ทำตามความคิดที่เรียบง่าย และทำมันอย่างจริงจัง : บทเรียนจาก Mohnish Pabrai นักลงทุนชาวอินเดียผู้เลียนแบบกลยุทธ์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์อย่างไม่อาย จนมีทรัพย์สินเกือบ 70,000 ล้านบาท

ทำตามความคิดที่เรียบง่าย และทำมันอย่างจริงจัง : บทเรียนจาก Mohnish Pabrai นักลงทุนชาวอินเดียผู้เลียนแบบกลยุทธ์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์อย่างไม่อาย จนมีทรัพย์สินเกือบ 70,000 ล้านบาท

มอห์นิช พาบราย (Mohnish Pabrai) ชื่อที่อาจไม่คุ้นหูนักลงทุนทั่วไปมากนัก แต่สำหรับวงการนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Invstor) เขาคือนักลงทุนระดับพันล้านที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีการที่เรียบง่ายแต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อ

พาบรายเป็นชาวอินเดียที่ได้รับฉายาว่าเป็น “วอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งอินเดีย” ด้วยแนวทางการลงทุนที่ เลียนแบบ (Clone) กลยุทธ์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) และนักลงทุนคนอื่นที่ประสบความสำเร็จคนอื่น ๆ อย่างไม่เคอะเขิน จนสามารถสะสมความมั่งคั่งได้มหาศาล (เว็บไซต์ investopedia ประมาณไว้ที่ 2,000 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 70,000 ล้านบาทในปี 2023)

กลยุทธ์ของพาบรายเป็นยังไง? แนวคิดการเลียนแบบสิ่งที่เวิร์กโดยไม่ต้องอายของเขาหน้าตาเป็นแบบไหน? ไม่เพียงให้แง่คิดด้านการลงทุน แต่ยังสะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและหนักแน่นของเขาด้วย เพราะบางครั้งหนทางสู่ความสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เพียงแค่ค้นหา “ความคิดที่เรียบง่าย” ที่ถูกต้อง แล้วลงมือทำมันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

Mohnish Pabrai คือใคร?

มอห์นิช พาบราย (Mohnish Pabrai) เกิดปี ค.ศ. 1964 ที่ประเทศอินเดีย เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดา ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อและเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสหรัฐอเมริกา

พาบรายเริ่มอาชีพในสายไอทีและก่อตั้งธุรกิจซอฟต์แวร์ของตัวเองขึ้นมา ช่วงปลายยุค 90 เขาสามารถขายธุรกิจไอทีของเขาได้กำไรกว่า 6 ล้านดอลลาร์ ในปี 2000 จากนั้นจึงนำเงินทุนก้อนนั้นมาก่อตั้งกองทุน Pabrai Investment Funds ในปี 1999/2000 โดยออกแบบกองทุนตามรอย รูปแบบกองทุนหุ้นส่วนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในยุคแรกๆ เลยทีเดียว (เช่น การคิดค่าบริหารกองทุนที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี แต่คิดส่วนแบ่งกำไรแทน ซึ่งเหมือนกับรูปแบบที่บัฟเฟตต์เคยใช้กับหุ้นส่วนของเขา)

การเลือกเดินตามรอยผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมานี้ สะท้อนให้เห็นปรัชญาการลงทุนของพาบรายอย่างชัดเจน

เขาโด่งดังขึ้นมาในหมู่นักลงทุนหลังจากที่เขาเริ่มสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นและมีการบอกต่อถึงแนวคิดการลงทุนที่แปลกใหม่ของเขา (ซึ่งที่จริงไม่ใหม่แต่เป็นการประยุกต์สิ่งที่บัฟเฟตต์เคยทำ) ถึงขั้นที่เขาเองยอมรับว่าตน “ไม่มีไอเดียต้นฉบับเป็นของตัวเอง” แต่จะคอยมองหาวิธีที่ดีที่สุดจากคนอื่นแล้วนำมาปรับใช้กับตัวเองเสมอ

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างชื่อให้เขาคือ การประมูลซื้อโอกาสรับประทานอาหารกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่ง พาบราย (ร่วมกับ Guy Spier) ยอมจ่ายเงินมากกว่า $650,000 (ราว 20 ล้านบาท) เพื่อได้ใช้เวลากับบัฟเฟตต์เพียงมื้อเดียว (ซึ่งเขาก็บอกว่าคุ้มทุกบาท) เหตุการณ์นี้แสดงถึงความทุ่มเทของเขาในการเรียนรู้จากแบบอย่างโดยตรง และตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าเขาคือศิษย์เอกผู้ติดตามหลักการของบัฟเฟตต์อย่างจริงจัง

