สำเร็จในที่ทำงานแบบคนกลางๆ สร้างโอกาสเติบโตในโลกที่แข่งขันสูงแบบพี่โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ

คำแนะนำอันดับหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ สำหรับใครก็ตามที่อยากสร้างความมั่งคั่งในชีวิตคือ ‘สร้างธุรกิจ’ หรือเป็นผู้ประกอบการ เป็นนายของตัวเอง
แต่เส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนไปซะทั้งหมด
ที่จริงแล้ว อาลี แอ็บดัล (Ali Abdaal) ผู้เขียน ‘Feel Good Productivity’ บอกว่ามีเพียง 7% ของประชากรโลกเท่านั้นที่จะกลายเป็นผู้ประกอบการ ส่วนที่เหลืออีก 93% คือพนักงานทำงานทั่วไป ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกอะไรเลย
แต่ตรงนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะการเป็นหนึ่งใน 93% นั้นถือว่าเรามีคู่แข่งเยอะมากๆ อีกอย่างคือถ้าเอาความสามารถหรือทักษะมาวัดเรียงเป็นกราฟ ตัดส่วนหัวกับส่วนท้ายออกไป คนส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในช่วงกลางๆ ของกราฟระฆังคว่ำ
จุดนี้ในตัวมันเองก็ไม่ได้ไม่ดี แต่มันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร เงินเดือนก็อาจจะกลางๆ ทำงานไปเรื่อยๆ ไต่เงินเดือนขึ้นทีละนิด
แน่นอนว่าถ้าคุณพอใจตรงนี้ มีความสุขแล้วก็จบ
แต่ถ้าเราเป็นคนระดับปานกลาง ภาษาก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร ทักษะก็ไม่ได้เหนือใครไปซะทุกเรื่อง พ่อแม่ไม่ได้มีเส้นสาย คอนเน็กชันเพื่อนก็ธรรมดาๆ จบมหาวิทยาลัยทั่วไป ไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ฯลฯ
เอาเป็นว่า...ก็คนปานกลางคนหนึ่ง นั่นแหละ
แล้วคนปานกลางแบบนี้จะโดดเด่น และสำเร็จได้ไหม? เราจะสร้างโอกาสเติบโตในโลกที่แข่งขันสูง (และไม่เท่าเทียมกัน) ได้ยังไง?
พี่โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ (ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจ-การตลาดมาอย่างยาวนาน มีผลงานมากมายตั้งแต่ Happy ของ DTAC แม่มณี และ Robinhood ของ SCB) เขียนไว้ในหนังสือ ‘วิถีคนปานกลาง’ ว่าตัวเขาเองก็เป็นคนกลางๆ เช่นเดียวกัน ทั้งเรื่องเรียน ทักษะ คอนเน็กชัน ครอบครัว ทุกอย่างธรรมดามากๆ แต่ที่ประสบความสำเร็จได้มาถึงตรงนี้ เขาบอกว่ามีเทคนิคอยู่ 5 อย่าง
1. ทำงานที่ไม่มีใครทำ
ตอนที่เข้าไปทำงานตำแหน่งนักลงทุนสัมพันธ์ที่ดีแทค พี่โจ้บอกว่าหลงเข้ามารับงานที่ไม่มีใครอยากทำตรงนั้นโดยบังเอิญ เพราะต้องเจอนักลงทุนต่างชาติซักถามข้อมูลละเอียดยิบ
แม้จะทรมาน แต่ก็พลิกแพลงเอาตัวรอดมาได้ (ด้วยเงินเดือนดีด้วยจึงไม่กล้าออก)
เขากลายเป็นคนเดียวในบริษัทที่เจอกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ และรู้ตัวเลข ข้อมูลเชิงลึกทุกอย่าง ได้เจอผู้บริหารระดับสูง และอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่บ่อยมากขึ้น กลายเป็นคนที่ซีอีโอของบริษัทต้องพกไปไหนมาไหนด้วย โอกาสจึงเพิ่มขึ้นตามมา
“คนที่มีฝีมือปานกลาง ถ้าทำงานที่ใครๆ ก็อยากทำ โอกาสที่จะแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์ก็ไม่ง่าย คู่แข่งก็จะเยอะ แต่ถ้าเราหลีกไปพื้นที่ที่ทุรกันดารหน่อยแล้วมีโอกาสทำงานได้อย่างเต็มที่ก็เป็นเคล็ดลับหนึ่งของคนระดับปานกลางอย่างพวกเราเช่นกัน” พี่โจ้อธิบาย
2. ทำเกิน
ที่ทำงานแรกของพี่โจ้คือบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บ้าพลัง ทำงานกันหนักมากๆ
รุ่นพี่จะทำงานไป สอนไป
รุ่นน้องก็ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริงอย่างเข้มข้น
เป็นหลักสูตรทำงานหนัก และมาตรฐานการทำงานที่สูงมาก ถือเป็นหลักสูตรการทำงานที่ช่วยทั้งมอบความรู้และนิสัยการทำงานหนักมาด้วย
พอมาทำงานที่ใหม่ นิสัย ‘ทำเกิน’ ก็ติดมาด้วย
ทำงานเกินความคาดหวังของเจ้านาย ทำเสร็จก่อนเวลา ครบถ้วน ไม่ต้องให้ย้ำ
พี่โจ้บอกว่า ไม่ว่าจะเจ้านายหรือลูกค้า เขาจะจำเราได้ก็ต่อเมื่อสิ่งที่ได้รับนั้นเกินความคาดหวังที่ตั้งเอาไว้
