ตกผลึกประเด็นสำคัญจาก ‘Intelligent Investor’ หนังสือที่ Warren Buffett ยกย่องว่าเป็น “หนังสือที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนที่เคยมีมา”

ตกผลึกประเด็นสำคัญจาก ‘Intelligent Investor’ หนังสือที่ Warren Buffett ยกย่องว่าเป็น “หนังสือที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนที่เคยมีมา”

???? ตอนที่ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เริ่มทำงานที่วอลล์สตรีทในปี 1914 การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของพันธบัตรรถไฟ การซื้อขายหุ้นในบริษัทอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบันจะอยู่ในแวดวงของคนวงในมากกว่าประชาชนทั่วไป และถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับพันธบัตร (มุมมองนี้ยิ่งถูกตอกย้ำมากกว่าขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นในปี 1929 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่ตามมา)

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เกรแฮมเชื่อมั่นว่าคนทั่วไปสามารถเข้าถึงการลงทุนอย่างชาญฉลาดได้โดยไม่ถูกตลาด (Mr.Market) ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ชักนำ หากโฟกัสไปที่คุณค่าของบริษัท แทนที่จะเป็นการเก็งกำไรในหุ้น (ตามฉายาของเขา "บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า" นั่นแหละครับ)

???? ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อเสียงของเกรแฮมก็โด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลใหญ่ๆ คงหนีไม่พ้นที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ซึ่งเคยเป็นศิษย์ของเกรแฮมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียมักจะพูดยกย่องเขาอยู่เสมอ ทั้งยังกล่าวถึงหนังสือ The Intelligent Investor ว่าเป็น "หนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการเขียนเกี่ยวกับการลงทุน" อีกด้วย

เกรแฮมลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ในช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมืองหลังสงคราม เขาเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นย้ำหลักการลงทุนที่ใช้ได้ผลโดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในสังคม รัฐบาล หรือความผันผวนอย่างมากในตลาด

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการลงทุนและการเก็งกำไร ระหว่างราคาหุ้นที่มีการซื้อขายบนกระดานและมูลค่าที่แท้จริงหรือมูลค่าพื้นฐานของบริษัท วิธีการลงทุนแบบ "เน้นคุณค่า" นี้ต้องใช้มุมมองระยะยาว ความสามารถในการปิดเสียงรบกวนจากตลาดในระหว่างนั้น และมีความมั่นใจเพียงพอในทางเลือกการลงทุนของคุณที่จะไม่หวั่นไหวเมื่อเกิดการปรับฐาน ตลาดหุ้นตกหรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย

???? นักลงทุนไม่ใช่นักเก็งกำไร

คำว่า “Intelligent” หรือ “ความเฉลียวฉลาด” ในชื่อหนังสือสำหรับเกรแฮมแล้วไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแบบคนเจ้าเล่ห์หรือฉลาดแกมโกงแบบนั้น แต่เป็นคุณลักษณะของนักลงทุนที่มีมุมมองระยะยาว รักษาเงินต้นของตัวเอง ยึดหลักการลงทุนของตัวเองได้ในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์

เป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดในการตัดสินใจ มีเหตุผล มองภาพยาวๆ ไม่ใช่คนที่มองหากำไรอย่างรวดเร็ว

หนังสือเล่มนี้เขายังคงยึดมั่นกับความแตกต่างระหว่างการลงทุนและการเก็งกำไรที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มคลาสสิกก่อนหน้าที่เขาเขียน (Security Analysis) ที่บอกว่า "การลงทุนคือการดำเนินการที่เกิดขึ้นหลังจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ปลอดภัยต่อเงินต้นและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ การดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านี้ถือเป็นการเก็งกำไร"

สำหรับการเก็งกำไรหรือ "การเทรด" เขาหมายเหตุว่าคุณอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ซึ่งถ้าผิดก็อาจกลายเป็นหายนะได้เลยทีเดียว แต่ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนมองว่าตัวเองเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งในธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมองไปที่ผลลัพธ์และคุณภาพของการจัดการเป็นหลัก

เกรแฮมกล่าวว่าการเก็งกำไรอย่างชาญฉลาดนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่มันจะเป็นอันตรายเมื่อคนที่คิดว่าตัวเองกำลังลงทุนทั้งที่จริงๆ แล้วกำลังเก็งกำไรอยู่นั่นแหละ

การซื้อหุ้นใดๆ ที่ทำอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากตกรถหรือ "พลาดโอกาสที่ยิ่งใหญ่" มักจะเป็นการเก็งกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของตลาดทั้งสิ้น

