3 เดือน ถูกหลอกเงิน 10 ล้าน อุทาหรณ์คนไทยที่ซานฟรานฯ กลัวถูกส่งตัวกลับบ้าน คิดอยากปกป้องครอบครัว สุดท้ายโดนสแกมเมอร์หลอก

3 เดือน ถูกหลอกเงิน 10 ล้าน อุทาหรณ์คนไทยที่ซานฟรานฯ กลัวถูกส่งตัวกลับบ้าน คิดอยากปกป้องครอบครัว สุดท้ายโดนสแกมเมอร์หลอก

ข่าวนี้มีที่มาจาก Business Insider เล่าอุทาหรณ์ของคุณโบว์ วรรณภา สุประเสริฐ นักวิเคราะห์ข้อมูล อายุ 28 ปี คนไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ที่ถูกสแกมเมอร์หลอกกว่า 3 เดือน เพราะคิดว่าตัวเองกำลังทำเพื่อปกป้องสิทธิ์และครอบครัว สแกมเมอร์กลุ่มนี้ไม่เคยเร่งเร้าและค่อยๆ หลอกจนเธอตายใจ

กว่าจะรู้ความจริงก็ผ่านไปเกือบ 3 เดือน เสียเงินไปกว่า 300,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 10,200,000 บาท)

สแกมเมอร์ยอมใช้เวลาหลอกเรามากกว่าที่คิด ⏳

ถ้ามีใครสักคนอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือใครสักคนที่เรารู้จัก เพื่อบอกว่าเขาหรือเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกอย่างแก้ปัญหาได้โดยการโอนเงินภายในไม่กี่นาทีนี้ เราคงจะรีบกดวางสายไป เพราะทุกคนคุ้นชินกลลวงนี้ดี แต่ตอนนี้สแกมเมอร์อาจไม่รีบขนาดนั้น

คุณโบว์ วรรณภา สุประเสริฐ ทำงานเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล อายุ 28 ปี อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ที่โดนหลอกด้วยเทคนิคทางจิตวิทยาเป็นเวลาสามเดือน สูญเงินไปกว่า 300,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 10 ล้านบาทไทย)

สแกมเมอร์กลุ่มนี้แสร้งทำตัวคนที่สามารถช่วยเธอได้ โดยไม่เคยเร่งให้ทำอะไร มีทั้งส่งเอกสารปลอม และแม้กระทั่งคุยโทรศัพท์กับเธอเป็นชั่วโมง ๆ

เหตุการณ์การโดนหลอกและวิธีเข้าหา

บ่ายวันศุกร์ของเดือนมีนาคม คุณโบว์ได้รับสายจากเจ้าหน้าที่อ้างว่าติดต่อมาจากสถานทูตไทยในวอชิงตัน แจ้งว่าเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยในแผนการฟอกเงิน ปลายสายเรียกชื่อจริงและนามสกุลของเธอได้อย่างถูกต้อง

เจ้าหน้าที่ปลอมบอกกับคุณโบว์ว่ามีคนลักลอบนำพาสปอร์ตที่มีชื่อเธอบินไปที่กรุงเทพฯ ตอนแรกคุณโบว์ปฏิเสธข้อกล่าวหาและพยายามจะจะพิสูจน์ว่าพาสปอร์ตของเธอยังอยู่กับตัว

เจ้าหน้าที่ปลอมโอนสายไปหาตำรวจปลอมเพื่อให้คุณโบว์แจ้งความ ระหว่างการคุยกับตำรวจปลอมสายก็หลุดไปสองสามครั้ง สุดท้ายคุณโบว์เลยโดนหลอกให้แอดไลน์ (LINE) เพื่อคุยกับเจ้าหน้าที่

การติดต่อผ่านไลน์ที่นั่น ไม่ใช่เรื่องนี้ทำให้คุณโบว์รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ เพราะคุณโบว์เองก็เพิ่งกลับจากประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์และได้ติดต่อกับสถานกงสุลไทยผ่าน LINE เกี่ยวกับการต่ออายุพาสปอร์ต

ระหว่างที่สายของคุณโบว์และเจ้าหน้าที่ปลอมหลุดไป เธอได้พยายามโทรไปที่สถานทูตไทยในวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ไม่มีใครรับสาย ตอนนั้นเอง "เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอม" ที่แอดไลน์ไปก็ติดต่อกลับมา อ้างว่าเขาเป็นทีมจากกองสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานของตำรวจไทย ส่งสำเนา PDF รายงานแจ้งความมาให้ และบอกต่อว่าคุณโบว์เป็น 1 ใน 239 รายชื่อคนที่อาจเกี่ยวข้องกับแผนการฟอกเงินระหว่างประเทศ

