีวิตมากขึ้น”
และมีคนถามเธอเสมอว่า “เงินสดใช้ได้ผลไหม?”
เธอตอบว่า คำถามนั้นก็เหมือนถามว่า ‘อาหารใช้ได้ผลไหม?’ แน่นอนว่าเงินใช้ได้ผล แต่คำถามที่ควรถามคือ มันได้ผล เมื่อไหร่ และ ที่ไหน? และเราสามารถใช้วิธีใดเสริมเพื่อช่วยผู้คนได้อีกบ้าง?
🔍 สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องออกแรง?
ผลจากโครงการ Unconditional Cash Study ของ OpenResearch มีผู้เข้าร่วม 3,000 คนในรัฐอิลลินอยส์และเท็กซัสที่ได้รับเงินเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,660 บาท) เป็นเวลาสามปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยขนาดใหญ่และครอบคลุมที่สุดที่เคยมีมา พบว่า…
📍 1. มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น แต่ไม่ใช่การเลือกงานมากขึ้น
ทีมวิจัยยังตรวจสอบผลของเงินที่มีต่อการทำงาน และพบว่าผู้ที่ได้รับเงิน 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือนทำงานน้อยลงประมาณ 1.3 ถึง 1.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (กลุ่มที่ได้เงินเพิ่ม 50 ดอลลาร์) โดยเวลาที่เหลือพวกเขาใช้ไปกับการพักผ่อน
“เราพบว่ามีการลดลงของชั่วโมงทำงานในระดับปานกลาง” อีวา วีวัลต์ (Eva Vivalt) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต และเป็นหนึ่งในหัวหน้านักวิจัยกล่าวกับ CBS MoneyWatch ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แล้วว่า นี่ถือว่าเป็นผลกระทบระดับกลางเท่านั้น
อีกทั้ง ทีมวิจัยไม่ได้มองว่าการทำงานน้อย 1.3 ถึง 1.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นผลเสียแต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขามองว่ามันเป็นเรื่องดีที่ “ผู้คนมีโอกาสทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น และถ้าผลลัพธ์แสดงว่าพวกเขาให้คุณค่ากับเวลาว่างที่มากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสุข นั่นก็เป็นเรื่องดี”
เพราะ การให้เงินรายเดือนแบบไม่มีเงื่อนไขนี้ มอบ “อำนาจในการตัดสินใจ” กลับคืนสู่ผู้รับเงิน
“มันเปิดโอกาสให้ผู้คนเลือกได้ด้วยตัวเองว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ในแง่นั้น มันยกระดับความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างแน่นอน”
แม้ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมจะมีรายได้ดีขึ้นจากการหางานที่ดีขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น
“เราเคยคิดว่า หากคนมีเงินกันชนมากพอ พวกเขาจะสามารถใช้เวลาเลือกงานดี ๆ ได้มากขึ้น หรือกล้าออกจากงานแย่ ๆ แต่เราไม่พบว่าการทดลองนี้ส่งผลต่อคุณภาพของงานที่ผู้เข้าร่วมทำอยู่แต่อย่างใด”
📍 2. ดูแลสุขภาพมากขึ้นและเข้ารับการรักษามากขึ้น
ชาวอเมริกันจำนวนมากแม้มีประกันสุขภาพก็ยังเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้ยาก แต่ผลการศึกษานี้กลับพบว่า ผู้ได้รับเงินมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
แม้ว่าเงินสดจำนวนนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพพื้นฐาน หรือย้อนกลับการเข้าถึงการรักษาที่ไม่เพียงพอในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ แต่งานวิจัยนี้ก็ทำให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมสามารถอุทิศเวลาให้กับการดูแลสุขภาพของตนเองได้มากขึ้น และยังมีอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และมีโอกาสไปแผนกฉุกเฉินเพิ่มขึ้น 10%
ผลการศึกษา 3 ปีนี้ยังพบอีกว่า ผู้เข้าร่วมใช้เงินเพื่อซื้อของจำเป็น เช่น อาหาร ค่าเช่า และการเดินทาง ไม่ได้ใช้เงินกับอบายมุข ตรงกันข้าม พวกเขาลดการใช้ยาแก้ปวดที่ไม่ได้สั่งโดยแพทย์และการดื่มเหล้าเกินขนาดลง
📍 3. วินัยในการเงินส่วนบุคคลดีขึ้นและฝันไกลขึ้น
เมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมมีความมุ่งเน้นในอนาคตมากขึ้น มีความสามารถในการจัดทำงบประมาณและออมเงินได้ดีขึ้น มีแนวโน้มที่จะมีแผนที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และมีความคิดในการทำธุรกิจ
บางคนเปลี่ยนความฝันให้เป็นจริง เช่น มีอัตราการย้ายบ้านมากกว่ากลุ่มควบคุมถึง 4% หลายคนย้ายไปอยู่ในเขตการศึกษาที่ดีกว่า หรือเลิกเร่ร่อนบนโซฟาของคนรู้จัก แล้วได้ที่อยู่เป็นของตัวเอง
ปัจจุบัน OpenResearch ยังไม่ได้เปิดเผยว่า แซม อัลแมน จะให้ทุนสนับสนุนโครงการนี้ต่อในอนาคตหรือไม่ แต่พวกเขาก็กำลังมองหาแหล่งทุนใหม่เพื่อดำเนินการวิจัยเพิ่มเติม โดยนอกจากอัลแมนแล้ว โครงการนี้ยังได้รับทุนสนับสนุนจากบุคคลทั่วไป และจากสถาบันใหญ่ เช่น สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF) และมูลนิธิสเปนเซอร์ อีกด้วย
📄 งานวิจัยอื่นมีอีกไหม?
นอกจากที่สหรัฐฯ และโปแลนด์แล้ว มันยังมีโครงการนำร่องของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของไอร์แลนด์ ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 28 ล้านดอลลาร์ เพื่อมอบให้กับศิลปินในประเทศ โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีศิลปินและแรงงานในแวดวงศิลปะราว 2,000 คนในไอร์แลนด์ได้รับเงินสนับสนุนรายสัปดาห์ประมาณ 370 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 13,000 บาท) จากโครงการรายได้พื้นฐาน (Basic Income Program) โดยใช้งบประมาณรวม 28 ล้านดอลลาร์
ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนว่าเงินที่ได้มอบเปล่าไปเพื่อช่วยเหล่าศิลปิน ทำให้พวกเขามีความมั่นคงทางการเงิน จัดลำดับชีวิตใหม่ มีเวลาทดลองงานสร้างสรรค์ กล้าล้มเหลว มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
🔚 สรุปแล้ว ผลการทดลองชี้ว่า “รายได้พื้นฐานแบบไม่มีเงื่อนไข” ไม่ได้ทำให้คนเลิกทำงาน แต่กลับทำให้พวกเขามีทางเลือกมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และใช้เวลาอย่างมีความหมายมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในการตั้งคำถามใหม่ต่อระบบเศรษฐกิจที่เราคุ้นเคย
เรียบเรียงโดย กนกจันทร์ Content Creator , aomMONEY
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