กลยุทธ์การลงทุนแบบ “Shameless Cloning”

หัวใจของความสำเร็จของพาบรายอยู่ที่แนวคิดการลงทุนแบบ “เลียนแบบอย่างไม่อาย” หรือที่เจ้าตัวเรียกว่า *“Shameless Cloning”* เพราะเขาเชื่อว่าในโลกการลงทุนนั้น ไม่จำเป็นต้องคิดค้นสิ่งใหม่เสมอไป ตรงกันข้าม เราสามารถศึกษาและลอกเลียนแนวทางที่ได้ผลดีจากสุดยอดนักลงทุนรุ่นก่อนหน้า แล้วนำมาปฏิบัติตามได้อย่างเต็มที่

เขายอมรับเสมอว่าตัวเองหยิบยืมไอเดียการลงทุนที่ดีที่สุดจากบัฟเฟตต์ ชาร์ลี มังเกอร์ และแม้แต่ เบนจามิน เกรแฮม (บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า) มาใช้ในการลงทุนของตัวเองอย่างไม่ลังเล

แต่สิ่งสำคัญคือการลอกเลียนแบบของพาบรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกหุ้นหรือลงทุนตามหุ้นตัวเดียวกับที่บัฟเฟตต์ซื้อเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเลียนแบบปรัชญาและวิธีคิดในมิติอื่นๆ ของชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์ด้วย

เขาอ่านจดหมายผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway จนครบทุกปีเป็นสิบๆ ปี ไปเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นของ Berkshire ที่เมืองโอมาฮาทุกปีเพื่อซึมซับวิธีคิด และตั้งปณิธานว่าจะลงทุนด้วยความอดทนและใช้การตัดสิ่งที่ซับซ้อนออกไป เลือกลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองเข้าใจแบบเดียวกับที่บัฟเฟตต์ยึดถือ

นอกจากนี้ยังปรับวิถีชีวิตประจำวันของตนเองให้เรียบง่ายตัดสิ่งรบกวนออกไปและใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่านและคิดไตร่ตรอง แทนที่จะวุ่นวายกับข่าวสารหรือการเทรดระยะสั้น

ที่น่าสนใจคือพาบรายไม่ได้เลียนแบบเพียงแค่ วิธีการลงทุนของบัฟเฟตต์ แต่ยังรวมถึง หลักการ และ คุณค่าความคิด ของเขาด้วย ยกตัวอย่างหลัก สิ่งชี้วัดภายใน (Inner Scorecard) ซึ่งเป็นแนวคิดที่บัฟเฟตต์สอนว่าคนเราควรประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ใช้เสียงวิจารณ์หรือการยอมรับจากผู้อื่นเป็นตัววัดความสำเร็จ

แนวคิดนี้ทำให้เขากล้าตัดสินใจแตกต่างจากฝูงชนเมื่อตนเองวิเคราะห์แล้วว่าถูกต้อง โดยไม่กังวลว่าจะสวนกระแสหรือโดนมองอย่างไร

นอกจากนั้นยังได้รับแรงบันดาลใจจาก จิตวิญญาณการทำบุญ ของบัฟเฟตต์ (ที่บริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่เพื่อการกุศล) พาบรายจึงก่อตั้งมูลนิธิ Dakshana Foundation เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กยากจนในอินเดีย โดยเขามองว่างานมูลนิธิก็เป็นอีก “เกม” หนึ่งที่เขาตั้งใจเล่นเพื่อคืนกำไรสู่สังคม เช่นเดียวกับที่การลงทุนคือเกมทางธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่ง

เขานิยามมุมมองต่อการลงทุนของตัวเองไว้อย่างน่าสนใจว่า การลงทุนก็เหมือนการเล่นเกมชนิดหนึ่ง ซึ่งกุญแจของการเล่นเกมให้ชนะคือการเลือกเล่นในเกมที่เรามีโอกาสชนะสูงที่สุด