ตำรวจปลอมคนนั้นได้ทำการสอบสวนคุณโบว์ผ่านการโทรผ่านวิดีโอ ถามคุณโบว์ว่ารู้จักใครในแผนนี้หรือไม่ หลังจากที่เธอบอกว่าเธอไม่รู้จักใครเลย ตำรวจปลอมคนนั้นแสร้งทำตัวเป็นคนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อเคลียร์ชื่อให้คุณโบว์ หลังจากนั้นก็บอกให้คุณโบว์ต้องยืนยันตัวตน ด้วยการส่งรายงานวันตอนนี้อยู่ที่ไหนทำอะไรอยู่วันละสี่ครั้ง

คุณโบว์ต้องส่งรูปของตัวเองสามรูป ตำแหน่งที่อยู่ และคำอธิบายว่ากำลังทำอะไรอยู่วันละสี่ครั้ง ตอนเวลา 9.00 น. 12.00 น. 17.00 น. และ 20.00 น. ตำรวจปลอมอ้างว่าถ้าไม่ปฏิบัติตาม เขาจะส่งเจ้าหน้าที่มาเฝ้าดู หรือถ้าคุณโบว์พยายามหนีหรือพลาดการรายงานประจำวันครอบครัวของคุณโบว์อาจถูกจำคุก และทรัพย์สินที่มีทั้งหมดอาจถูกอายัด

สแกมเมอร์ยังบอกอีกว่าระหว่างการพิสูจน์ความบริสุทธิ์นี้ คุณโบว์ไม่สามารถบอกใครได้เพราะอาจรบกวนการสืบสวนที่มี FBI เข้าร่วมด้วย ถ้ามีใครรู้เข้า คุณโบว์ก็เสี่ยงที่จะถูกจำคุก ถูกปรับ หรือส่งตัวกลับ

คุณโบว์ กล่าวว่า “สแกมเมอร์ใช้ความกลัวเล่นงานฉัน หลังจากทำงานหนักเพื่อการศึกษาและชีวิตที่ดีขึ้นตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ เมื่อ 10 ปีก่อน และฉันกลัวว่าจะถูกส่งกลับบ้านและสูญเสียสถานะของตัวเอง พวกสแกมเมอร์ยังแกล้งหลอกว่ามีคนที่ถูกฆ่าโดยกลุ่มอาชญากรรมพวกนั้นด้วย ทุกครั้งที่อออกจากอพาร์ตเมนต์เพื่อไปทำงานหรือซื้อของชำกลายเป็นเรื่องน่ากลัวทันที ฉันคิดว่ามีคนกำลังตามล่าฉันจริงๆ และทุกขณะอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้”

แม้จะมีหลายครั้งที่สงสัยว่าตัวเองกำลังถูกหลอก และได้รับข้อความทาง LINE จากสถานกงสุลไทยในแอลเอเตือนเกี่ยวกับพวกหลอกลวงที่แอบอ้างเป็นตำรวจไทย แต่พวกสแกมเมอร์ก็ทำให้คุณโบว์เชื่อได้ว่าข้อความเตือนนั้นถูกส่งมาโดยอาชญากรเพื่อไม่ให้คุณโบว์ปฏิบัติตามการสืบสวน

“จากการถูกข่มขู่ ความหวาดระแวง ความเครียด และการอดนอน ฉันพบว่าตัวเองเชื่อทุกคำที่พวกเขาพูดเลย” คุณโบว์แชร์กับ Business Insider

กว่าจะได้โดนหลอกให้โอนเงินครั้งแรก สแกมเมอร์ใช้เวลาถึง 11 วัน

11 วัน หลังจากการติดต่อกันครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 เมษายน คุณโบว์ได้โอนเงิน 81,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,750,000 บาท) ซึ่งเป็นเงินเก็บแทบทั้งหมดที่มีไปให้สแกมเมอร์

สแกมเมอร์ค่อยๆ ป้อนข้อมูล ต้อนให้กลัว ทำให้เชื่อใจ ใช้เวลาหลายวันก่อนที่จะเริ่มให้โอนเงิน

