Dr.Nut

Dr.Nut

20 March 2018

(Review) วัดผลตอบแทนของพอร์ตกองทุนคำนวณอย่างไร และผลตอบแทนแบบ IRR คืออะไร และดีกว่าอย่างไร ?

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ผมหมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้คนเดิมเองครับ ในช่วงหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้รับคำถามจากนักลงทุนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องของการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมครับ เนื่องจากนักลงทุนหลายท่านที่ติดตามเพจกันมา พอลงทุนไปได้สักพักตามที่ผมได้ให้คำแนะนำไปนั้นก็เริ่มที่จะอยากรู้แล้วว่า ได้ผลตอบแทนตามที่คิดกันไว้ หรือไม่นั่นเองครับ

คำถามส่วนใหญ่ที่ถามเข้ามาก็มักจะถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองทุนยังสร้างผลตอบแทนดีอยู่หรือไม่ ลงทุนไปแล้วต้องตรวจสอบผลตอบแทนบ่อยแค่ไหน และถ้าหากลงทุนเป็นรายเดือนจะต้องวัดผลตอบแทนอย่างไร ผลตอบแทนที่วัดแบบ IRR คืออะไร ผลตอบแทนที่ได้นั้นถือว่าดีหรือไม่ดี? เรามีเครื่องมือ หรือว่าตัวช่วยในการติดตามผลตอบแทนไหม?

เอาเป็นว่า ยิงคำถามกันมาเป็นชุดๆ เลยครับ ซึ่งในวันนี้ผมจะพาไปหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันนะคร้าบ

คำถามแรก เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กองทุนยังทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ ?

คำตอบ - ปกติแล้ว เราจะดูว่ากองทุนยังทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่นั้น จะดูได้ 2 อย่างคือ

1. กองทุนยังคงทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ดัชนีมาตรฐาน หรือว่า Benchmark นั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีหุ้นไทยปีนี้ปิดบวก 10% หากกองทุนหุ้นที่เราถืออยู่ได้ผลตอบแทนมากกว่า เช่นได้ผลตอบแทนที่ 15% ก็แสดงว่าผู้จัดการกองทุนสามารถเอาชนะ Benchmark ได้ และหากเอาชนะได้บ่อยๆ หรือว่าชนะได้อย่างสม่ำเสมอ ผมบอกเลยว่าคุณได้กองทุนที่ดีอยู่ในมือแล้วนั่นเองครับ

2. กองทุนสามารถเอาชนะกองทุนอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ เนื่องจากว่ากองทุนบางประเภทนั้น ดัชนีมาตรฐานนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น กองทุนผสม หรือว่ากองทุนตราสารหนี้ และกองทุนตลาดเงิน ดังนั้น เรามักจะเปรียบกับดัชนีมาตรฐานได้ยาก แต่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันเองในกลุ่มได้ว่ากองทุนไหนที่เป็นผู้นำติด Top 10 หรือ Top 20 อยู่บ่อยๆ ผมถือว่ากองทุนนั้นทำผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ

คำถามถัดมาคือ แต่ละปีลงทุนไปรู้ไหมว่าผลตอบแทนเท่าไหร่ ?

คำตอบ - เราจะแบ่งเป็น 2 กรณีครับ

1. ถ้าลงทุนเป็นเงินก้อน แน่นอนว่าการวัดผลตอบแทนเองไม่ได้ยากอะไรครับ เราแค่ดูว่ากองทุนที่เราลงทุนไปนั้น สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนที่ผ่านมาเป็นเท่าไหร่ โดยส่วนใหญ่เราจะดูที่ผลตอบแทนย้อนหลังที่เป็นปักหมุด นั่นก็คือ ดูผลตอบแทนย้อนหลังว่า 1,3,5 ปีย้อนหลังที่ผ่านมานั้น ได้ผลตอบแทนทั้งหมดเป็นเท่าไหร่ บางที่ก็จะแจ้งเป็นผลตอบแทนย้อนหลังที่ทำมาเป็นต่อปีให้กับเราอย่างเรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น กองทุน A ที่ลงทุนมา 5 ปีที่แล้ว ได้ผลตอบแทนสะสมอยู่ที่ 60% โดยหากคำนวณเป็นผลตอบแทนต่อปี (Annualized) จะเท่ากับ 9.8% (ต่อปี) ครับ

