หุ้นกู้ STA หนึ่งในบริษัทยางอันดับ 1 ของโลกที่มาพร้อมเรทติ้ง A-

รู้หรือไม่ว่าตอนนี้ตลาดยางธรรมชาติกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้จากราคายางแท่งในตลาด SICOM สิงคโปร์ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 โดยในปี 2567 มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 174.3 เซ็นต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปีก่อน นอกจากนั้น ปริมาณอุปทานยางพาราได้เข้าสู้ฤดูการเปิดกรีดยางช่วยให้ซัพพลายเข้าสู่ตลาด ทำให้ไม่มีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเหมือนช่วงปี 2566 ซึ่งเกิดเอลนีโญ ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติที่กำลังกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ที่ดำเนินธุรกิจยางธรรมชาติแบบครบวงจรอันดับหนึ่งของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย
STA ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยางธรรมชาติระดับโลก บริษัทได้พัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องแบบครบวงจร โดยปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินธุรกิจต้นน้ำ บริษัทมีการลงทุนในสวนยางพาราขนาดใหญ่กว่า 47,000 ไร่ใน 19 จังหวัด
ในส่วนของธุรกิจกลางน้ำ STA ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ STA ซึ่ง Generate รายได้ราว 75% ของทั้งหมด ได้พัฒนาความสามารถในการผลิตยางธรรมชาติขั้นพื้นฐานทุกประเภท ทั้งยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางข้น ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 3.85 ล้านตันต่อปี จากโรงงาน 37 แห่ง ที่กระจายตัวอยู่ในประเทศต่าง ๆ มากมาย ทั้งไทย อินโดนีเซีย และไอวอรี่โคสต์ รวมถึงเมียนมาที่มีศักยภาพในการขยายพื้นที่ปลูกยาง ส่งผลให้ STA มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 10-12% ของความต้องการยางธรรมชาติทั่วโลกเลยทีเดียว
สำหรับธุรกิจปลายน้ำ STA ได้ขยายไปสู่การผลิตถุงมือยางผ่าน บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ซึ่งเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลก ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งราว 51,000 ล้านชิ้นต่อปี ครอบคลุมทั้งถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์ที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม โดยส่งออกไปยังกว่า 175 ประเทศทั่วโลก และมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 10.5% ของความต้องการถุงมือยางทั่วโลก
พร้อมทั้งมีบริษัทย่อยที่สนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ทั้งการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีสารสนเทศ การขนส่ง สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้านและยั่งยืน
ด้วยศักยภาพทั้งหมดของบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ตนเองทำเป็นอย่างดี ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผลประกอบการของ STA ออกมาน่าสนใจด้วย
ไตรมาส 3 / 2567
รายได้จากการขายและบริการ 31,618.5 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 517.3 ล้านบาท
ผลประกอบการในงวดไตรมาส 3/2567 นั้นฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 31,618.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 517.3 ล้านบาท นอกจากนี้ ปริมาณการขายยางธรรมชาติรวมทุกประเภทยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 โดยในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 380,565 ตัน เพิ่มขึ้น 53.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนั้น บริษัทมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่า บริษัทที่มีรายได้ระดับแสนล้านบาทต่อปี แถมยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอุตสาหกรรมที่ตนเองอยู่ การบริหารจัดการต้นทุนและโครงสร้างทางการเงินของตนให้ดีจึงมีความสำคัญไม่แพ้การผลิตและขายสินค้าเลย ล่าสุด STA จึงเตรียมออกหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งเป็นหุ้นกู้ประเภทชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ทั้งหมด 4 ชุด โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ไปเพื่อชำระคืนหนี้จากการออกตราสารหนี้ชุดเดิม ประกอบด้วย
- หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.40% ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.70% ต่อปี
- หุ้นชุดที่ 3 อายุ 8 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.85% ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.00% ต่อปี
หุ้นกู้ทั้ง 4 ชุด มีการจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน
โดยทริสเรทติ้ง ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทและหุ้นกู้ที่ระดับ "A-" แนวโน้ม "Stable" การได้เรทติ้งระดับตัว A ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือเรทติ้งที่อยู่ในระดับปานกลาง-สูง ซึ่งเรทติ้งที่ได้นี้ก็มาจากความแข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรระดับโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสถานะความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม การดำเนินธุรกิจที่ครบวงจร และฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพราะบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนในระดับต่ำเพียง 0.59 เท่า รวมถึงบริษัทลูกหรือ STGT ก็มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นกู้จะได้ชื่อว่ามีความเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเหนือกว่าหุ้นสามัญ แต่ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นกู้ก็ยังมี นักลงทุนจำเป็นต้องประเมินพื้นฐานของบริษัท ความสามารถในการชำระหนี้ และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องเสมอก่อนตัดสินใจลงทุน
หุ้นกู้ชุดใหม่นี้จะเปิดจองซื้อในวันที่ 31 มกราคม และ 3-4 กุมภาพันธ์ 2568 ผ่านธนาคารที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ดังนี้
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2111-1111 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา
- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-888-8888 กด 869 หรือจองซื้อผ่านเว็บไซต์ K-My Invest (www.kasikornbank.com/kmyinvest) สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย (ซึ่งรวมถึง บล.กสิกรไทย ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย)
โดยมีจำนวนจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และเพิ่มขึ้นครั้งละ 100,000 บาท โดยผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของบริษัทฯ ได้ที่ www.sritranggroup.com และ Facebook Page Sri Trang Group
คำเตือน : ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial
Tagged in
You might also like

โตไปกับ AI ด้วยหุ้นกู้ TRUE
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์หรือ AI อย่างเต็มตัว เราเริ่มเห็นการนำเท...

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