ช่วงเวลาเดียวที่นักลงทุนควรคำนึงถึงราคาของหุ้นและความผันผวนของตลาดคือตอนที่เลือกที่จะซื้อหุ้นที่จับตามองอยู่แล้วและสามารถซื้อได้ในราคาต่ำหากความรู้สึก (sentiment) ของตลาดเป็นขาลง หากนักลงทุนเริ่ม "ว่ายน้ำตามกระแสการเก็งกำไร" (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตลาดขาขึ้นเมื่อดูเหมือนว่าการทำเงินเป็นเรื่องง่าย) พวกเขาจะมองไม่เห็นบริษัทที่พวกเขากำลังลงทุนและมุ่งเน้นเฉพาะราคาหุ้นเท่านั้น

???? วิธีหาคุณค่า (Value)

เกรแฮมสะท้อนว่าแนวโน้มระยะยาวของบริษัทสามารถเป็นได้เพียงการคาดเดาอย่างมีหลักการเท่านั้น หากแนวโน้มเหล่านั้นชัดเจนมากพอ ก็จะไปสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นของบริษัทแล้ว นี่คือเหตุผลที่หุ้น "เติบโต" ส่วนใหญ่มักมีราคาแพง และเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ้นที่เซ็กซี่ที่ทุกคนชื่นชอบ (หุ้นที่กำลังดังอยู่ในตอนนั้น) แทบจะหาโอกาสเข้าไปลงทุนแบบเน้นคุณค่าไม่ได้เลย

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเกรแฮมถึงมองว่าการลงทุนในบริษัทที่ไม่มีการคาดการณ์ที่น่าตื่นเต้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า จะเรียกว่าเป็นบริษัท "น่าเบื่อ" ที่ถูกมองข้ามและมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

เขาสังเกตว่าเมื่อบริษัทสูญเสียพื้นที่ส่วนแบ่งในตลาดโดยรวม นักเก็งกำไรจะมองหุ้นของบริษัทนี้ทางด้านลบทันทีและตัดสินไปเลยว่ามันเป็นบริษัทที่ไม่มีอนาคตแล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ชาญฉลาดจะเห็นว่านี่เป็นการตอบสนองที่เกินจริงมากเกินไป บริษัทยังคงขายสินค้า มีส่วนแบ่งตลาดบางส่วน และอาจฟื้นตัวได้ก็ได้

วิธีการสร้างความมั่งคั่งอย่างแท้จริงและยั่งยืนในตลาดหุ้นของเกรแฮมจึงไม่ได้มาจากการซื้อหรือขายหุ้น แต่มาจากการมีวินัยในการถือและเป็นเจ้าของหุ้นของบริษัทนั้นเอาไว้ รับเงินปันผลและรอให้การรับรู้มูลค่าของบริษัทสอดคล้องกับความเป็นจริง การทำเช่นนี้ต้องพึ่งพาความเข้มแข็งทางจิตใจในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เหมือนดั่งที่เกรแฮมบอกว่า "การลงทุนอย่างชาญฉลาดเป็นเรื่องของวิธีคิดมากกว่าเทคนิค"

???? ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)

ความลับของความสำเร็จในการลงทุนคือสิ่งที่เกรแฮมเรียกว่า "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" ในทางเทคนิค สิ่งนี้หมายถึงหลักฐานที่บ่งบอกว่าบริษัทมีรายได้สูงมากพอที่จะชำระดอกเบี้ยหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ยอดขายหรือตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างมีนัยสำคัญ

นักลงทุนที่ฉลาดมักมองหาช่องว่างความปลอดภัยนี้เสมอ เพราะการมีส่วนเผื่อนี้ช่วยให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคาดการณ์อนาคตของบริษัทได้อย่างแม่นยำ นักเก็งกำไรมักไม่ให้ความสำคัญกับอัตราส่วนความปลอดภัย แต่นักลงทุนควรมองหาส่วนเผื่อนี้เสมอ เพราะเป็นหลักประกันความปลอดภัยในการลงทุน

เกรแฮมกล่าวว่าการลงทุนมีสองวิธี : วิธีการคาดการณ์ (predictive approach) หรือการคิดว่าบริษัทจะทำได้ดีแค่ไหนในตลาดที่อยู่โดยพิจารณาจากการจัดการ ผลิตภัณฑ์ และอื่นๆ และอีกคือวิธีการป้องกัน (protective approach) ที่ดูเฉพาะสถิติของบริษัท เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างราคาขายและกำไร สินทรัพย์ และการจ่ายเงินปันผล นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าชอบวิธีที่สองมากกว่าเพราะมันอยู่บนพื้นฐานของ "คณิตศาสตร์ ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี"