2. ถ้าหากเราลงทุนเป็นรายเดือน (ที่บรรดามนุษย์เงินเดือนทั่วไปชอบทำกัน ที่เรามักจะเรียกว่า DCA หรือ Dollar Cost Average) หรือลงทุนตามรายได้ที่เข้ามาแบบไม่สม่ำเสมอนั้น (เหมาะสำหรับ Freelance) หรือเรียกโดยรวมๆ ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่ได้ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวแล้วละก็ การวัดผลการลงทุนที่ถูกต้องคือ เราจะดูที่ผลตอบแทนของเงินที่เราได้ลงทุนไปในแต่ละครั้งว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแล้วเป็นเท่าไหร่ หรือที่เราเรียกว่า IRR (Internal Rate of Return) นั่นเองครับ

วิธีการนี้ค่อนข้างที่จะมีความยุ่งยากในการคิดครับ เนื่องจากเราต้องมีข้อมูลของเงินที่ลงทุนในแต่ละครั้ง และดูด้วยว่าลงทุนไปเมื่อไหร่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเงินแต่ละก้อนที่ลงทุนไปนั้น มีระยะเวลาในการลงทุน หรือว่าทำผลตอบแทนไม่เท่ากันครับ

ยกตัวอย่างเช่น นาย A ลงทุนทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 ปีต่อกัน ซึ่งเงินก้อนแรก 5,000 บาท ที่ลงทุนไปนั้น มีเวลาในการสร้างผลตอบแทนถึง 3 ปี แต่ในทางกลับกัน เงิน 5,000 บาท ก้อนที่ลงทุนไปล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วนั้น มีเวลาในการสร้างผลตอบแทนเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นครับ (ช่างไม่ยุติธรรมเลยหากจะวัดผลตอบแทน 2 ก้อนนี้ที่ลงทุนไปว่าได้ผลตอบแทนมากหรือว่าน้อยกว่ากัน)

แน่นอนว่าหากเราคำนวณผลตอบแทนแบบธรรมดาก็มีโอกาสที่จะเข้าใจผิดเพี้ยนไปได้ครับ เช่น เงินที่เราลงทุนไปทั้งหมดเป็น 180,000 บาท (เดือนละ 5,000 เป็นเวลา 3 ปี) เงินที่ได้หลังจากลงทุนไป 3 ปี เป็น 235,700 บาท ถ้าวัดเป็นผลตอบแทนโดยรวมจะเป็น 31% หรือว่าตกปีละประมาณ 9.4% ต่อปี แต่ในความเป็นจริง หากคิดแบบผลตอบแทนแบบเฉลี่ยของเงินแต่ละก้อนที่ลงทุนไป หรือ IRR จะได้เท่ากับ 19.33% ต่อปีเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้เงินปันผลที่ได้รับมาระหว่างทาง หากกองทุนนั้นเป็นกองทุนปันผลด้วยแล้วละก็ นักลงทุนหลายท่านก็มักจะลืมไปว่าได้รับปันผลมากี่ครั้ง หากจะวัดผลตอบแทนโดยรวมก็ยากที่จะนำเงินปันผลกลับเข้ามารวมแล้วคิดผลตอบแทนอีกด้วยครับ ซึ่งถ้าหากเราใช้วิธี IRR คิดแล้วละก็ ปัญหานี้จะหมดไปทันทีครับ เนื่องจากวิธีนี้จะคำนวณเผื่อเรื่องการจ่ายปันผลแล้วนั่นเองครับ

