อย่าเอารางวัลมาเป็นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จของตัวเอง Samuel L. Jackson กับนิยามความสำเร็จที่ขอแค่ได้เจอบทที่คนจะรักเขาตลอดไป ออสการ์ก็ไม่สำคัญ

“หวังว่านายจะได้เจอบทบาทที่เมื่อไหร่ก็ตามที่นายเล่นหนังแย่ๆ แล้วมันเจ๊ง นายก็ยังกลับมาเล่นบทนี้ที่ทุกคนรักได้เสมอ”
นี่คือคำแนะนำที่ Bruce Willis ให้กับ Samuel L. Jackson เมื่อปี 1994 ตอนที่ทั้งคู่ถ่าย Die Hard With a Vengeance ด้วยกัน และ Samuel บอกว่า มันเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
🧐 ที่มาที่ไปใครคือ ซามูเอล แอล แจ็คสัน
ซามูเอล แอล. แจ็คสัน (Samuel L. Jackson) คือหนึ่งในนักแสดงและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินสุทธิราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลอดเส้นทางอาชีพได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์มากกว่า 150 เรื่อง
ซามูเอล เติบโตมาในครอบครัวอเมริกันผิวสี ฐานะธรรมดา แม่ทำงานไกลบ้าน เจอกันแค่ช่วงคริสต์มาส เขาเคยเจอหน้าพ่อแค่สองครั้งในชีวิต
ในตอนแรก เขาไม่ได้โตมาพร้อมความฝันอยากเป็นดารา แต่โตมากับความอยุติธรรมในสังคม และฝันจะเป็นนักชีววิทยาทางทะเล ทำให้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นเขาคือหนึ่งในกลุ่มเดินขบวนเรียกร้องสิทธิคนผิวสี
จนกระทั่งในปี 1972 เขาก็ได้เริ่มต้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ในหนังอินดี้กึ่งสารคดีเรื่อง Together for Days (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Black Cream) ที่เล่าเรื่องราวของนักกิจกรรมหนุ่มผิวสีหัวรุนแรงและหญิงสาวผิวขาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดช่วงต้นทศวรรษ 1970
ซึ่งหลังจาก เรื่องนั้นเขาก็เริ่มเข้าสู่วงการนักแสดงละครบรอดเวย์ ช่วงเวลาที่เขาเป็นนักแสดงนั้นเขาเคยต้องเข้ารับการบำบัดยาเสพติด แต่ก็ได้รับโอกาสให้เข้าสู่วงการฮอลลีวูดด้วยจากแนะนำของมอร์แกน ฟรีแมน
ในวงการฮอลลีวูดซามูเอลเคยรับเล่นทุกบทบาทเป็นทั้งโจร นักฆ่า ทหาร เจได หรือแม้แต่ขี้ยา ในอินเทอร์เน็ตเขาก็กลายเป็น MEME อยู่หลายครั้ง
ผลงานการแสดงของเขาทำรายได้รวมทั่วโลกกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมันทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ทำรายได้รวมจากบ็อกซ์ออฟฟิศสูงที่สุดตลอดกาล โดยเฉลี่ย หนังที่มีเขาร่วมแสดงแต่ละเรื่องจะทำรายได้ ได้ประมาณ 89.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่บทที่เปลี่ยนชีวิตเขาจริง ๆ คือ “Nick Fury” จาก Marvel Cinematic Universe ที่ถึงแม้ตอนแรกจะโดนดราม่าว่า บทนี้ต้องเป็นของชายผิวขาว แต่สุดท้ายโลกก็จำเขาได้ในบทหัวหน้าหน่วย S.H.I.E.L.D คนนี้
และนั่นคือสิ่งที่เขาตามหามาตลอดชีวิตการเป็นนักแสดง
🏆 บทเดียวที่ใช่ รางวัลอะไรก็ไม่จำเป็น
“หวังว่านายจะได้เจอบทบาทที่เมื่อไหร่ก็ตามที่นายเล่นหนังแย่ๆ แล้วมันเจ๊ง นายก็ยังกลับมาเล่นบทนี้ที่ทุกคนรักได้เสมอ” คำแนะนำนี้เป็นคำที่ซามูเอลได้มาจากบรูซ วิลลิส (Bruce Willis) ระหว่างถ่ายหนังเรื่อง Die Hard With a Vengeance (ราวปี 1990s)
บรูซยกตัวอย่างตัวเองว่า เขามี “จอห์น แม็คเคลน” จาก Die Hard
อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์มี “Terminator”
ส่วนซิลเวสเตอร์ สตอลโลนก็มี “Rocky” และ “Rambo”
เพราะสำหรับดาวค้างฟ้าในฮอลลีวูด การมี “บทคู่บุญ” ที่คนดูจดจำ และเรียกหาได้เสมอ คือสิ่งที่ควรมีติดตัวไว้อย่างน้อยหนึ่งบท
