’Slow Shopping’ เทรนด์ใหม่ชอปปิงแบบ Mindfulness คิดมากขึ้นอีกหน่อย แม้พลาดดีลลดราคาไปบ้าง แต่ก็ลดความเสียใจลงได้เยอะ

ในยุคที่เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายดายผ่านทั้งแอปฯชอปปิงทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ รวมไปถึงเจอแรงกระตุ้นจากรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์ตลอดเวลา ทำให้การชอปปิงแบบไม่ยั้งคิดด้วยอารมณ์หรือ Impulse Purchase นั้นทำได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
แค่ปลายนิ้วในเวลาไม่กี่นาที ผู้บริโภคมากมายอาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดทางการเงินของตนไปโดยไม่รู้ตัว ใช้เงินในอนาคตที่ไม่ควรใช้ไปเรียบร้อยแล้ว
แจ็ค ฮาวเวิร์ด (Jack Howard) หัวหน้าฝ่ายสุขภาพทางการเงินของ Ally Financial (บริษัทให้บริการทางการเงินในอเมริกา) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผู้บริโภคกว่า 1 ใน 3 มักจะซื้อสินค้าแบบไม่ได้ตั้งใจเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่มีเพียงครึ่งหนึ่ง (ของคนที่ซื้อ) เท่านั้นที่รู้สึกมีความสุขหลังจากซื้อไปแล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินตามมาได้
พูดอีกอย่างก็คือว่ากว่าครึ่งของคนที่ซื้อของด้วยอารมณ์มักจะจบลงด้วยความรู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจซื้อตามอารมณ์ของตัวเองนั่นเอง
เพื่อรับมือกับพฤติกรรมการชอปปิงแบบไม่ยั้งคิดนี้ เราเริ่มเห็นเทรนด์ใหม่จากผู้บริโภคจำนวนมากออนไลน์ที่เริ่มหันมาใช้วิธีที่เรียกว่า "Slow Shopping" หรือการชอปปิงอย่างช้าๆ ซึ่งเน้นการคิดไตร่ตรองก่อนซื้อสินค้า โดยพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นในการซื้อ ความคุ้มค่า และผลกระทบต่อสถานะทางการเงินอย่างรอบคอบ
Slow Shopping
แอนเดรีย วอร็อค (Andrea Woroch) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการวางแผนงบการเงิน อธิบายว่า Slow Shopping เป็นการคัดเลือกสินค้าด้วยความตั้งใจและใช้เวลาครุ่นคิดกับมัน แทนที่จะรีบซื้อทันทีที่เกิดความอยาก มันช่วยยับยั้งการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยไม่จำเป็นต้องห้ามตัวเองอย่างสิ้นเชิง
"Slow shopping เป็นเทรนด์ทางการเงินที่สนับสนุนให้คนใช้จ่ายและซื้อของอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเน้นการใส่ใจว่ากำลังซื้ออะไร ทำไมถึงซื้อ และใช้เงินไปเท่าไรกับการซื้อนั้น แทนที่จะรีบซื้อของทันทีที่เกิดความอยากหรือปรารถนา Slow shopping กระตุ้นให้คุณคิดทบทวนการซื้อให้รอบคอบ เพื่อตัดสินใจซื้อให้ดีที่สุดสำหรับงบประมาณของคุณ โดยใช้เวลาประเมินความจำเป็น ต้นทุน และคุณค่าก่อน" วอร็อคอธิบาย
โบลา โซคุมบิ (Bola Sokunbi) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ให้ความรู้ด้านการเงิน Clever Girl Finance กล่าวเสริมว่า “Slow shopping โดยแก่นแท้แล้วคือการมีแนวทางการชอปปิงที่ใส่ใจและมีความตั้งใจมากขึ้น ใช้เวลาและประเมินเหตุผลในการซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อแบบหุนหันพลันแล่นหรือเร่งรีบ ซึ่งจะช่วยลดความเสียใจ และทำให้คุณเก็บเงินได้มากขึ้นด้วย"