เห็นไหมว่าตัวเลขที่คิดได้มันมีโอกาสที่จะแตกต่างกันมากๆ เลยครับ หากเราไม่เข้าใจก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะวัดผลได้อย่างถูกต้อง และผลที่ตามมาคือ ไม่ทราบว่าจะต้องลงทุนต่อ หรือว่าขายกองทุนเดิมทิ้ง เพราะว่าหากเราคำนวณด้วยวิธีปกติ อาจจะทำให้เราคิดว่าได้ผลตอบแทนไม่ดี ขายกองทุนที่ดีอยู่ในมือไปเสียอย่างนั้นครับ ดังนั้น การคำนวณแบบ IRR จะดูว่าเงินทุกๆ ก้อนที่เราลงทุนไปนั้น รวมถึงส่วนที่ขายออกและการจ่ายเงินปันผล เฉลี่ยแล้วได้ผลตอบแทนทั้งหมดของพอร์ตนั้นเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั่นเองครับ ซึ่งสูตรการคำนวณเป็นดังนี้ครับ

พอเห็นแบบนี้แล้ว หลายๆ คนก็คงถอดใจที่จะคำนวณแล้วใช่ไหมละครับ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เดี๋ยวนี้เราอยู่ในโลกยุค 4.0 กันแล้ว เรามาดูเครื่องมือที่น่าสนใจในวันนี้กันดีกว่าครับ นั่นก็คือ การดูแลและติดตามผลการลงทุนในกองทุนด้วย “K-My Funds” จากบลจ.กสิกรไทย คร้าบบ

เนื่องจาก Application นี้ นอกจากจะมีข้อมูลของกองทุนของ KASSET อยู่ครบถ้วนแล้ว ยังมี Functions ต่างๆ ที่ใช้ในการติดตามผลอย่างมากมาย มีการเปรียบเทียบพอร์ตที่ลงทุนอยู่กับพอร์ตกองทุนที่แนะนำเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนที่ใช้บริการด้วยครับ

แน่นอนว่า หากเรามีจังหวะลงทุนเพิ่มเมื่อใดก็ตาม หรือลงทุนต่อเนื่องทุกเดือนกับ “K-My Funds” เราก็จะสามารถวัดผลตอบแทนได้อย่างไม่ผิดพลาด เนื่องจากมีการแสดงผลที่เป็นทั้งผลตอบแทนย้อนหลัง และผลตอบแทนแบบ IRR ด้วยครับ

ซึ่งวิธีการก็ง่าย แสนง่าย หากนักลงทุนอยากทราบผลตอบแทนแบบ IRR แล้วละก็ ก็แค่เอานิ้วไปจิ้มๆ ตรงที่ เส้นผลตอบแทน ทันใดนั้นผลตอบแทนแบบ IRR ก็จะโผล่ออกมาให้เห็น และจะเห็นทั้งในส่วน IRR ของพอร์ตแนะนำ(เส้น FIT Line) และ IRR ของพอร์ตเราเอง (แท่งกราฟ)

ส่วนเจ้า FIT Line คืออะไร ผมมีคำอธิบายแบบง่าย ๆ ดังนี้ครับ

เมื่อเรากรอกข้อมูลลงในระบบและ Login เป็นที่เรียบร้อย เราก็สามารถเข้ามาเลือกปรับพอร์ตได้อย่างเหมาะสม โดยมีเส้น FIT Line ช่วยนำทางให้เราได้การลงทุนตามพอร์ตที่ฟิตพอดีทั้งในระดับความเสี่ยง และการกระจายสัดส่วนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสมครับ  ซึ่ง FIT LINE มี 4 ระดับดังนี้

  • FIT Line S เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในระดับ 1-2 
  • FIT Line M เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงระดับ 3-4 
  • FIT Line L เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงระดับ 5-6 
  • FIT Line XL เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงในระดับ 7-8  

เส้น FIT Line จึงเหมือนที่ปรึกษาคอยแนะนําให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบผลตอบแทนเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั่นเองครับ และเนื่องจากผลตอบแทน IRR ที่แสดงใน app เป็นการคำนวณแบบ % ต่อปี ดังนั้นของปี 2018 ซึ่งเป็นข้อมูล ณ ก.พ. 2018 (YTD) จะเห็นว่ากราฟปรับลงมา เนื่องจากช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงพอดี และโปรแกรมได้คำนวณเป็นแบบ % ต่อปีให้เรียบร้อยแล้วครับ