???? เกรแฮมแบ่งวิธีการลงทุนออกเป็นสองแบบ

????️ 1. นักลงทุนแบบป้องกัน (Defensive Investor)

* แนะนำให้แบ่งเงินลงทุน 50% ในพันธบัตรคุณภาพสูงหรือบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยเทียบเท่า
* อีก 50% ลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินมั่นคงและจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ
* ราคาไม่เกิน 25 เท่าของกำไรต่อปี (ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่รวมหุ้นเติบโตทั้งหมด)
* เมื่อตลาดดูเหมือนจะสูงเกินไปและมีความอันตราย คุณสามารถลดการลงทุนในหุ้นสามัญให้น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หรือในตลาดขาลง เพิ่มเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อซื้อหุ้นดีราคาถูก
* สูตรนี้ช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนถูกชักจูงด้วยความโกลาหลของตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

⚔️ 2. นักลงทุนแบบรุก (Aggressive Investor)

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นและยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ต้องทุ่มเทเวลาและความพยายามให้กับการลงทุนของคุณมากขึ้นด้วย

* มองหาบริษัทที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอย้อนหลัง 25 ปีขึ้นไป
* ไม่ลงทุนในบริษัทที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio) สูงกว่า 10
* วิเคราะห์รายงานประจำปีอย่างละเอียด แยกกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวออกจากผลการดำเนินงานปกติ
* อย่าลงทุนใน "อุตสาหกรรม" แต่ให้ลงทุนในบริษัท ตัวอย่างเช่น เงินจำนวนมากถูกลงทุนในหุ้นการขนส่งทางอากาศในช่วงหลังสงครามและในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ปัจจัยต่างๆ ทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมมีผลประกอบการทางการเงินที่ไม่ดีนัก

???? คำแนะนำทั่วไปสำหรับนักลงทุน

✅ 1. หากต้องการให้ผู้อื่นจัดการเงินลงทุน ควรจำกัดกิจกรรมการลงทุนให้อยู่ในกรอบที่อนุรักษ์นิยม หรือต้องรู้จักผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างดี

✅ 2. ระวังคำแนะนำที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง

✅ 3. ควรระมัดระวังในการรับคำแนะนำจากเพื่อนหรือญาติ เพราะ "คำแนะนำที่แย่มักมาฟรีๆ"

???? บทสรุป

แนวคิดหนึ่งของเกรแฮมที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือ "การลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดคือการลงทุนที่เหมือนการทำธุรกิจ" ซึ่งหมายความว่า :

✅ การลงทุนในหุ้นคือการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจจริงๆ

✅ ควรมุ่งเน้นที่ผลการดำเนินงานของบริษัท ไม่ใช่การเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาหุ้น

✅ กฎการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์มักไม่ล้าสมัย เช่น "ซื้อเมื่อคนส่วนใหญ่ (รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ) มองในแง่ร้าย และขายเมื่อพวกเขามองในแง่ดีอย่างมาก" ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง รวมถึงบริษัท กฎระเบียบ และเศรษฐกิจ แต่ผู้คนไม่เปลี่ยนแปลง และผู้คนคือสิ่งที่ขับเคลื่อนตลาด

แนวคิดของเกรแฮมยังคงมีอิทธิพลต่อนักลงทุนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงอย่างบัฟเฟตต์ผู้ซึ่งได้นำหลักการของเกรแฮมมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลงทุนในทุกวันนี้

[ใครสนใจหนังสือเล่มนี้สามารถหาซื้อได้ตามแผงหนังสือทั่วไปครับ เล่มอาจจะหนาหน่อยแต่เป็นหนังสือคลาสสิกอีกเล่มที่นักลงทุนไม่ควรพลาด]

???? ประวัติโดยย่อของเบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham)

* เกิดในปี 1894 ที่ลอนดอน และย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังเป็นทารก
* เริ่มทำงานในวอลล์สตรีทตั้งแต่อายุ 20 ปี ในปี 1914
* ก่อตั้งบริษัทนายหน้า Graham-Newman Partnership
* สอนที่บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ตั้งแต่ปี 1928 ถึง 1957
* เขียนหนังสือสำคัญเกี่ยวกับการลงทุนหลายเล่ม เช่น "Security Analysis”, “The Interpretation of Financial Statements” และ "The Intelligent Investor"

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save