ออมเงินเกินพอดี” จากความกังวล และความเครียด รู้จักเทรนด์ “Revenge Saving” เมื่อการออมไม่ใช่การวางแผน แต่เป็นการตอบสนองความรู้สึก

ออมเงินเกินพอดี” จากความกังวล และความเครียด รู้จักเทรนด์ “Revenge Saving” เมื่อการออมไม่ใช่การวางแผน แต่เป็นการตอบสนองความรู้สึก

ผ่านยุคหลังจากโควิด-19 เกิดขึ้น มีหลายคนเกิดอาการอัดอั้นอยากใช้จ่าย ซึ่งเรียกว่าการ “Revenge Spending” หรือการใช้จ่ายแบบแก้แค้น แต่ตอนนี้เทรนด์กำลังเปลี่ยนหลังจากความไม่แน่นอนต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สงคราม หรือแม้แต่เรื่องกำแพงภาษี บางคนได้หันมารัดเข็มขัดแบบเต็มที่เพราะมีความกลัวจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

เทรนด์การ “Revenge Saving” เทรนด์ที่ตรงกันข้ามกับการใช้จ่ายจึงเกิดขึ้น ที่คนหันมาออมเเบบสุดโต่งเพราะความรู้สึกกังวลจากสภาพเเวดล้อมของเศรษฐกิจ ไปทำความรู้จักกันว่ามันกลับมาได้ยังไง แล้วการออมแบบนี้ดีจริงหรือเปล่า ไปดูกัน

จากผลสำรวจของ Intuit Credit Karma พบว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 4 ใน 10 คน หรือ 44% บอกว่า พวกเขาเริ่มใช้งบประมาณแบบอิงจาก “ความรู้สึก” (Vibe-based Budgeting)

ซึ่งทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเงินเปลี่ยนไปตามความรู้สึกต่อเศรษฐกิจ ถึงฐานะทางการเงินของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ตาม

และผลสำรวจยังบอกอีกว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มใช้งบประมาณตามความรู้สึกมากที่สุดคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่าง Gen Z 56% และมิลเลนเนียลอีก 57% โดยผลสำรวจนี้เป็นผลสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 13–17 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,058 คน

โดยผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่ามีความกังวลต่อเศรษฐกิจมากกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งมาจากข่าวพาดหัว, ความผันผวนของตลาด และกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งการออมจึงไม่ได้เริ่มจากเป้าหมายและเหตุผลที่แท้จริง

แต่มาจาก “ความรู้สึก” การออมเป็นสิ่งที่ดี แต่การออมมากเกินไปจากความรู้สึกมากกว่าการวางแผนและเป้าหมายที่ชัดเจน อาจทำให้เราเสียโอกาสดีในชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว เพียงเพราะความรู้สึก อย่างการไปรับประสบการณ์ใหม่ๆ ไปท่องเที่ยว หรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เรามาดูสัญญาณว่าเราออมเกินพอดีหรือเปล่า แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้าง

3 สัญญาณบอกว่ากำลังออมเงินเกินพอดี

⚠️ อัดเงินเข้าไปในบัญชีโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน

การใส่เงินเข้าไปในบัญชีออมทรัพย์ต่างๆ โดยไม่มีเป้าหมายว่าจะเอาเงินที่ใส่เข้าไปไปทำอะไรต่อ หรือทำไปเพื่อเป้าหมายทางการออมอะไร

⚠️ ทำงานเกินกำลัง

หลายคนยังมีความกลัว ไม่ใช่เพราะความจำเป็นที่ต้องหา บางคนมีอายุจนถึงวัยเกษียณ มีเงินและฐานะที่ดีแล้ว แต่ยังทำงานเพราะความรู้สึกกลัวต่อเศรษฐกิจมากกว่าการทำเพราะอยากทำ

ถ้ามีอิสรภาพทางการเงินแล้ว อาจต้องทบทวนตัวเองใหม่ เพื่อไม่ให้ทำงานหนักจนเกินไป และส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม

⚠️ ประหยัดจนพลาดความสุข

การตัดงบในสิ่งที่สร้างความสุขก็เป็นสัญญาณอันตราย เช่น การที่เรารักในการวิ่ง แล้วมีกำลังซื้อในสิ่งที่รัก อย่างรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ เพื่อเพิ่มคุณภาพในการวิ่งแล้วไม่กระทบการเงินของเรา

ขั้นตอนการออมอย่างไม่อิงความรู้สึก

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า การออม เป็นสิ่งที่ดี แต่เราไม่ควรปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวกำหนด ทำให้เราต้องออมเงิน จึงควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสามารถทำตามขั้นตอนนี้ได้

✅ 1. เช็กสุขภาพทางการเงิน

เริ่มต้นสังเกตและประเมินการใช้จ่ายและออมของเราว่ารู้สึกสบายใจกับสมดุลระหว่าง 2 สิ่งนี้ไหม โดยดูได้จากการบันทึกรายรับรายจ่ายของตัวเอง

การดูบันทึกรายรับรายจ่ายและประเมินการใช้เงินของเราจะช่วยให้เราหาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตที่ดีในวันนี้กับการวางแผนอนาคตโดยไม่เคร่งเครียดมากไป

✅ 2. ใช้การจัดสรรงบแบบย้อนกลับ (Reverse Budgeting)

ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดทุกบาทในการทบทวนค่าใช้จ่ายในทันที ให้เริ่มจากถามตัวเองว่า: “เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะสั้นและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว”

จัดสรรเงินเพื่อเป้าหมายการออมก่อน จากนั้นค่อยจัดงบสำหรับรายจ่ายที่จำเป็น และเงินเหลือที่ไว้สำหรับ “ความสุขส่วนตัว” ซึ่งตั้งงบจากเป้าหมายการออมเป็นอันดับแรก แทนที่จะออมตามความรู้สึก

✅ 3. แยกบัญชีตามเป้าหมายการออม

เลือกบัญชีให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมาย เช่น เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเงินพอใช้จ่ายได้ 3–6 เดือน และควรเก็บไว้ในบัญชีที่ฝากถอนได้เร็ว เมื่อมีเหตุฉุกเฉินก็จะสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้ทันที

หรือเงินเกษียณ เป็นเงินออมเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดตามเป้าหมายที่เราวางไว้ ก็ควรนำไปเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนพอให้เราใช้ในวันเกษียณ

✅ 4. เพิ่มอัตราการออมอย่างสม่ำเสมอ

การเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงจะมีเงินไม่มาก ก็จะช่วยให้เราได้ประโยชน์จาก “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” ที่จะช่วยให้เงินของเราสร้างผลตอบแทนจากทั้งเงินต้น และผลตอบแทนเดิมที่เคยได้ ทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ

บริษัทอย่าง Fidelity Investments หนึ่งในบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แนะนำให้เพิ่มอัตราการออมในบัญชีที่เราวางแผนเกษียณไว้ ปีละอย่างน้อย 1% การเพิ่มการออมทีละนิดจะทำให้เราไม่รู้สึกเครียดหรือใช้ความรู้สึกกลัวจากภาวะเศรษฐกิจ และยังคงทำเป้าหมายในการออมควบคู่กันไปด้วย

จากยุคที่ผู้คนหันมาใช้จ่ายแบบ “Revenge Spending” ด้วยความอัดอั้นจากโควิด-19 สู่เทรนด์ใหม่ “Revenge Saving” ที่สะท้อนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความกลัวกลายเป็นแรงผลักให้หลายคนออมแบบสุดโต่งโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

ทั้งที่การออมเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าออมโดยขาดแผน หรือปล่อยให้ “ความรู้สึก” นำทาง ก็อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย การออมควรมีเป้าหมาย มีแผน และมีความยืดหยุ่น เพื่อให้เราใช้ชีวิตในวันนี้ได้อย่างมีความสุข ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

เรียบเรียงโดย: ณัฐวีร์ เชี่ยวพัทธยากร

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save