เพราะฉะนั้นคนกลางๆ อยากให้คนอื่นจำ ต้องหัด ‘ทำเกิน’ ไว้จนเป็นนิสัย “ของานวันอังคาร จันทร์เสร็จแล้ว ให้ไปถามลูกค้าสิบคน ก็ถามสักร้อยคน”
3. ทำให้นายเป็นง่อย
เวลาทำงานกับหัวหน้า ให้ช่วยงานให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
รับอาสาจัดการงานหลายๆ อย่างที่เป็นหน้าที่ รู้ใจทำแทนได้ วางใจได้
สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการประเมินงานช่วงปลายปีอย่างมาก
4. ทำสำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ
“มีคนถามผมบ่อยว่าคนดีกับคนเก่งควรจะเลือกใคร ผมก็จะตอบว่าผมจะเลือกคนที่ทำสำเร็จ” พี่โจ้บอก
เขาหมายถึงว่าพนักงานส่วนใหญ่ คือทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จคือจบ นั่นคือทำงานเสร็จ
สำเร็จไหม ไม่รู้ ไม่ใช่หน้าที่ ก็ไม่ทำต่อ แบบนี้เก่งแค่ไหนพี่โจ้บอกว่าแทบไม่มีประโยชน์กับการทำงานในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่นบอกเลขาฯ ว่าให้นัดแขกสักคนหนึ่งสัมภาษณ์
คนทำงานเสร็จ = ส่งเมลนัด จบ (ทำเสร็จแล้ว) แต่ตอบรับหรือไม่ตอบไม่รู้ ว่างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ทำงานเสร็จแล้ว
คนทำงานสำเร็จ = ส่งเมลแล้ว ไม่มีการติดต่อกลับ โทรไปตาม ถ้าติดต่อไม่ได้ ต้องหาทางติดต่อช่องทางอื่น ถ้าได้คำตอบว่างไม่ตรงกัน ขยับวันได้ไหม ประสานงานจนนัดกันได้จริง นี่การทำงานที่สำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ
“ทัศนคติของคนที่ทำงานสำเร็จ ไม่ใช่เสร็จ เป็นทัศนคติที่คนระดับกลางๆ ได้งานที่ดีและชนะคนเก่งมานักต่อนักแล้วนะครับ”
5. ทำอะไรไม่รู้ แต่ยกมือไว้ก่อน
พี่โจ้เล่าถึง ‘คุณตัน ภาสกรนที’ ตอนเริ่มทำงานอยู่ระดับต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารเลย
เป็นจับกังแบกของ ไม่นานคุณต้นก็กลายเป็น ซูเปอร์ไวเซอร์ เงินเดือนขึ้นมาหลายเท่า
คุณตันเล่าถึงเคล็ดลับของคนที่การศึกษาน้อย พูดก็ไม่ชัด หน้าตาก็ไม่ดีไว้ว่า มีอะไรใครไม่ทำ งานตรงไหนต้องการคนช่วย วันหยุดขาดแรงงานแกยกมืออาสาไว้ก่อน หนักเอาเบาสู้ ไม่เกี่ยงงาน ทำให้นายจำนายตันได้แม่นกว่าจับกังคนอื่น
เคล็ดลับในการเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ของคุณตันคืออะไร? พี่โจ้ถาม
คุณตันเปิดแผลข้างหลังให้ดูพร้อมเล่าว่าตอนนั้นพอทำเป็นจับกังได้สักพัก บริษัทมาถามหาคนในว่ามีใครขี่มอเตอร์ไซค์เป็นไหม คุณตันรีบยกมือก่อนใคร เลยได้งานเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปขายของเยี่ยมลูกค้า
แผลเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นยกมือ ขับมอเตอร์ไซค์ยังไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่เห็นโอกาส ยกมือคว้าไว้ก่อน แล้วค่อยไปหัดขี่แล้วได้แผลมาตอนนั้นแหละ
พี่โจ้บอกว่า “ผมเองก็มีนิสัยที่ไม่ค่อยแน่ใจก็จะยกมือไปก่อน ทำให้โอกาส ที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ และหลากหลายมากขึ้นตาม ผลพลอยได้ก็คือได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทั้งสำเร็จและล้มเหลว ที่สำคัญ คือทำให้ผู้ใหญ่จำเราแม่นว่าเป็นคนไม่เกี่ยงงาน มีงานอะไรหลังๆ ก็จะให้โอกาสคนระดับกลางๆ อย่างเราก่อนเสมอ เพราะไม่อิดออด ไม่ชักสีหน้า แต่กระตือรือร้นที่จะลองด้วยความเต็มใจ”
นี่คือ 5 เคล็ดลับที่พี่โจ้ใช้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จแบบวิถีคนปานกลาง สร้างความโดดเด่นและโอกาสให้กับตัวเอง
แน่นอนว่ามันจะมีเรื่องโชค เพื่อนร่วมงานที่ดี จังหวะที่เหมาะสม และอื่นๆ อีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้
แต่อย่างน้อยๆ ในโลกที่การแข่งขันสูงและความเท่าเทียมทั้งทักษะและทุนชีวิตคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เชื่อว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยปรับหางเสือและหมุนใบพัดของเรือแห่งชีวิตลำนี้ไปในทิศทางที่คุณต้องการอยากให้มันไปได้
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

