ถอดบทเรียนของ ‘ริค แกริน’ อดีตมือซ้ายของ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ นักลงทุนแนว VI ดาวรุ่ง ที่กลายเป็นดาวร่วงเพราะใช้ ‘มาร์จิ้น’

ถอดบทเรียนของ ‘ริค แกริน’ อดีตมือซ้ายของ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ นักลงทุนแนว VI ดาวรุ่ง ที่กลายเป็นดาวร่วงเพราะใช้ ‘มาร์จิ้น’

???? ทุกคนคงคุ้นเคยกันดีว่านักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มี ชาร์ลี มังเกอร์ (Chalie Munger) ผู้ล่วงลับเปรียบเสมือน ‘มือขวา’ และเป็นเพื่อนคู่คิดในการลงทุนแนว Value Investor ช่วยสร้างอาณาจักร Berkshire Hathaway ให้ยิ่งใหญ่ และมีมูลค่ามากกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

แต่รู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงปี 70’s บัฟเฟตต์มีนักลงทุนมากความสามารถอีกคนเป็น ‘มือซ้าย’ เขาชื่อว่า ริค แกริน (Rick Guerin) ผู้มีนิสัยหลายอย่างเหมือนกับบัฟเฟตต์และมังเกอร์ ชนิดที่ว่าหุ้นในพอร์ตของพวกเขาแทบจะเหมือนกันเป๊ะๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แกรินต่างกับ 2 ปู่อย่างสิ้นเชิงก็คือ เขาอยากรวยเร็วๆ เขาอดทนรวยช้าๆ แต่มั่นคงไม่ได้ และด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาต้องกระเด็นออกจากตำนานอันยิ่งใหญ่ของ Berkshire Hathaway ถึงแม้หลังจากนั้นชีวิตเขาจะไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก แต่ก็ไม่มีใครจดจำว่าเป็นตำนานแบบเดียวกับบัฟเฟตต์และมังเกอร์ในปัจจุบันอีกต่อไป

เดิมที แกรินจบการศึกษาด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัย USC เคยเป็นเซลส์ที่บริษัท IBM และไม่ได้สนใจเรื่องการลงทุนมาก่อน โดยคนแรกที่ชักชวนให้เขาสนใจเรื่องการลงทุนก็คือมังเกอร์ ที่แนะนำให้เขารู้จักกับบัฟเฟตต์อีกที ทั้งคู่เปิดประตูโลกแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า สอนให้แกรินรู้จักหลักการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี แต่อาจถูกประเมินคุณค่าต่ำเกินไป แล้วหากซื้อในราคาที่ถูกต้อง เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะสร้างผลตอบแทนกลับมามหาศาล

จุดเด่นของแกรินคือเป็นคนหัวไว หลังศึกษาแนวทางการลงทุนแบบ VI ได้ไม่นาน ก็เข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างเห็นผล ทำให้ บัฟเฟตต์ ยังอดไม่ได้ที่ต้องชื่นชมเขาในบทความชื่อดังเรื่อง “The Superinvestors of Graham & Doddsville”

ความสำเร็จของแกรินหลักๆ แล้วเกิดขึ้นในช่วงปี 1965-1983 เมื่อเขาสามารถบริหารกองทุน Pacific Partners แล้วทำผลกำไรได้สูงกว่า 22,200%!

หนึ่งในผลงานเด่นที่แกรินได้เครดิตไปเต็มๆ คือการชวนให้บัฟเฟตต์และมังเกอร์เข้าซื้อหุ้นของ Blue Chip Stamps บริษัทที่ผลิตบัตรสะสมคะแนนที่ออกให้ร้านค้าปลีก โดยหากลูกค้าซื้อของครบตามจำนวนที่กำหนด ก็จะได้แต้มไปครอง แล้วหากเก็บไปเรื่อยๆ จนครบคอลเลกชันที่กำหนด ก็สามารถนำมาแลกเป็นสินค้าและบริการต่างๆ ได้

การจะทำแบบนี้ได้ Blue Chip Stamps จำเป็นต้องมีบัญชีโฟลต (Float) หรือเงินที่ตั้งสำรองไว้สำหรับจ่ายให้คนที่สะสมแต้มจนครบคอลเลกชัน แต่หากไม่มีใครมาแลก เงินก้อนนั้นก็จะนอนอยู่นิ่งๆ ไม่เกิดประโยชน์อันใด นั่นทำให้ 3 สหายเกิดความคิดว่าถ้านำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดล่ะก็ ย่อมดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ แน่นอน

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ผิดคาด การนำเงินของ Blue Chip Stamps ไปลงทุนต่อ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำให้ 3 ประสานเข้าไปซื้อหุ้นในกิจการน้ำดีอื่นๆ ที่คนจำนวนมากมองข้าม เช่น Sea’s Candy และ Wesco Financial ความสำเร็จในช่วงนั้นวางรากฐานให้ Berkshire Hathaway มั่นคงและแข็งแกร่งมาถึงปัจจุบัน

หากยึดมั่นเรื่องการลงทุนแนว VI ไปตามปกติก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น แกรินไม่ใช่คนที่จะอดทนรอความสำเร็จได้เก่งเท่า 2 ปู่ เพราะเขาชอบใช้ ‘มาร์จิ้น’ หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้น และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผลกำไรถึงพุ่งแรงถึง 22,200% เกินกว่าค่าเฉลี่ยของนักลงทุนจำนวนมากไปไกล

???? แต่แล้วจุดหักเหของชีวิตก็เกิดขึ้นในปี 1973-1974 ช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ The Great Inflation อย่างรุนแรง แถมยังโดนซ้ำเติมด้วยวิกฤตการณ์น้ำมันในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด ปีนั้นตลาดหุ้นติดลบมากกว่า 37%

แต่เพราะแกรินใช้มาร์จิ้นเพื่อเก็งกำไร และไม่คาดคิดว่าจะเจอกับสภาวะตลาดหมีมาก่อน ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ด้วยการขาดทุนมากกว่า 62% มากถึงขั้นทำให้เขาถูกบังคับขายหุ้น Berkshire Hathaway จำนวน 5,700 หุ้นคืนให้กับบัฟเฟตต์เพื่อใช้หนี้ และเขาขายคืนแค่หุ้นละ 40 ดอลลาร์เท่านั้น

หากแกรินยังถือหุ้นมาจนถึงทุกวันนี้ รวมๆ แล้วมันจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,400 ล้านดอลลาร์ !

หลังผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แกรินยังคงอยู่ในแวดวงการลงทุน เขาทำผลตอบแทนได้น่าประทับใจ ลบรอยด่างพร้อยครั้งนั้นได้ และยังคงติดต่อกับบัฟเฟตต์และมังเกอร์ แถมยังร่วมงานกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะหุ้นส่วนของอาณาจักร Berkshire Hathaway อีกต่อไป

การอดทนรวยแบบช้าๆ อาจไม่ใช่วิถีที่เซ็กซี่ แต่บทเรียนนี้ของแกรินก็น่าจะเตือนสติได้ไม่น้อยว่า บางทีการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เมื่อเทียบกับการใช้มาร์จิ้นเข้าช่วยที่แม้จะให้ผลตอบแทนกลับมามหาศาล แต่หากบริหารความเสี่ยงผิดพลาด มันสามารถเปลี่ยนชีวิตที่รุ่งโรจน์ให้กลายเป็นดาวดับได้เช่นกัน

ไม่มีการลงทุนแบบไหนที่ไร้ซึ่งความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุน

เรื่องโดย ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save