14 ปีต่อมา ในปี 2008 ซามูเอล แอล แจ็คสัน ก็ได้บท Nick Fury พร้อมดีล 9 เรื่องกับ Marvel และในวินาทีนั้น เขารู้ทันทีว่า “นี่แหละ ที่บรูซพูดถึง…ผมเจอบทนั้นของตัวเองแล้ว”
เมื่อปีที่แล้ว เขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้แสดงความคิดเห็นต่อฤดูล่ารางวัลของนักแสดง (ออสการ์และลูกโลกทองคำกำลังประกาศผู้ได้รับการเสนอชื่อ) ในขณะที่นักแสดงคนอื่นๆ มักจะบอกว่าเขาคงรู้สึกเป็นเกียรติหากได้รับการเสนอชื่อ แต่ซามูเอลกลับแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างออกไปเขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
“คำพูดที่ว่ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง จริงๆ มันไม่ใช่เลย เราจะรู้สึกว่าเป็นเกียรติก็ตอนที่ชนะรางวัลต่างหาก”
เขาบอกว่า โดยทั่วไปแล้วผู้คนจะลืมว่าใครเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบ้าง หรือบางครั้งก็ลืมผู้คนบางคนไปด้วยซ้ำ
“นี่มันคือการแข่งขันที่ไม่มีใครเต็มใจจะลงแข่งจริงๆ หรอก ผมแค่ขอเล่นฉากของผมให้ดีที่สุด เพื่อให้คนดูจำได้ว่า ผมเคยเป็นใครในจอ เพราะเวลาที่คณะกรรมการจะเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล พวกเขาก็จะย้อนถามว่า — คนนี้เล่นเรื่องอะไรนะ?” และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็ลืมกันหมด แม้กระทั่งชื่อของผู้ชนะเองก็ตาม”
และแม้เขาจะไม่ได้ไล่ล่ารางวัลด้านการแสดงมากสักเท่าไหร่ แต่เขาก็เคยได้รับรางวัลออสการ์ สาขารางวัลเกียรติยศ ซึ่งออสการ์ได้มอบไว้แก่ผู้มีผลงานดีเด่นในวงการ
“ผมไม่ได้ทำหนังเพื่อไล่ล่ารูปปั้นทองคำ มีคนบอกว่า ‘ถ้านายเล่นหนังเรื่องนี้ จะได้ออสการ์นะ’ ผมตอบว่า ไม่ล่ะ ขอบคุณ – ผมขอเลือกเป็น Nick Fury ดีกว่า หรือไม่ก็เป็น Mace Windu ที่ถือไลท์เซเบอร์เล่นอย่างมีความสุข”
“ผมไม่เอารางวัลมาเป็นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จของตัวเองหรอก ชีวิตของผมวัดความสำเร็จที่ ‘ความสุข’”
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ บท Nick Fury ทำเงินให้เขาได้มหาศาล และเขาจะได้รับค่าตอบแทนระหว่าง 4 - 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุกครั้งที่กลับมารับบท Nick Fury ที่แม้จะเป็นเพียงฉากท้ายเครดิตสั้นๆ ที่มีบทพูดไม่กี่ประโยคก็ตาม เรียกว่าเป็นบทที่ “เลี้ยงชีวิต” เขาได้ยาวๆ โดยไม่ต้องพึ่งรางวัล หรือกลัวว่าหนังเรื่องอื่นจะเจ๊งอีกต่อไป
📚 บทเรียนด้านการเงินและความสำเร็จ
หลายคนอยากประสบความสำเร็จในชีวิต อยากเป็นที่ยอมรับ อยากมีรางวัลหรือคำชมการันตี แต่สำหรับซามูเอล แอล แจ็คสัน เขาพิสูจน์แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เครื่องยืนยันความสำเร็จ
แค่บท “Nick Fury” บทเดียว เขาก็พอใจแล้ว
แม้จะมีคนมองว่าเขา “เสียของ” กับการวนเวียนอยู่ในหนังฮีโร่ซ้ำๆ ที่ดูจะไม่มีอะไรใหม่ หรือไม่ท้าทายทางการแสดง แต่สำหรับเขา มันคือบทที่เขาเลือก บทที่เขารัก และที่สำคัญ มันสร้างรายได้ระยะยาวให้ชีวิตได้
เพื่อที่จะพอใจกับตัวเอง เขาไม่ต้องรอรางวัลระดับโลกมายืนยัน เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือ “ความสุขระยะยาว” และเขาได้สร้างคุณค่าในตัวเอง โดยที่ไม่ต้องรางวัลใหญ่
อย่าให้ใครเป็นคนกำหนดว่า เราสำเร็จแล้วหรือยัง อย่าให้ยอดวิว ยอดแชร์ หรือรางวัลใดๆ มาเป็นไม้บรรทัดวัดคุณภาพของชีวิตเรา
สรุป : ในโลกที่ไม่แน่นอน รายได้ไม่แน่นอน แต่ถ้าเรามี “ทักษะ” และ “ตัวตน” ที่กลับมาได้เสมอ เราก็จะไม่ต้องกลัวเจ๊ง และเมื่อไหร่ที่เราพอใจกับชีวิตเราแล้ว เราก็ไม่ต้องไปสนใจใครที่จะบอกว่าเรามันยังดีไม่พอ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

