คนรวย กับ คนจน ใครเสียภาษีมากกว่ากัน? “ภาษี” ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวย แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องวางแผน คุณถนอม เกตุเอม

"ภาษีกับความตายคือสองสิ่งที่แม้อยากหนี เราก็หนีไม่พ้น"
วลีสุดอมตะจาก เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในรัฐบุรุษผู้ร่วมก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ที่ยังคงเตือนใจเราถึงความสำคัญของการจัดการภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มองย้อนมาที่ระบบภาษีไทย คุณถนอม เกตุเอม เจ้าของแฟนเพจ Taxbugnoms มองว่ายังคงมีปัญหาในแง่ของการเป็นระบบที่ค่อนข้างล้าสมัย โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี กฎหมายภาษีของไทยมักตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก
ปัจจุบัน รูปแบบการสร้างรายได้ได้เปลี่ยนไปจากหลักการเดิม โดยเฉพาะรายได้ที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้ที่เข้าไปอยู่ในวงจรที่ระบบภาษียังไม่สามารถเข้าถึงได้ กลับกลายเป็นผู้ที่มีโอกาสร่ำรวยอย่างรวดเร็ว
คนรวย หรือ คนจน ใครเสียภาษีมากกว่ากัน?
หากพิจารณาในแง่ของจำนวนเงิน คนรวยย่อมเสียภาษีมากกว่าอย่างแน่นอน เนื่องจากมีรายได้และทรัพย์สินที่มากกว่า ทำให้มีฐานภาษีที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม คนรวยก็มีโอกาสและทางเลือกในการจัดการภาษีที่มากกว่าเช่นกัน
ในทางกลับกัน คนจนเสียภาษีน้อยกว่าในแง่ของจำนวนเงิน เพราะภาษีเก็บจาก “คนที่มีมาก” ผู้มีรายได้น้อยจึงถูกเรียกเก็บภาษีน้อยกว่า
แต่หากพิจารณาในมุมของสัดส่วนการใช้จ่ายเทียบกับรายได้ คนจนกลับแบกรับภาระภาษีที่หนักกว่า ตัวอย่าง
นาย ก. มีรายได้ 100,000 บาท มีรายจ่าย 50,000 บาท เสียภาษี VAT 7% เท่ากับ 3,500 บาท
นาย ข. มีรายได้ 10,000 บาท ใช้จ่าย 10,000 บาท เสียภาษี VAT 7% เท่ากับ 700 บาท
ถ้าหากดูเป็นจำนวนเงิน จะพบว่า คนรวยจ่ายภาษีเป็นจำนวนเงินที่มากกว่า แต่เมื่อเทียบภาษีที่จ่ายกับ “รายได้” จะเห็นว่าคนมีรายได้น้อยเสียภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก ประเด็นนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่าอะไรคือความเหมาะสมที่แท้จริง รัฐบาลจึงต้องพยายามปรับสมดุลให้ทั้งสองกลุ่มได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
ภาษีเป็นเรื่องของคนรวยจริงหรือ?
ความจริงแล้ว เรื่องภาษีคือเรื่องของเงิน และเรื่องเงินเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อย มีหนี้หรือไม่มีหนี้ ทุกคนล้วนต้องวางแผนการเงิน เพียงแต่วิธีการวางแผนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
แม้คนรวยจะเสียภาษีมากกว่าในแง่จำนวนเงิน แต่ด้วยการวางแผนที่ดีก็สามารถประหยัดภาษีได้มากเช่นกัน ในขณะที่คนรายได้น้อยแทบไม่มีโอกาสวางแผนภาษี เพราะรายได้น้อย ซึ่งรายได้อาจยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี (แต่ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษี)
วางแผนการเงินโดยมีเป้าหมายภาษีเป็นตัวตั้ง
การวางแผนการเงินโดยใช้ภาษีเป็นตัวตั้งอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมที่สุด เราควรวางแผนการเงินโดยมีเป้าหมายทางการเงินเป็นหลัก และให้ประโยชน์ด้านภาษีเป็นปัจจัยเสริม
เช่น การตัดสินใจซื้อประกัน ควรพิจารณาก่อนว่าเราต้องการความคุ้มครองจริงๆ หรือไม่ แล้วค่อยนำประโยชน์การลดหย่อนภาษีมาเป็นปัจจัยเสริม เช่นเดียวกับการลงทุนในกองทุน ควรพิจารณาว่าเราต้องการลงทุนจริงๆ หรือไม่ แล้วค่อยนำประโยชน์ด้านภาษีมาพิจารณาเป็นลำดับถัดไป
น่าสนใจที่ว่า หลายคนเริ่มต้นวางแผนการเงินเพราะต้องการวางแผนภาษี เช่น การซื้อกองทุนครั้งแรกเพื่อลดหย่อนภาษี แต่การลงทุนครั้งต่อไปอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่กองทุนลดหย่อนภาษีอีกต่อไป ดังนั้น การวางแผนภาษีจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการวางแผนการลงทุนโดยรวม
สุดท้าย ประเด็นเรื่องภาษียังคงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไปในสังคม บางทีสิ่งที่สังคมมักตั้งคำถามอาจไม่ใช่เพียงแค่การเก็บภาษี แต่เป็นเรื่องของการนำภาษีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงหรือไม่
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