Slow Shopping (ชอปปิงแบบช้าๆ) คือรูปแบบหนึ่งของการใช้จ่ายอย่างมีสติ (Mindfulness Spending) รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ซื้ออะไร เพราะอะไร เท่าไหร่ โดยมีการประเมินความจำเป็นทุกอย่างไว้ก่อนแล้ว
ข้อดีและข้อเสียของ Slow Shopping
แน่นอนว่าข้อดีของ Slow Shopping คือ ทำให้คุณมีเวลาเปรียบเทียบราคา รอโปรโมชันส่วนลด และเก็บเงินสำหรับสินค้าที่อยากได้ โดยไม่ต้องพึ่งบัตรเครดิตจนเป็นหนี้ อีกทั้งยังช่วยให้จับจังหวะการซื้อให้ตรงกับช่วงลดราคาใหญ่ เช่น วันคู่ ลดกลางปี ท้ายปี หรือช่วงเงินเดือนออก ฯลฯ (ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีช่วงลดราคาแทบตลอด) ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ การใช้เวลาคิดพิจารณาก่อนซื้อยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิตด้วย เพราะลดความเสี่ยงที่จะใช้เงินเกินตัวเพื่อเอาชนะความกดดันทางสังคมหรือไล่ตามเทรนด์ฟุ่มเฟือย
การไล่ซื้อตามเทรนด์มักจะนำไปสู่การซื้อของที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะเห็นคนอื่นมี ผลสำรวจจาก Bread Financial (บริษัทผู้ให้บริการด้านการตลาด) พบว่า Gen Z กว่า 62% ยอมรับว่าใช้จ่ายไปกับสิ่งไม่จำเป็นเพื่อให้ทันกับเทรนด์ที่เห็นในโซเชียลมีเดีย และ 79% บอกว่าการตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย
"เนื่องจากโซเชียลมีเดียและอิทธิพลทางสังคมอื่นๆ มักจะนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวและการซื้อแบบหุนหันพลันแล่น Slow Shopping จึงสามารถช่วยให้คุณเลิกนิสัยการใช้เงินที่ไม่ดีนี้ได้ และช่วยให้คุณหลีกเลี่ยง FOMO (Fear of Missing Out - ความกลัวที่จะพลาดสิ่งดีๆ หรือตามเทรนด์ไม่ทัน) ได้ด้วย" วอร็อคกล่าว
Slow Shopping จึงเป็นการปลดโซ่ตรวนผู้บริโภคจากวังวนอันตรายนี้ และนำไปสู่พฤติกรรมใช้เงินที่ตั้งอยู่บนความตั้งใจและความสุขแท้จริง แทนการไขว่คว้าเพียงความพึงพอใจชั่วครู่ที่มักจบลงด้วยความเสียดาย
อย่างไรก็ตาม การทำ Slow Shopping ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น อาจทำให้พลาดดีลที่มีเวลาจำกัด หรือเสียเวลาครุ่นคิดมากเกินไปกับสินค้าบางอย่าง ซึ่งอาจรบกวนชีวิตประจำวันได้เช่นกัน (แต่ในกรณีนี้ข้อดีก็ยังเยอะกว่าอยู่ดี)
คอร์ทนีย์ อาเลฟ (Courtney Alev) ฝ่ายดูแลผู้บริโภคของ Credit Karma แนะนำว่า Slow Shopping ควรมุ่งไปที่การสร้างสมดุลมากกว่าการจำกัดอย่างเข้มงวดเกินไป หากคิดนานเกินไปจนรู้สึกหมกมุ่น ก็อาจต้องทบทวนใหม่อีกครั้งว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นผลเสียมากกว่าผลดีรึเปล่า
ในระยะยาว ควรมองหาสาเหตุเบื้องลึกของนิสัยใช้จ่ายที่มีปัญหา แทนที่จะพึ่งวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่าง Slow Shopping เพียงอย่างเดียว เช่น อิทธิพลจากความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับเงิน ความกดดันจากคนรอบข้าง ความเครียดจากงานที่ทำ ปัญหาเรื่องเงินที่ไม่อยากเผชิญหน้า เสพติดการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป ฯลฯ
เริ่มยังไงดี?
หากเรามีนิสัยชอปปิงด้วยอารมณ์อยู่เป็นประจำ แต่รู้ตัวว่าอยากแก้ไขปัญหาตรงนี้ การจะเริ่มทำ Slow Shopping ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
แต่จะเริ่มตรงไหนดี?