ตอนนั้นคุณโบว์ถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีม้าให้กับกลุ่มอาชญากรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ คุณโบว์ต้องโอนเงินไปที่ธนาคารแห่งหนึ่งในฮ่องกงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ฮ่องกงที่เชี่ยวชาญด้านการฟอกเงินตรวจสอบ

ตอนนั้นสแกมเมอร์ก็ไม่ได้ขู่เข็ญจนน่ากลัว เพราะในตอนนั้นเหล่าสแกมเมอร์ยังแนะนำคุณโบว์ว่าเธอสามารถสำรองเงินไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าเช่าได้

สองสามวันต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมก็บอกกับคุณโบว์ว่าเงินของเธอผ่านการตรวจสอบแล้ว แต่ศาลจะต้องตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดอีกครั้ง และคุณโบว์จำเป็นต้องไปให้การที่ศาลที่ประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการตัดสิน ซึ่งการเดินทางไปศาลที่ไทยตอนนี้มีความเสี่ยง และเตือนคุณโบว์ว่ามีคนถูกลอบสังหารระหว่างการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยคุณโบว์สามารถให้คนอื่นไปแทนได้

ด้วยความเป็นห่วงและไม่อยากให้ใครในครอบครัวตกอยู่ในความเสี่ยง คุณโบว์จึงขอให้เจ้าหน้าที่เป็นตัวแทนของไปให้การที่ศาล เจ้าหน้าที่ปลอมคนนั้นแกล้งทำเป็นบอกว่าต้องใช้เวลาเพื่อตัดสินใจ และใช้เวลาเป็นวันในการตอบกลับมาว่าจะไปให้ แต่คุณโบว์ต้องส่งเงินค้ำประกันมาให้เขาก่อน

คุณโบว์ที่ไม่มีเงินเหลืออีกแล้วจึงโกหกครอบครัวไปว่าตัวเองกำลังสมัครเรียนปริญญาเอกและต้องแสดงให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่ามีเงินในบัญชีธนาคาร 200,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,800,000 บาท) เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการตอบรับ

ครอบครัวของคุณโบว์ให้คุณค่ากับการศึกษามาก และส่งเงินจำนวนนั้นให้โดยไม่ถามอะไรมาก เงินส่วนใหญ่มาจากเงินเกษียณของป้าคุณโบว์ และสุดท้ายคุณโบว์ก็โอนเงิน 150,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 5,100,000 บาท) ให้ "เจ้าหน้าที่ ที่จะไปให้การแทน" สองก้อน ก้อนแรก 100,000 ดอลลาร์และจากนั้นอีก 50,000 ดอลลาร์

คำเตือนจาก Bank of America

หลังจากเริ่มทำธุรกรรมก้อนใหญ่ ก็มีคนจากแผนกป้องกันการฉ้อโกงของธนาคาร Bank of America โทรหาคุณโบว์ เจ้าหน้าที่ตัวจริงถามคุณโบว์ว่าเงินนี้โอนไปเพื่ออะไร และแจ้งข้อมูลให้คุณโบว์ทราบเกี่ยวกับการหลอกลวงแบบการหลอกให้ลงทุน (Investment Pig Butchering Scam) และการหลอกลวงทางความรัก (Love Scam)

เมื่อได้ทราบข้อมูล คุณโบว์ก็ยังไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยง เพราะทั้งสองอย่างดูไม่ได้คล้ายกับสิ่งที่เธอเผชิญอยู่จึงไม่คิดว่าตัวเองกำลังถูกหลอก คุณโบว์โกหกเจ้าหน้าที่และบอกว่าเงินนี้โอนไปให้ลูกพี่ลูกน้องที่ป่วยในฮ่องกง

ในอีกวันสองวันถัดมา คุณโบว์พยายามโอนเงินเพิ่มอีก 50,000 ดอลลาร์ แผนกป้องกันการฉ้อโกงของธนาคารโทรมาอีกครั้ง ถามคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำรายการที่ผ่านมา และปลายทางที่มันถูกส่งไป

ธนาคารระงับการทำรายการ 50,000 ดอลลาร์ไว้ และบอกให้คุณโบว์เดินทางไปที่สาขาในท้องถิ่น คุณโบว์ได้ติดต่อไปที่สแกมเมอร์ พวกเขาก็สั่งให้คุณโบว์แสดงท่าทางหงุดหงิด และบอกว่าลูกพี่ลูกน้องต้องการเงินสำหรับการผ่าตัดสมอง ทำให้ธุรกรรมการโอนเงิน 50,000 ดอลลาร์ได้รับการอนุมัติในที่สุด