อ้างอิง: http://www.kasikornasset.com/Pages/K-My-Funds/K-My-Funds.html 

นอกจากนี้หากเราไปจิ้มตรงส่วนของ My Portfolio ก็จะขึ้นเป็นภาพ Pie Chart สัดส่วนการลงทุนขึ้นมาให้เห็นได้ชัด “K-My Funds” ก็จะแนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้กับเรา โดยแนะนำกองทุนต่างๆ ตามสัดส่วนที่กำหนดมาให้แล้วไล่ระดับตั้งแต่ความเสี่ยงน้อยถึงความเสี่ยงมากให้เราได้เห็นสัดส่วนกัน นอกจากนี้ยังมีความเหนือชั้นด้วยการเปรียบเทียบพอร์ตของเรากับพอร์ตที่แนะนำให้เห็นความแตกต่างกันไปเลยครับ

ทั้งนี้เราต้องมีการติดตามผลการลงทุนของกองทุนอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือต้องมีการวัดผลอย่างถูกต้องด้วย เพราะหากไม่รู้ว่าผลตอบแทนการจากลงทุนเป็นอย่างไร ก็จะไม่ทราบว่าเงินที่ลงทุนไปในแต่ละก้อนนั้นได้ตามเป้าหมายไหม และนั่นทำให้เราไม่สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนได้ หรือไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะปรับพอร์ต หรือปรับแผนการลงทุนอย่างไรดี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในเรื่องของการลงทุนครับ

ก่อนจากกันไป ผมอยากบอกว่าจริงๆ แล้ว เรื่องสำคัญที่สุดในการลงทุนนั้น คือ “เป้าหมาย” นั่นเองครับ หากเราลงทุนโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไหร่ เช่น 7% ต่อปี หรือว่า 10% ต่อปี แบบนี้แล้ว การวัดผลจะยากขึ้นไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถจะทราบได้ว่ากองทุนที่เราลงทุนไปทุกๆ เดือนนั้นได้ทำหน้าที่ให้เราบรรลุเป้าหมายหรือไม่นั่นเองครับ

แน่นอนว่าคนที่กำหนดเรื่องนี้คือ ตัวของนักลงทุนเองครับว่าอยากได้ผลตอบแทนเท่าไหร่จึงจะบรรลุเป้าหมายในชีวิต และเป้าหมายหนึ่งที่ทุกๆ คนต้องทำให้ได้ในชีวิตคือ “การเกษียณ” นั่นเองครับ

นอกจากการคำนวณ หรือสร้างเป้าหมายของตนเองได้อย่างถูกต้องแล้ว ใน Application ก็ยังมี Functions ที่คำนวณเงินเกษียณ และประมาณผลตอบแทนได้อีกด้วยครับ ลองไปใช้กันดูนะคร้าบ

ผมคิดว่านักลงทุนเองน่าจะได้ความรู้ ความเข้าใจมากขึ้นในการวัดผล ที่สำคัญเลยคือได้เครื่องมือในการดูผลตอบแทน และติดตามผลชั้นเยี่ยมไปด้วย น่าจะทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพ และมีความสุขมากขึ้นนะครับ วันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่นะครับ สวัสดีคร้าบบบบ

สำรหรับลูกค้ากองทุนรวมกสิกรไทยที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “K-My Funds” ได้ ผ่าน App Store และ Play Store โดยไม่เสียค่าบริการใดๆ  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ KASSET Contact Center 02-673-3888  หรือคลิกที่ http://www.kasikornasset.com/Pages/K-My-Funds/K-My-Funds.html

คําเตือน

- ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะ ของกองทุนแต่ละกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

- Fit Line และพอร์ตลงทุนแนะนำที่นำเสนอ เป็นเพียงรูปแบบการลงทุนเพื่อให้ท่านพิจารณาเท่านั้น ในการเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเทียบเคียงกับผลตอบแทนที่แสดงตาม Fit Line

- ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save