"ถ้าคุณยังใหม่กับการใช้จ่ายแบบ Slow Shopping ให้เลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของการเงินของคุณมาเป็นจุดเริ่มต้น เช่น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว หรืออาหารของใช้ที่ซื้อเข้าบ้านทุกเดือน” โซคุมบิ แนะนำ "เขียนรายการของที่จะซื้อ ประเมินและทบทวนรายการนั้น เปรียบเทียบราคา และตัดสินใจว่าคุณอยากซื้ออะไร ด้วยเหตุผลอะไร"
"ฉันมักจะแนะนำ 'กฎ 48 ชั่วโมง' หรือการรอเต็ม 2 วันจากตอนที่ถูกกระตุ้นให้อยากซื้อก่อนจะลงมือซื้อจริงๆ" ฮาวเวิร์ดกล่าว "กฎนี้ใช้ได้แม้ของชิ้นนั้นจะลดราคาอยู่ก็ตาม! ช่วงเวลา 48 ชั่วโมงเป็นระยะเวลาพอดีที่จะทำให้อารมณ์และความรู้สึกเร่งรีบสงบลง สร้างความชัดเจนว่าคุณจำเป็นต้องซื้อหรือแค่อยากได้สิ่งนั้นกันแน่”
นอกจากกฎ 48 ชั่วโมงแล้ว ยังมีอีกเทคนิคหนึ่งที่ฮาวเวิร์ดแนะนำคือการ "การใช้จ่ายตามค่านิยม" (values-based spending) หรือการซื้อเฉพาะสิ่งของและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมของคุณเท่านั้น
"ขั้นตอนแรกของกระบวนการนี้คือการระบุว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับคุณมากกว่าทุกอย่าง” ฮาวเวิร์ดอธิบาย "ยกตัวอย่างเช่น ค่านิยมของฉันคือการสร้างความมั่งคั่งที่สามารถส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไปได้ ธรรมชาติและความยั่งยืน ประสบการณ์ และงานออกแบบที่สวยงามจริงๆ ค่านิยมของคุณควรสะท้อนถึงสิ่งที่นำความสุขและจุดมุ่งหมายในชีวิตให้คุณ หลังจากที่คุณระบุค่านิยมแล้ว ให้ใช้มันเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจในครั้งต่อไปที่คุณเกิดอยากจับจ่าย"
ถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่าการซื้อครั้งนั้นสนับสนุนค่านิยมของคุณหรือไม่ วิธีนี้จะทำให้คุณใช้เงินไปกับสิ่งที่สำคัญกับคุณและส่งเสริมความสุขของคุณจริงๆ
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นคุณชอบเดินทางท่องเที่ยวและอ่านหนังสือ การวิ่งตามซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใหม่ อาจจะไม่ได้ส่งเสริมความสุขของคุณจริงๆ ในระยะยาว
นอกจากนั้นแล้วการแบ่งเงินแต่ละเดือนบางส่วนสำหรับใช้จ่ายโดยไม่รู้สึกผิดให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนไปเลยก็ช่วยได้ มันจะทำให้มีขอบเขตที่ชัดเจนว่าจะใช้ได้แค่ไหน ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในวินัยทางการเงิน และยังมีอิสระมากพอที่จะใช้ซื้อของที่เรารู้สึกสนุกไปกับมันด้วย
สุดท้าย จำไว้ว่า Slow Shopping อาจดูต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะตัว สิ่งสำคัญคือ ใช้เวลาตามที่คุณต้องการเพื่อสร้างความมั่นใจและแน่ใจก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงและยั่งยืน
อย่างที่คำกล่าวที่ว่า ‘มีสติถึงจะมีสตางค์’ : Slow Shopping ก็คงเป็นแบบนี้แหละครับ
===============
สรุป 3 ประเด็นสำคัญ
1. Slow Shopping คือการชอปปิงอย่างช้าๆ ใช้เวลาคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลความจำเป็น ความคุ้มค่า และผลกระทบด้านการเงินก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า แทนที่จะซื้อไปด้วยอารมณ์เพียงชั่วครู่ ช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลดความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้
2. การหยุดคิดก่อนซื้อให้รอบคอบนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิตด้วย เพราะลดแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้รู้สึกต้องมีสิ่งของตามกระแสนิยมหรือตามที่เห็นในโซเชียลมีเดีย แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่ได้จำเป็นสำหรับเราก็ตาม
3. วิธีการเริ่มทำ Slow Shopping เช่น ใช้กฎ 48 ชั่วโมง คือรอ 2 วันก่อนซื้อของที่อยากได้ หรือใช้หลักการใช้จ่ายตามค่านิยม คือซื้อเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับค่านิยมที่สำคัญที่สุดของเรา และจัดสรรงบใช้จ่ายส่วนหนึ่งไว้สำหรับซื้อของที่ชอบได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
===============
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