ตอนนั้นคุณโบว์เดินออกมาจากธนาคารด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ เพราะคิดว่าเธอพึ่งช่วยครอบครัวจากความเสี่ยงต่างๆ ไว้ได้แล้ว

ผ่านมาเป็นเดือน เรื่องก็ยังไม่จบ

หลังจากโอนเงินก้อนใหญ่ไปและคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ปลอมก็ติดต่อเข้ามาอีกครั้ง และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกหลอกโดย "กลุ่มอาชญากรรม" ได้ฆ่าตัวตาย คุณโบว์ต้องรับผิดชอบต่อการตายของเธอ เพราะผู้หญิงที่เสียชีวิตได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในชื่อของคุณโบว์

พวกเขาบอกกับคุณโบว์ว่าลูกชายของผู้หญิงคนนั้นต้องการเงินชดเชย 120,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000,000 บาท) ตอนนั้นพวกสแกมเมอร์ทำทีช่วยคุณโบว์ต่อรองจำนวนเงินลงมาเหลือ 60,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,000,000 บาท) คุณโบว์ที่ไม่มีเงินแล้ว จึงต้องไปหลอกขอยืมเงินจากครอบครัวมาโอนให้อีกครั้ง

ณ จุดนี้ "การสืบสวนปลอม" ดำเนินมาเกือบหนึ่งเดือนครึ่งแล้ว คุณโบว์ยังต้องรายงานที่อยู่ให้กับพวกสแกมเมอร์ทุกวัน วันละ 4 ครั้งเหมือนเดิม

ตอนนั้นเธอเริ่มรู้สึกว่าถูกเฝ้าดูตลอดเวลา จนเธอเริ่มมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่พวกสแกมเมอร์ก็ยังหลอกให้เธอเลิกคิดแบบนั้น และบอกกับเธอว่า “อย่าปล่อยให้อาชญากรชนะนะ”

กระบวนการสิ้นสุดและสแกมเมอร์ก็หายไปตลอดกาล

วันหนึ่งสแกมเมอร์แจ้งคุณโบว์ว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงินเสร็จสิ้นแล้ว และเธอไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ แต่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ครั้งสุดท้าย ศาลต้องมั่นใจว่าเธอไม่ได้ซ่อนทรัพย์สินที่อื่น คุณโบว์ต้องเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตสามใบ และโอนรายได้ทั้งหมดในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา รวมเป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 680,000 บาท) ให้เจ้าหน้าที่ สแกมเมอร์อ้างว่านี่เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะยื่นต่อศาล

ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ปลอมส่งข้อความมาบอกว่าศาลตัดสินแล้วว่าเธอบริสุทธิ์ และเธอไม่จำเป็นต้องให้รายงานประจำวันเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่และรูปถ่ายอีกต่อไป พวกเขายังบอกอีกว่าเธอต้องกลับไปประเทศไทยเพื่อรับเงินทั้งหมดที่ส่งไปคืน

คุณโบว์ก็เริ่มหาตั๋วเครื่องบิน และโทรหาสแกมเมอร์หลายครั้งเพื่อถามเกี่ยวกับรายละเอียดและมาตรการรักษาความปลอดภัยเพราะเธอกลัวเกี่ยวกับความปลอดภัย

แต่ตอนนั้นเธอโทรหาสแกมเมอร์ไม่ติดอีกต่อไป และนั่นคือตอนที่คุณโบว์รู้ว่าตัวเองน่าจะโดนหลอกแล้ว

ความจริงปรากฏ

วันที่ 11 มิถุนายน คุณโบว์ได้ไปที่สำนักงาน FBI ในซานฟรานซิสโกและขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบความจริง เจ้าหน้าที่บอกว่าคุณโบว์ไม่ได้มีประวัติอาชญากรรมอะไร เจ้าหน้าที่ FBI ยังบอกกับเธอด้วยว่า "คุณถูกหลอกแล้ว และคุณควรแจ้งความ"

ตอนนั้นคุณโบว์ยังไม่ค่อยแน่ใจ และพยายามหาคำตอบว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ FBI พูดเป็นความจริงหรือไม่ บางที คดีของเธอมันอาจเป็นคดีลับสุดยอดจนเจ้าหน้าที่ FBI คนนี้ไม่รู้เรื่อง คุณโบว์กลับบ้านและเล่าเรื่องราวให้เพื่อนสองคนฟัง จากนั้นโทรหากองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) และองค์กรไทยอีกสองสามแห่ง เจ้าหน้าที่ต่างพูดตรงกันว่า “เธอถูกหลอกแล้ว”