ในหนังสือ Richer, Wiser, Happier เขาบอกว่า “บนหลุมฝังศพของผม ผมอยากให้สลักไว้ว่า ‘เขาชอบเล่นเกม...โดยเฉพาะเกมที่เขารู้ว่าจะชนะได้’ การเลียนแบบก็เป็นเกมอย่างหนึ่ง แบล็กแจ็กก็เกม บริดจ์ก็เกม Dakshana ก็เกม และแน่นอน ตลาดหุ้นก็เป็นเกม มันก็แค่เกมทั้งนั้นแหละ และทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของโอกาสความน่าจะเป็น”

คำพูดนี้สะท้อนวิธีคิดของเขาว่า ในเมื่อการลงทุนคือเกมแห่งความน่าจะเป็น หากเรา ศึกษา “ตำราเกม” ของคนเก่งๆ แล้วนำวิธีเดินเกมที่ดีที่สุดของพวกเขามาใช้ เราก็จะสามารถเพิ่มโอกาสชนะให้กับตนเองได้อย่างมากมาย โดยที่ “ไม่มีอะไรซับซ้อนหรือยากเย็นเลย”

เขาพูดประเด็นนี้กับผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะว่า “อย่าไปบอกใครเชียว!” ซึ่งแสดงถึงอารมณ์ขันและความเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์เลียนแบบของเขานั้นเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ใครๆ ก็สามารถทำตามได้ ถ้ามองเห็นคุณค่าในความเรียบง่ายนี้

ทำตามความคิดที่เรียบง่าย และทำมันอย่างจริงจัง

วลีนี้เป็นปรัชญาการลงทุน (และการใช้ชีวิต) ที่พาบรายยึดถืออย่างแรงกล้า จริงๆ แล้วประโยคนี้เดิมทีเป็นคำกล่าวของชาร์ลี มังเกอร์ (อดีตเพื่อนรักของบัฟเฟตต์) ซึ่งพาบรายได้นำมายึดเป็นคติประจำใจของตนเอง และสะท้อนออกมาในวิธีการลงทุนของเขาทุกขั้นตอน

ความคิดที่เรียบง่ายที่ว่าในบริบทของการลงทุนคือ หลักการการลงทุนแบบพื้นฐานที่สุด เช่น ซื้อธุรกิจที่ดีในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก, มองหาช่องว่างที่ทำให้เราได้เปรียบในเกม, และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าทำเรื่องโง่ๆ ที่จะทำให้เงินต้นสูญ (หลักการ “อย่าขาดทุน” อันโด่งดังของบัฟเฟตต์) พาบรายศึกษาหลักการเหล่านี้จากปรมาจารย์การลงทุนทั้งหลายแล้วเลือกหยิบ “ความคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง” แต่ละข้อมาปฏิบัติอย่างจริงจังและเคร่งครัด

หนึ่งในหลักคิดสำคัญของเขาคือ “Heads I win, tails I don’t lose much.” หรือถ้าแปลง่ายๆ คือ “ถ้าผลออกหัวฉันจะชนะ (ได้กำไรมหาศาล) แต่ถ้าออกก้อยฉันก็แทบไม่เสียอะไรเลย” นี่คือนิยามการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

เขาพยายามมองหาโอกาสลงทุนที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่เสมอ กล่าวคือ มี Downside จำกัด แต่มองเห็น Upside มากมาย ความคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางของบัฟเฟตต์ที่มองว่ากฎข้อแรกของการลงทุนคือ “อย่าขาดทุน” และข้อสองคือ “อย่าลืมกฎข้อแรก” นั่นเอง

เขามองหาแต่ โอกาสที่ “คุ้มค่าแก่การลงแรง” เท่านั้น ดังที่ Forbes เคยเขียนถึงเขาไว้ว่า Pabrai "ไม่มีความสนใจในหุ้นที่แค่ดูเหมือนจะต่ำกว่ามูลค่าเล็กน้อย (10%) เขาต้องการหุ้นที่มีโอกาสทำกำไรได้ 5 เท่าในไม่กี่ปี ถ้าเขาไม่คิดว่าโอกาสนั้นมันเด่นชัดจนเห็นได้แม้หลับตา เขาก็จะปล่อยผ่านไปเลย”

สิ่งนี้แสดงถึงวินัยในการเลือกลงทุนเฉพาะสิ่งที่ง่ายต่อการตัดสินใจ (เพราะเห็นชัดว่าดี) และหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นของเขา