คุณโบว์ทรุดลงกับพื้น และตระหนักว่าเธอสูญเสียเงินไปมากกว่า 300,000 ดอลลาร์ และไม่ใช่แค่เงินของตัวเอง แต่เป็นเงินของครอบครัวด้วย

เพื่อน ๆ ที่รู้ก็ช่วยคุณโบว์วางแผนและติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการไปธนาคารเพื่อรายงานการฉ้อโกง และยื่นรายงานต่อ FBI ตำรวจซานฟรานซิสโก และติดต่อสถานทูตไทย

หลังจากรู้ความจริงเธอใช้เวลาสองสามวัน กว่าจะโทรหาที่บ้านและบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เธอต้องยอมรับว่าเงินที่โอนมาให้ ตอนนี้มันหายไปแล้ว และทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอหลงเชื่อสแกมเมอร์

แด่คนที่ถูกหลอกเหมือนกัน

คุณโบว์เล่าว่า สองสามวันต่อมา พี่ชายและป้าโทรหาคุณโบว์พร้อมกันและถามว่าเธอต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม และเสนอที่จะบินมาหาที่ซานฟรานซิสโก แม้ว่าพวกเขาจะสงสัยในเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ความกังวลหลักของที่บ้านก็คือสุขภาพจิตของคุณโบว์มากกว่า

สิ่งที่พี่ชายพูดกับคุณโบว์ก็คือ เราสามารถสูญเสียอะไรก็ได้ในโลกนี้ แต่อย่าสูญเสียตัวเอง เรายังมีสมอง มีแขน มีขา ที่บ้านดีใจที่ไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับคุณโบว์ และเธอยังมีศักยภาพและความสามารถเต็มที่ที่จะทำงานต่อไป เป็นตัวของตัวเอง และสร้างอิมแพคต่อโลกใบนี้ได้ คำพูดนั้นเป็นสิ่งที่ยึดคุณโบว์ไว้

คุณโบว์เล่าว่าหลังจากรู้ว่าถูกหลอก เธอรู้สึกเหมือนสูญเสียตัวเองไป ถูกหลอกหลอนจากความรู้สึกผิดต่อครอบครัวที่ไปโกหกไป คุณโบว์ยังคงฝันร้ายและสะดุ้งตื่นตอนกลางดึก จมดิ่งในความคิดลบและทบทวนบทสนทนาที่มีกับพวกสแกมเมอร์อยู่เรื่อย ๆ

FBI บอกกับคุณโบว์ว่าพวกเขาจะติดต่อกลับหากความคืบหน้าเกี่ยวกับคดี แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการติดต่อกลับมา เธอยังได้ติดต่อกับตำรวจฮ่องกง และได้รับแจ้งว่าไม่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีธนาคารทั้งสามบัญชีที่เธอเคยโอนไป

ตอนนี้คุณโบว์ต้องรับผิดชอบกับปัญหาหนี้บัตรเครดิตและของครอบครัว คุณโบว์บอกว่าเธอต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ให้ยืมเงินเพื่อจ่ายหนี้ และตอนนี้เธอกำลังทำงานเพื่อจ่ายคืนพวกเขา แผนของเธอคือทำให้ตัวเองปลดหนี้ให้หมดภายในปีนี้ จากนั้นจะเริ่มสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามคุณโบว์ยังคงบอบช้ำทางจิตใจอยู่มาก

คุณโบว์ทิ้งท้ายกับ Business Insider ว่า

คำแนะนำที่สำคัญที่สุดจากประสบการณ์ของเธอในครั้งนี้คือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเสี่ยงเมื่อถูกครอบงำทางอารมณ์ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ให้ทุกคนลองถอยกลับมาสักนิดแล้วถามตัวเองว่า “ฉันรู้สึกยังไง? ทำไมฉันถึงรู้สึกแบบนี้? ฉันจำเป็นต้องทำแบบนี้จริง ๆ ไหม?”

ถ้าเราหายใจลึก ๆ และไม่ปล่อยให้อารมณ์มาควบคุม โอกาสที่จะตกเป็นเเหยื่อของสแกมเมอร์ก็จะน้อยลง

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save