อีกตัวอย่างของ "ความคิดที่เรียบง่าย" ที่พาบรายนำมาปฏิบัติคือการลงทุนแบบกระจุกตัวในหุ้นจำนวนน้อยตัว ที่ตนเองเข้าใจเป็นอย่างดีและมั่นใจมาก แทนที่จะกระจายการลงทุนไปในหลายสิบตัวแบบที่นักลงทุนทั่วไปทำ

เรื่องนี้เขาได้รับอิทธิพลจากมังเกอร์ที่เชื่อมาโดยตลอดว่าการกระจายความเสี่ยงหรือมีหุ้นเยอะๆ ในพอร์ตไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ดังนั้นเขาจึงมักถือหุ้นไม่กี่ตัวที่คิดว่าจะเติบโตจริงๆ เท่านั้น

แม้วิธีนี้อาจดูเสี่ยงในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับพาบรายแล้ว เขากลับมองว่า การลงทุนในหุ้นจำนวนมากๆ โดยที่เราไม่ได้มีความได้เปรียบหรือความรู้ลึกซึ้งจริงในแต่ละตัว ต่างหากที่เสี่ยงกว่า (เพราะเราอาจกำลังเล่นเกมที่เราไม่ถนัดอยู่)

อย่างไรก็ดี Pabrai ก็เตือนว่า **การจะเลียนแบบกลยุทธ์ถือหุ้นน้อยตัวนี้ ผู้ลงทุนต้องมี “ใจหิน” พอสมควร** เพราะพอร์ตของเขาเองก็เคยลดลงมากถึง 67% ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008-09 แต่เขากลับเล่าว่าตนเอง “ไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร... ภรรยาผมแทบไม่สังเกตด้วยซ้ำว่ามีปัญหาเกิดขึ้น” และมองเห็นวิกฤตครั้งนั้นเป็นโอกาสงามในการซื้อหุ้นดีราคาถูกเสียด้วยซ้ำ

นี่คือคุณสมบัติด้านจิตใจที่ทำให้กลยุทธ์ของเขาได้ผล – เขาสามารถยึดมั่นในความคิดที่เรียบง่ายของตนเองอย่างไม่หวั่นไหว แม้ในยามที่ตลาดผันผวนหนักหน่วงก็ตาม

ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ความสำเร็จ

กลยุทธ์การลงทุนของพาบรายได้แสดงผลงานออกมาให้ประจักษ์อย่างน่าทึ่ง ช่วงเวลาราวสองทศวรรษตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนเป็นต้นมา ผลตอบแทนของเขาเอาชนะตลาดขาดลอย ตามข้อมูลจาก William Green (ผู้เขียน *Richer, Wiser, Happier*) ระหว่างปี 2000 ถึง 2018 กองทุนหลักของเขาให้ผลตอบแทนรวมกว่า 1,204% เทียบกับดัชนี S&P 500 ซึ่งได้เพียงประมาณ 159% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ถ้าจะยกอีกมุมหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ เงินลงทุนจำนวน $100,000 (ประมาณ 3.3 ล้านบาท) ที่ลงทุนกับเขาตั้งแต่ปี 1999 จะเติบโตกลายเป็นเงิน $1,800,000 (ประมาณ 60 ล้านบาท) ในปี 2018 เลยทีเดียว

ผลลัพธ์ระดับนี้ทำให้ Pabrai กลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนมูลค่าพันล้านที่ได้รับการยอมรับ (และแน่นอนว่า ทำกำไรให้ตัวเขาเองและผู้ร่วมลงทุนอย่างมหาศาล)

ปัจจุบันเขาบริหารกองทุนและทรัพย์สินของเขาด้วยหลักการเดิม โดยพอร์ตการลงทุนมีน้ำหนักมากในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นอินเดียและตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากในตลาดสหรัฐฯ ช่วงหลัง มีหุ้นที่เข้าเกณฑ์ “ถูกมากๆ และดีมากๆ” ให้ซื้อน้อยลง จึงเบนเข็มไปหาตลาดที่ยังไม่มีคนค้นพบหรือวิเคราะห์น้อยกว่าแทน

สำหรับมูลค่าทรัพย์สินของพาบรายนั้น แม้จะไม่ปรากฏในรายชื่อมหาเศรษฐีระดับโลกบ่อยนัก แต่จากการประเมินในปี 2023 เขามีสินทรัพย์สุทธิประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ (หรือราว 70,000 ล้านบาท)

นอกจากผลตอบแทนทางการเงินแล้ว ความสำเร็จของพาบรายยังสะท้อนออกมาในรูปแบบของชื่อเสียงและการยอมรับในวงการการลงทุน เขาถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนยุคใหม่ที่น่าศึกษาและติดตาม

ผลงานของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือ Richer, Wiser, Happier ที่กล่าวถึงสุดยอดนักลงทุนทั่วโลก และเขายังแบ่งปันความรู้ผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว (“Chai with Pabrai”) อยู่เสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำภาพของชายผู้ยึดมั่นในหลักการง่ายๆ แต่ได้ผลจริงอย่างไม่เสื่อมคลาย

เคล็ดลับความสำเร็จแบบพาบราย

* เลือกเล่นเกมที่มีโอกาสชนะสูง

เขาเน้นย้ำว่าจะต้อง “เล่นในเกมที่เรามีความได้เปรียบ” มองหาการลงทุนที่ตัวเองเข้าใจถ่องแท้และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง หากโอกาสใดดูไม่เด่นชัดพอ เขาจะไม่ฝืนลงทุน (ไม่ต่างจากนักเล่นหมากรุกที่เลือกเดินเฉพาะตาที่มั่นใจว่าจะชนะ)

* เลียนแบบสิ่งที่เวิร์กโดยไม่ต้องอาย

แทนที่จะพยายามคิดค้นกลยุทธ์ใหม่หมดจด เลือกที่จะศึกษาแนวทางของสุดยอดนักลงทุนอย่าง บัฟเฟตต์หรือมังเกอร์ แล้ว “โคลนนิ่ง” ไอเดียเหล่านั้นมาใช้ เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำตามรอยผู้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากแต่มันคือทางลัดสู่ความสำเร็จที่ชาญฉลาด

* ความเรียบง่ายคือพลัง

ยึดหลัก “ความคิดที่เรียบง่ายที่สุด” และลงมือทำมันอย่างจริงจัง เขาไม่นิยมความซับซ้อนหรูหราในการลงทุน แต่กลับไปหาแก่นแท้พื้นฐาน เช่น ซื้อของดีราคาถูก, อดทนรอโอกาส, และอย่าโลภเกินเหตุ หลักคิดธรรมดาๆ เหล่านี้เองที่กลับให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมเมื่อทำอย่างเคร่งครัด

* อดทนและมีวินัยเหนือใคร

การลงทุนแบบนี้ต้องใช้ความอดทนรอคอยจังหวะที่เหมาะสมอย่างสูง เขาอาจนั่งถือเงินสดรอโอกาสเป็นปีๆ โดยไม่ทำอะไรเลย จนกว่าจะเจอหุ้นที่เข้าหลักเกณฑ์ทุกข้อ แล้วจึงลงทุนอย่างเต็มที่ ความมีวินัยที่จะไม่ว่อกแว่กไปตามกระแสตลาด และไม่ตัดสินใจตามอารมณ์ชั่ววูบ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาอยู่รอดและรุ่งเรืองในระยะยาว

* ใช้ ‘สิ่งชี้วัดภายใน’ ในชีวิตและการลงทุน

แนวคิดเรื่อง Inner Scorecard ของบัฟเฟตต์ที่ Pabrai นำมาใช้ สอนให้เราวัดความสำเร็จด้วยมาตรวัดของตัวเอง มากกว่าจะสนใจว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร

เขาลงทุนในสิ่งที่เขาเชื่อมั่นและรู้ว่าถูกต้อง แม้บางครั้งจะสวนทางกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ก็ตาม บทเรียนนี้ใช้ได้กับทั้งการลงทุนและการดำเนินชีวิต คือ จงซื่อสัตย์ต่อหลักการและความเชื่อของตนเอง แล้วความสำเร็จจะตามมาเอง

“อย่าทำให้เรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก” วิถีชีวิตและการลงทุนของพาบรายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการยึดมั่นในหลักการลงทุนพื้นๆ แต่ทรงพลัง และการไม่ลังเลที่จะเลียนแบบแนวทางที่ดีจากผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว สามารถสร้างความมั่งคั่งและความสุขได้อย่างยั่งยืน

บางครั้งหนทางสู่ความสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่ต้องค้นหา “ความคิดที่เรียบง่าย” ที่ถูกต้อง แล้วลงมือทำมันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็อาจนำเราไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่นเดียวกับที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งอินเดีย” ได้ทำให้เห็นแล้วนั่นเอง

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save